ขยันเพราะฉันทะ กับขยันเพราะโลภะ แตกต่างกัน
ชีวิตที่พอเพียง : 8. ชนส่วนน้อย
-
ผมรู้สึกมากว่า ๓๐ ปี ว่าผมชอบมีชีวิตแบบชนส่วนน้อย -
ชอบเข้าไปทำงานตรงที่คนเขาไม่นิยมเข้าไป ซึ่งส่วนหนึ่งคงจะเป็นเพราะผลประโยชน์ตอบแทนมันน้อย ดังเช่นการละจากการเป็นหมอรักษาคนไข้ ไปเป็นหมอวิจัย และทำงานในห้องปฏิบัติการ และการเข้าไปทำงานบริหารโดยไม่แสวงหาผลตอบแทน / ไม่รับผลตอบแทน
-
วิธีคิดของผมก็ไม่เป็นกระแสหลัก ระดับของความซื่อสัตย์ที่ผมยึดถือลึกๆ ภายในใจที่ไม่บอกใครก็เคร่งครัดกว่าที่ผมเห็นกันทั่วๆ ไป เช่นการรับค่าตอบแทนจากบริการทดสอบเอกชนเวลาเราส่งคนไข้ไปตรวจ ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่สบายใจ ไม่สะดวกใจที่จะรับ การรับบริการต้อนรับหรือสนับสนุนการไปประชุมวิชาการต่างประเทศโดยบริษัทยา ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่ยอมรับ เพราะรู้สึกเหมือนเราร่วมมือกับบริษัทยาสูบเงินจากคนไข้เอามาให้เราลับๆ ดูมันไม่สง่างาม เรื่องแบบนี้ยังมีอีกมากมาย จาระไนไม่หมด
-
ผมไม่ชอบการแย่งชิง ไม่ว่าแย่งชิงอะไร ตำแหน่งบริหารที่เคยเป็นก็ได้มาเพราะคนเขาเลือกหรือได้รับการสรรหา ไม่เคยได้มาแบบแย่งชิงได้ชัยชนะ ไม่เคยหาเสียง ไม่เคยเอ่ยปากขอการสนับสนุน ถ้ามีคนมาถามก็จะบอกให้ลงคะแนนให้คนอื่นเพราะเขาดีกว่าเก่งกว่า
-
ผมคิดว่าตำแหน่งเป็นมงกุฎหนาม ได้มาก็หนักและต้องรับผิดชอบสูง แต่ถ้าต้องทำก็เพราะต้องตอบแทนสังคม ต้องยอมหนักยอมเหนื่อยยอมเจ็บปวดเพื่อทำให้สังคม/หน่วยงานดีขึ้น ถ้ามีคนอื่นที่เก่งกว่าดีกว่าเรามารับผิดชอบ ก็เป็นบุญของเราที่ได้เป็นอิสระที่จะเลือกทำงานที่เรารักและถนัด
-
การออกจากตำแหน่งของผมจึงออกได้อย่างง่ายดาย ตอนหนุ่มๆ ลาออกจากตำแหน่งบ่อยเสียจนภรรยาบอกว่าทนอยู่ให้ครบเทอมเสียบ้างเถิด เดี๋ยวคนเขาจะว่าเป็นคนเปราะ ไม่อดทน
-
ผมมีความคิดมาตั้งแต่หนุ่มๆ ว่าการไม่หวังเอา ไม่หวังเป็น หัดลดละความอยากความต้องการทำให้จิตใจเบาสบาย
-
แต่ผมก็เป็นคนขยันขันแข็ง ทำงานหนักโดยที่ไม่รู้สึกว่าหนักหรือเหนื่อย ตอนแรกก็สงสัยว่าเราน่าจะเป็นคนมีกิเลสสูงที่บ้างาน ตอนหลังจึงรู้ว่าขยันแบบนี้เขาไม่เรียกว่าโลภ เขาเรียกว่ามีฉันทะ
-
ที่ชอบสุดสุดคือการทำงานทำให้ได้ทดลองวิธีทำงานแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ฝึกฝนตนเอง ผมบอกตัวเองว่าการได้มีโอกาสทำงานในหน้าที่ที่ผมเคยทำมาเป็นโอกาสที่น้อยคนนักจะได้ ถือเป็นกำไรชีวิต มีเงินร้อยล้านพันล้านก็ซื้อไม่ได้
-
ผมเสียเงินซื้อหนังสือไม่น้อย ใหม่ๆ ภรรยาบ่นมากเพราะตอนนั้นเรารายได้น้อย ตอนหลังๆ รายได้ดีขึ้นผมเสียเงินซื้อกล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ พีดีเอ ไม่น้อย ตอนแรกก็อธิบายได้ไม่ชัด แต่ตอนนี้ผมอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ ผมใช้สิ่งเหล่านี้ช่วยในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นคำอธิบายที่โอ่เกินไปหรือเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือไม่ ก็ไม่ทราบ
-
ชีวิตที่พอเพียงต้องเป็นชีวิตที่เรียนรู้ ต้องตามโลกทัน ต้องรู้เท่าทันโลก เพื่อจะได้พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ถูกโลกทุนนิยม วัตถุนิยมชักจูง เพื่อจะได้มีความสมดุลระหว่างการใช้จ่ายกับการมีรายได้ และเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
-
วิจารณ์ พานิช
๑๖ เมย. ๔๙
ขอเรียนอาจารย์ว่า คงมีคนไม่น้อยที่คิดและเป็นแบบอาจารย์ (ตัวเองด้วย) แต่พวกเรามักจะไม่ "สามารถ" ขนาดอาจารย์ ที่จะพิสูจน์วิถีทางดำเนินชีวิตแบบนี้ ในช่วงชีวิตระยะเดียวกับที่อาจารย์ได้พิสูจน์ให้เห็นจากการกระทำมาแล้ว ว่า"อยู่ได้ และ สง่างาม" แล้วมาเล่าต่อให้เป็นกำลังใจกับผู้อื่น
ปิติและรู้สึกภูมิใจในตัวเองเมื่อได้อ่านบันทึกชุดนี้ของอาจารย์ค่ะ รู้สึกว่าเราเดินตามรอยคนที่น่าเคารพนับถือโดยไม่รู้ตัว และเห็นตัวอย่างแล้วว่า คนแบบนี้อยู่ได้ เป็นแบบอย่างได้ในสังคม ถึงแม้ตัวเองคงจะทำได้สัก 1 ในล้านของอาจารย์ก็จะไม่เปลี่ยนแนวแล้วค่ะ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์เฉยๆไม่ได้แล้วสำหรับบันทึกตอนนี้ ขอใช้ "กราบขอบพระคุณ" แทนคำเดิมครับ และกล่าวแทนความรู้สึกของอีกหลายๆคนที่มาอ่านแต่ไม่ได้แสดงทัศนะอะไรไว้ที่ตรงนี้ .. เป็นบันทึกที่โดนใจมาก และเป็นเครื่องนำทางให้หลายๆคนได้คิดว่าแก่นสารสาระของการมีชีวิตอยู่นั้น ควรจะเป็นอะไร อันไหนเป็นของจริง ของปลอม หรือจอมหลอกลวง .. ผมเองแม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์เท่า ด้วยมีข้อจำกัดเรื่องสติ-ปัญญา และโอกาส แต่กล่าวด้วยความมั่นใจว่ายึดถือแนวทางการเป็นชน "กลุ่มน้อย" แบบท่านอาจารย์มาโดยตลอด
ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่มิใช่เป็นการอวดอ้างใดๆ มีตัวอย่างเล็กๆ ดังนี้ครับ ..
ผมแจ้งกับพี่ชายว่าไม่เอาแล้ว เกียรตินิยม ขอใช้เวลาเรียนรู้จากงานกิจกรรมที่ชอบ ผมจึงจบปริญญาตรีด้วยเกรด 2.88 แต่ไม่เสียใจเลย เพราะได้อะไรที่ดีกว่านั้นมาก
"เพชรดีที่จันทรเกษม" โดยเราไม่ได้ส่งเรื่องราวไปเลย ท่านไปพบเห็นเอง และผมก็รู้สึก "เช่นนั้นเอง" กับเรื่องนี้
ขอปวารณาตัวว่าจะเดินตามแนวทางนี้ร่วมกับท่านอาจารย์ตลอดไปครับ.
ขอบพระคุณท่านอาจารย์เฉยๆไม่ได้แล้วสำหรับบันทึกตอนนี้ ขอใช้ "กราบขอบพระคุณ" แทนคำเดิมครับ และกล่าวแทนความรู้สึกของอีกหลายๆคนที่มาอ่านแต่ไม่ได้แสดงทัศนะอะไรไว้ที่ตรงนี้ .. เป็นบันทึกที่โดนใจมาก และเป็นเครื่องนำทางให้หลายๆคนได้คิดว่าแก่นสารสาระของการมีชีวิตอยู่นั้น ควรจะเป็นอะไร อันไหนเป็นของจริง ของปลอม หรือจอมหลอกลวง .. ผมเองแม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์เท่า ด้วยมีข้อจำกัดเรื่องสติ-ปัญญา และโอกาส แต่กล่าวด้วยความมั่นใจว่ายึดถือแนวทางการเป็นชน "กลุ่มน้อย" แบบท่านอาจารย์มาโดยตลอด
ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่มิใช่เป็นการอวดอ้างใดๆ มีตัวอย่างเล็กๆ ดังนี้ครับ ..
ผมแจ้งกับพี่ชายว่าไม่เอาแล้ว เกียรตินิยม ขอใช้เวลาเรียนรู้จากงานกิจกรรมที่ชอบ ผมจึงจบปริญญาตรีด้วยเกรด 2.88 แต่ไม่เสียใจเลย เพราะได้อะไรที่ดีกว่านั้นมาก
"เพชรดีที่จันทรเกษม" โดยเราไม่ได้ส่งเรื่องราวไปเลย ท่านไปพบเห็นเอง และผมก็รู้สึก "เช่นนั้นเอง" กับเรื่องนี้
ขอปวารณาตัวว่าจะเดินตามแนวทางนี้ร่วมกับท่านอาจารย์ตลอดไปครับ.
กราบขออภัยครับ Click ซ้ำโดยบังเอิญ จึงโผล่ 2 รอบ
ตามมาอ่านจากบันทึกของ อ. Handy อ่านแล้วโดนมาก โยเฉพาะข้าสุดท้าย
"ชีวิตที่พอเพียงต้องเป็นชีวิตที่เรียนรู้ ต้องตามโลกทัน ต้องรู้เท่าทันโลก เพื่อจะได้พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ถูกโลกทุนนิยม วัตถุนิยมชักจูง เพื่อจะได้มีความสมดุลระหว่างการใช้จ่ายกับการมีรายได้ และเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม"
หรือว่าผมจะเป็นชนส่วนน้อย อีกคนก็ไม่ทราบ
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อคิดดี ๆ ของอาจารย์