ธรรมะชนะอธรรม

เทศกาลเล่นสีขอบคุณธรรมชาติในอินเดีย Holi Festival

 

                                                                                  

 

ปี 2552 วันที่ 11 มีนาคม ถือเป็นวันหยุดของอินเดียในเทศกาลเล่นสี (Holi festival) ที่ฉลองกันทั่วประเทศ เป็นเทศกาลที่นิยมมากพอๆกับเทศกาลดิวาลี Diwali หรือเทศกาลแห่งแสงพูดไปแล้ว เทศกาลต่างๆ ที่คนอินเดีย(และมนุษย์ในสังคมโลก) ฉลองกันนั้นก็ล้วงมาจากความเชื่อในธรรมชาติ ในตำนานเทพนิยายที่มีผลต่อวิถีชีวิตของคน เช่นเทศกาลสีโฮลี  Holi นี้ เป็นเทศกาลเริ่มในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงจากหนาว เป็นอากาศร้อน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อมนุษย์ต่อสุขภาพและต่อจิตใจของมนุษย์  ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ พออากาศเริ่มเปลี่ยนจากหนาวมาเป็นร้อน คนก็จะไม่สบายเป็นหวัดกันเพราะอากาศเปลี่ยน ก็ทราบว่าเบื้องหลังเทศกาลนี้มิใช่เพื่อโปรยสีกันเพื่อสนุกสนานอย่างเดียวเท่านั้น แต่คนโบราณได้แฝงเอาธรรมชาติบำบัดเอาไว้ด้วย โดยใช้ผงสีจากพืชและพืชสมุนไพรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีคราม สีเขียว มาโปรยใส่กันทำนองกลิ่นบำบัดเพื่อสร้างภูมิต้านทาน.....สุดยอดจริงๆ

 

นอกจากนั้น การเปลี่ยนจากหน้าหนาวเข้าสู่หน้าร้อน ธรรมชาติเองก็เปลี่ยนแปลงสีสันอย่างมาก ดอกไม้สีสันสด บานสะพรั่งเต็มที่ คนโบราณอีกนั่นแหละ ปรับรสนิยมให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สีสันที่ใช้จึงเป็นสีที่เกิดตามธรรมชาติแท้ๆ   ผมเห็นคนเปลี่ยนการแต่งตัวจากเสื้อผ้าหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน ส่าหรีสีสันสดใสฉูดฉาด อาหารการกินก็เปลี่ยน.... ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่สมควรฉลอง  จึงเป็นเทศกาลแห่งสีสันที่น่าทึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดธรรมชาติถ้าจะบอกว่าอินเดียมองเห็นธรรมชาติ จึงปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติให้มากที่สุด

 

ตำนานของ Holi นั้นมีอยู่หลายเรื่อง เช่นเรื่องของเจ้าแห่งอสูรนามว่า  Hiranyakashyap ได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ ซึ่งต่อมาด้วยความที่ไม่มีใครฆ่าได้ ทำให้เจ้าอสูรต้องการให้ทุกคนบูชาตนเองเท่านั้นแต่ลูกชายที่ชื่อ Prahlad กลับบูชาแต่พระวิษณุ   Lord Vishnu  ทำให้อสูรโกรธมาก พยายามหาวิธีให้ลูกตาย หนึ่งในวิธีคือการหลอกให้ถูกเผา ทั้งเป็น โดยให้ Prahlad เข้าพิธีบูชาไฟพร้อมน้องสาวของตนที่ชื่อ Holika  น้องสาวคนนี้ได้รับพรพิเศษว่าไฟไม่สามารถทำร้ายเธอได้  แต่ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในกองไฟ เธอกลับถูกเผาไหม้โดย Prahlad กลับไม่เป็นอะไรเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพรที่เธอได้นั้นมีเงื่อนไขว่าเธอเข้ากองไฟคนเดียว สำหรับ  Prahlad นั้นด้วยการยึดมั่นบูชาถึงพระวิษณุเสมอจึงไม่เป็นอะไรจากไฟ  การบูชา  Holi มาจากคำว่า Holika สื่อความว่าไฟเผา จึงเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อจะบอกว่าผู้ใดที่ยึดมั่นบูชาพระเจ้าจะไม่เป็นอันตราย และธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ 

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของพระกฤษณะที่หลงรักในตัวพระนางที่ชื่อ  Radha ความรักระหว่างทั้งสองนั้นลึกซื้งและโรแมนติกมากกล่าวกันว่าพระกฤษณะชอบที่จะเล่นโปรยสีบนตัว Radha จึงกลายมาเป็นประเพณีกันต่อมา  นอกจากนั้นก็มีเรื่องของพระศิวะกับนาง  Kaamadeva  ที่รวมความแล้วตำนานต่างๆ สื่อถึงคุณธรรมคือการบูชาที่ดีย่อมนำมาซึ่งความอยู่รอดปลอดภัยของผู้บูชา

 

                กรุงเดลีในเย็นวันที่ 10 มีนาคม ผมออกไปข้างนอก เริ่มเห็นคนนำใบไม้มากองในที่สาธารณะหน้าบ้าน ในคืนแรกนี้จะมีการจุดกองไฟที่เกิดจากการรวบรวมเศษใบไม้ กิ่งไม้ ใบหญ้าแห้งมาเผาไฟซึ่งถือเป็นการกำจัดสิ่งเหล่านี้และต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ การก่อกองไฟเผาใบไม้ใบหญ้าแห้งมีความหมายเปรียบคือการทำลายความชั่วร้าย

               ความน่าสนใจในวัฒนธรรมของอินเดียอยู่ตรงนี้เอง ที่มักจะแฝงความหมายลึกซึ้งให้คนได้เรียนรู้เสมอ เช่นความร้อนจากเปลวไฟเป็นเครื่องเตือนใจว่าหน้าหนาวผ่านไปแล้วและ ฤดูร้อนกำลังจะเข้ามาในไม่ช้า  ปรกติการฉลองเทศกาลนี้จะยาวนานไปเป็นสัปดาห์ และผมก็เริ่มเห็นคนเล่นสีกันแล้วตามสวนสาธารณะ

วันที่ 11 มีนาคม วันที่สองก็จะมีการบูชาเทพเจ้า ได้แก่พระกฤษณะด้วยการพรมสีไปที่รูปพระกฤษณะ ในทุกเมืองทั่วประเทศ ผมเห็นผู้คนทุกวัยทั้งชายหญิง ออกมาในที่สาธารณะ ตามถนน สวนสาธารณะ ต่างฉลองด้วยการเต้นรำตามจังหวะเพลงโฮลี เทน้ำหรือสาดน้ำใส่กัน เอาสีมาป้ายตามหน้า ศรีษะและตัว คนหนุ่มสาวโปรยผงสีใส่กันเป็นที่สนุกสนาน สียอดนิยมคือสีแดงและเหลือง เป็นช่วงเวลาเดียวที่คนอินเดียจะมีโอกาสแปลงโฉมตัวเองให้มีสีสัน

ผมดูแล้วก็เห็นว่าเป็นเทศกาล Holi นี้คนอินเดีย เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขกันจริงๆ ต้องเรียกว่าปลดปล่อยความสุขกันเพราะผ่านอากาศหนาวมาหลายเดือน ดูแล้วก็ไม่ต่างจากเทศกาลของชนชาติอื่นๆ ในยุโรป พอใบไม้ผลิก็ฉลองกันใหญ่ ขอบคุณพระเจ้ากัน และโดยเฉพาะเทศกาลของไทย ก็คือการฉลองปีใหม่ในวันสงกรานต์ซึ่งอากาศร้อนสุดๆ เพียงแต่ว่าสงกรานต์ของไทยนั้นจัดเมื่ออากาศร้อนเต็มที่แล้ว และไม่ได้เน้นเรื่องสีสัน แต่เน้นการสาดน้ำและปะแป้งขาว

ก็คงมีบ้างที่การเล่นสีจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไปในทางที่ไม่ควร เช่นใช้สีที่ทำด้วยสารเคมีหรือการเล่นที่รุนแรง แต่สิ่งที่ผมเห็นคือการปลดปล่อยทางจิตวิญญาน ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจากนั้นก็สนุกสนานกันก่อนที่จะกลับไปดำเนินชีวิตตามวิถีของตน

ก็หวังว่าเทศกาลสงกรานต์ของไทยเอง เมื่อถึงเวลา จะนำรูปแบบอันดีงามดั่งเดิมมาใช้กัน เพื่อให้เป็นเทศกาลที่ทุกคนได้ทั้งบุญและมีความสุขจริงๆ