ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังนั้นจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยเฉพาะวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ(คอมพิวเตอร์) ค่อนข้างจะมีปัญหาสำหรับโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์เพียง 7-8 เครื่อง และเป็นเครื่องที่ล้าสมัยแล้วด้วย ที่ต้องใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับนักเรียนห้องละ 20 คนขึ้นไป ทำให้ครูต้องจัดสร้างนวัตกรรมต่างๆ มาช่วยเพิ่มเติมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับนักเรียน ดังนั้นโรงเรียนบ้านกะทม(ร่วนวิทยา) ครูผู้สอนคอมพิวเตอร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จึงได้คิดสร้างนวัตกรรม ประเภทเอกสารประกอบการเรียน และคู่การใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การวาดภาพด้วยโปรแกรมPaint ขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนได้ผลัดเปลี่ยนกันฝึกปฏิบัติตามกิจกรรมในเอกสาร ผลจากใช้นวัตกรรมดังกล่าวทำให้นักเรียนมีความรู้และเข้าใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวมีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับโรงเรียนที่ประสบกับปัญหาคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
คอมพิวเตอร์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ganeshnoi07 · 11 มี.ค. 2552
พ่อน้องซอมพอ · 11 มี.ค. 2552
ทางเลือกของนักการตลาด · 11 มี.ค. 2552
สิริพร ทิวะสิงห์ tuk-a-toon · 11 มี.ค. 2552
หยั่งราก ฝากใบ · 11 มี.ค. 2552
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เรื่อง การปลูกดอกดาวเรือง
ผู้ศึกษาค้นคว้า นายสมควร ป้องจันทร์
หน่วยงาน โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
การพัฒนาเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ เรื่องราว เนื้อหา ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิงแวดล้อม ประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสนองต่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
และสอดคล้องกับแนวคิดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความมุ่งหมาย 1 ) เพื่อรายงานผลการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การปลูกดอกดาวเรือง 2) เพื่อหาประสิทธิผลของเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3)เพื่อศึกษาด้านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 เรื่อง การปลูกดอกดาวเรือง 4 ) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบ การจัดการเรียนรู้ กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานงานเกษตร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การปลูกดอกดาวเรือง 5) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียน กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร โดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน
จำนวน 50 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (PurPosivc Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ได้แก่
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การปลูกดอกดาวเรือง แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเป็นข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หลังการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเป็นแบบปรนัย แบบเลือกตอบ
4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบประเมินคุณภาพเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ดชนีประสิทธิผล และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
พบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนเพิ่มขึ้นกว่า ก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .01
2. ผลการศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
มีประสิทธิภาพ 82.00 / 85.10 ซึ่งเป็นเอกสาร ที่มีประสิทธิภาพและสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
3. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
งานเกษตร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6876 แสดงว่านักเรียน
มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.76
4. การประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ที่มีต่อ
เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 หมายถึงหนังสือมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก
5. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบ
การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 จำนวน 50 คน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและชุชน ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อาชีพของชุมชน อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเสริมสร้างสภาพแวดล้อม
ให้สวยงามน่าอยู่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ชื่องานวิจัย : รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเพิ่มเติมกลุ่มสารการงานอาชีพและเทคโนโลยีรายวิชาคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1โดยใช้บทเรียนมัลติมีเดียเรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
ชื่อผู้วิจัย : นายมณีวุฒิ ธนาวุฒิ
หน่วยงาน : โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวัน ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีที่วิจัย : 2550
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนมัลติมีเดียเรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนมัลติมีเดียเรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 24 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ บทเรียนมัลติมีเดียเรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทดสอบหาค่าที ( t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. บทเรียนมัลติมีเดียเรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.40/81.43 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลังจากเรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียเรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าสูงกว่าการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้ศึกษา นายสุรินทร์ สังข์งาม
ปีที่ทำ 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่องการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ จังหวัดกระบี่ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 41 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 88.24/88.05 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง
2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.77 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด
ชื่อผู้ศึกษา นางเสาวนีย์ ทูลสกุล
ปีที่ทำการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้โครงสร้างประโยคในรูปปัจจุบันกาล (Present Simple Tense) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธีรกานท์บ้านโฮ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โครงสร้างประโยคในรูปปัจจุบันกาล (Present Simple Tense) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การใช้โครงสร้างประโยคในรูปปัจจุบันกาล ที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การใช้โครงสร้างประโยคในรูปปัจจุบันกาล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที เสนอข้อมูลโดยตารางประกอบคำบรรยายและบรรยายเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง โครงสร้างประโยคในรูปปัจจุบันกาล มีประสิทธิภาพ 83.42 / 82.33 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การใช้โครงสร้างประโยคปัจจุบันกาล (Present Simple Tense)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา เกษม สารีคำ
การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมฯ และ3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมฯ กลุ่มประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนวัดท่าสี่ร้อย อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้มาโดยการเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และ3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test แบบ Dependent) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ค่า เท่ากับ 81.67/81.11
2. คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อหนังสืออ่านอ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และรายข้ออยู่ในระดับดีถึงดีมาก