“สสค.”ทำใจรัฐเก็บได้สุทธิ 5 เดือนแรก งบฯปี 52 เพียง 4.5 แสนล้าน ต่ำกว่าประมาณการเกือบแสนล้าน

ครม.ไฟเขียวกู้เงินตปท. 7 หมื่นล้าน เตรียมร่อนเข้าสภาอนุมัติ สสค.”ทำใจรัฐเก็บได้สุทธิ 5 เดือนแรก งบฯปี 52 เพียง 4.5 แสนล้าน ต่ำกว่าประมาณการเกือบแสนล้าน เหตุเพราะพิษเศรษฐกิจโลก สรรพสามิต”แจงเก็บได้เพียง 9.3 หมื่นล้าน ต่ำกว่าประมาณการ 24.6% ศุลกากรเก็บได้ 3.5 หมื่นล้าน ต่ำกว่าประมาณการ 15.1% ส่วนเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ครม.ป้อนธ.กรุงเทพรับหน้าเสื่อรับผิดชอบออกเช็ค

            ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 มี.ค.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจากู้เงินต่างประเทศวงเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการกู้เงินจากธนาคารโลก 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) แห่งละ 5 ร้อยล้านดอลลาร์ ทั้งนี้หลังครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว รัฐบาลจะได้เตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

            ด้าน ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลง

ถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 52 (ต.ค.51-ก.พ.52)ว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 4.51 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 16.4% ซึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลัก และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่ต่ำกว่าประมาณการ รวมทั้งการคืนภาษีของกรมสรรพากรที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง

            สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลงที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับผลจากนโยบายของรัฐบาลในการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันจาก 6 มาตรการ 6 เดือน โดยผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือน ก.พ.52 มีทั้งสิ้น 8.2 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.3 หมื่นล้านบาท หรือ 22.2% ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 29.1%)”

            ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า ขณะที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้รวม 3.66 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8.4% กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 9.3 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 24.6% มาจากการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่ต่ำกว่าประมาณการถึง 57.9% และการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ได้ต่ำกว่าประมาณการ 25.7% ส่วนกรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 3.5 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6.3 พันล้านบาท คิดเป็น 15.1% เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 15.8% เป็นผลจากการหดตัวของมูลค่าการนำเข้าสินค้าเป็นหลัก สำคัญ

            ส่วนเรื่องการคืนภาษีของกรมสรรพากรนั้น ผอ.สศค. กล่าวว่า มีทั้งสิ้น 9.5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 19.6% ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าประมาณการ 13.1% และการคืนภาษีอื่นๆ สูงกว่าประมาณการ 76.3%

            นายสาธิต รังคสิริ โฆษกกรมสรรพากร กล่าวถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีในปีนี้ว่า จะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ แม้จะพบสัญญาณการถดถอยตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ภาษีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าส่งออก ที่ปรับลดลง ทั้งนี้คาดการณ์ว่า การจัดเก็บรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีนี้จะลดลงกว่า 1 แสนล้านบาท และอาจจะมีประชาชนบางส่วนหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี ทั้งที่รายได้ที่นำมาเสียภาษีในปีนี้เกิดขึ้นในปีที่แล้ว

            ขณะที่ น.ส.สุทธิรัตน์  รัตนโชติ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ที่ประชุมครม.รับทราบรายงานผลการคัดเลือกให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ดำเนินการออกเช็คช่วยชาติจำนวนทั้งสิ้น 9.7 ล้านฉบับ โดยคิดค่าใช้จ่ายฉบับละ 2 บาท หรือใช้งบดำเนินการราว 20 ล้านบาท โดยในวันที่11 มี.ค.นี้ กรมบัญชีกลางจะประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกระบวนการส่งมอบเช็ค เพื่อให้สามารถเริ่มทยอยจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.- 8 เม.ย.52

            วันเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยมีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือนต่อเนื่องกัน คือ ตั้งแต่เดือนต.ค.51-ก.พ.52 ซึ่ง ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนตลาดประมาณร้อยละ30 แต่มีปริมาณการส่งออกข้าวลดลงถึงเกือบร้อยละ40 โดยมีปัจจัยกดดันจากในประเทศคือ การกำหนดราคารับจำนำข้าวนาปีในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้ผู้ส่งออกข้าวไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก และภายนอกประเทศ คือ ประเทศคู่ค้าข้าวของไทยหันไปซื้อข้าวราคาถูกจากเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวไทยมีราคาส่งออกเฉลี่ยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่ราคาข้าวส่งออกของไทยอยู่ที่ราคาเฉลี่ยตันละ 500- 530 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาข้าวเวียดนามอยู่ที่ราคาตันละ 410 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ประเทศผู้ซื้อข้าวหันไปซื้อข้าวจากเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีแหล่งผลิตข้าวใหม่คือ พม่าและกัมพูชา ซึ่งปริมาณการผลิตข้าวของทั้งสองประเทศในปีนี้เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

สยามรัฐ 11 มีนาคม 2552