...พอมีรถไถแล้ว งานก็เริ่มหนักขึ้น เมื่อตอนใช้ควายไถเพียงครึ่งวัน พอมีรถไถต้องไถเต็มวัน เพื่อให้งานเสร็จเร็ว ...
โรงเรียนชาวนาระดับอุดมศึกษา (3.2)
4. สุขภาวะนักเรียนชาวนา
สนั่น เวียงขำ (ตอนที่ 1)
นักเรียนชาวนาคนเก่งคนขยันของโรงเรียนชาวนาวัดดาวคนหนึ่งที่ใคร่จะแนะนำให้รู้จัก คือ คุณสนั่น เวียงขำ หรือลุงสนั่นของหลานๆ แถวๆ วัดดาวนั่นเอง เป็นนักเรียนชาวนาอายุ ๖๓ ปี (๒๕๔๘) ซึ่งเป็นผู้ที่ชอบทดลองเรื่องจุลินทรีย์เพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการทำนา อันนี้เป็นที่ทราบกันทั่ววัดดาวและทั่วโรงเรียนชาวนา
ภาพที่ ๑๙ คุณสนั่น
เวียงขำ กับแต่ละวันในชีวิตของชาวนา
คุณสนั่นจะขอย้อนความเก่าเล่าความหลังครั้งยังเลี้ยงควายทำนาว่า
"สมัยก่อนพอออกจากโรงเรียนก็เริ่มทำนา สมัยเป็นเด็กๆ อายุสัก ๑๒ – ๑๓ ปี (ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ – ๒๔๙๘) ก็เริ่มช่วยพ่อแม่ทำนาเรื่อยมา ตอนที่อยู่กับพ่อกับแม่ก็มีนาเป็นร้อยไร่ ทำเองกันไม่หมดหรอก แบ่งให้เขาเช่าบ้าง ทำเอง ๖๐ – ๗๐ ไร่
พอแต่งงาน พ่อแม่ให้ควายมาตัวหนึ่ง พร้อมที่นา ให้ควายไปไถนา ทำมาหากินกันเอง ถ้ามีนาเยอะก็แบ่งให้มาก ถ้ามีนาน้อยก็แบ่งกันคนละ ๕ – ๑๐ ไร่
สมัยก่อนนั้นหากินง่าย ปลาหาง่าย ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลาแขยง ปลาซิว ปลาอ้าว ปลาหางแดง ปลาแปลบ ปลาสร้อย เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็ลง ปลาก็ลงตามน้ำ แต่ตอนนี้ปลาซิวกับปลาอ้าวไม่มีแล้ว
รายจ่ายไม่ค่อยจะมี ข้าวก็ปลูกเก็บเอาไว้กินกันเอง ปลาก็หากันเอง ผักก็ปลูกกินกันเอง แล้วพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่มากมายเหมือนสมัยนี้ ขนมก็ทำกินกันเอง เตรียมกันไว้นะ ซื้อน้ำตาลไว้ ถึงหน้านาก็ทำนา ถึงหน้าแล้งก็ทำถั่วเขียว เกี่ยวเก็บเอาไว้ทำขนมหรือทำอะไรต่างๆ
ทำนาปีแบบข้าวขึ้นน้ำ (ข้าวไวแสง) น้ำมากน้ำน้อยข้าวสามารถอยู่ได้ แต่ถ้าน้ำขึ้นไวเกินไป ต้นข้าวก็ขึ้นไม่ทัน ก็อาจจะเสียหายได้ ถ้าน้ำขึ้นเรื่อยๆตามธรรมชาติ ต้นข้าวก็จะขึ้นสูงเรื่อยๆ จะปรับตัวได้
ข้าวเบาที่ปลูกกัน อย่างเช่น ข้าวเมล็ดเล็ก ข้าวจำปา ข้าวมะลิทอง ข้าวพวง ข้าวขึ้นจุด จนถึงข้าวหอมใหญ่ซึ่งเป็นข้าวหนักแล้ว...หนักที่สุด ทยอยปลูกไป ในสมัยก่อนแรงงานมีน้อย แล้วทำกันเองในครอบครัว จึงต้องทยอยเกี่ยวไปเรื่อยๆ แล้วก็ใช้วัวควาย
คนโบราณมีความรู้เยอะ จากที่นาดอนทำข้าวเบา พอที่ต่ำทำข้าวหนัก เพื่อให้ดินแห้ง จะได้วางระดับน้ำ ที่ต่ำลงไปอีกทำข้าวหนักไปอีกนิดหนึ่ง ดูให้เหมาะสมกับพื้นที่ ช่วงแรกๆ ถ้าทำข้าวเบา น้ำยังไม่ทันลง ข้าวออกแล้ว ต้องเกี่ยว จำต้องทำราวไม้ เมื่อเกี่ยวแล้วใช้มัดเป็นกลุ่มตากพาดราวไม้ เวลาแห้งแล้วก็ย่ำลาน ใช้ควายย่ำลาน แล้วนำมาบดนวดไปเรื่อยๆ ใช้แรงงานในครอบครัว ทำแต่ละวันๆ ทยอยทำไปเรื่อยๆ ตลอดเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม (ประมาณเดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์) ใช้เวลา ๓ เดือนเกี่ยวข้าว ซึ่งไม่เหมือนสมัยนี้ ใช้เวลาวันสองวันก็เสร็จ ทำเสร็จไวแล้วไปส่งโรงสี ให้โรงสีตีราคา สมัยก่อนทำกันช้า ชาวนาตีราคาเอง โรงสีมาหาชาวนา พ่อค้ามาเดินกันไขว่เลย เดี๋ยวคนโน้นเข้าเดี๋ยวคนนี้ออก ชาวนาสามารถเรียกราคาได้เต็มที่ พ่อค้าคนนี้ตีราคาให้เพียงเท่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็รอให้อีกคนหนึ่งมาให้อีกราคาหนึ่ง จึงจะตกลงขาย มีอำนาจต่อรองเยอะ เพราะข้าวอยู่ในยุ้ง ชาวนาไม่ได้เดือดร้อน
ภาพที่ ๒๐ แม่บ้านเดินเกลี่ยข้าวเปลือกที่ตากไว้บริเวณลานบ้าน


สามารถติดต่อคุณลุงสนั่นทางไหนได้บ้างค่ะ
สามารถติดต่อคุณลุงสนั่นทางไหนได้บ้างค่ะ