ขอบคุณ Prof. Craig Warren Smith ทีสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง Contemplative Education and Transformative Learning ทำให้ผมได้ไอเดียมาจัดการหลักสูตรกิจกรรมบำบัดครับ

ผมได้ฟังบรรยาย สังเกตการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้สนใจ และปฏิบัติการวิปัสสนาแบบฑิเบต (เดินลืมตา หยุดพิจารณาคนและสิ่งแวดล้อม และมีสติอยู่กับการหมุนตัว 360 องศาเป็นจังหวะกับเสียงเคาะขันทองเหลืองทุกๆ หนึ่งนาทีจนครบ 20 นาที) และสรุปความเข้าใจเรื่อง "จิตตปัญญาศึกษา" เชิงเปรียบเทียบกับ "กิจกรรมบำบัด" ดังนี้

  • การศึกษาแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้เรียนรู้ธรรมชาติและการดำเนินชีวิตจนตรัสรู้และมีพุทธวิธีในการสอนพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วโลกที่แตกต่างกันตามบริบท ก่อให้เกิดแนวทางการใช้ "จิตตปัญญาศึกษา" ซึ่งเป็นศาสตร์ของการเรียนรู้ธรรมชาติของการดำเนินชีวิตระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อมในโลก เมื่อ ดร. กิจกรรมบำบัด อย่างผมคิดต่อยอดก็คือ จินตปัญญาน่าจะนำมาพัฒนาให้เป็นหนึ่งในกระบวนการใช้สื่อการบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดที่ว่า "Teaching & Learning Process on How We Are Doing in Everyday Life with Happiness & Meaningfulness"

 

  • การศึกษาแนวใหม่ด้วยจิตตปัญญาศึกษาเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปทางการศึกษาของมนุษย์ให้เกิดความเข้าใจศักยภาพของตนเองอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกำลังวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการศึกษาของมนุษย์อย่างน่าสนใจ ขณะที่กิจกรรมบำบัด คือ ศาสตร์และศิลป์ของการส่งเสริมทักษะของมนุษย์ให้มีกระบวนการคิดและปรับดุลยภาพของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้มีสุขภาวะที่ดี จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีปรัชญา (ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1) หลักการ แนวทางปฏิบัติทางคลินิก หลักสูตร และการบริการในระบบสุขภาพตามกฎหมายวิชาชีพและการประกอบโรคศิลปะในระดับประเทศและระดับนานาชาติของสหพันธ์นักกิจกรรมบำบัดโลกและองค์การอนามัยโลก ปัจจุบันกลายเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิต หรือ Occupational Science 

 

  • การศึกษาด้วยจิตตปัญญาศึกษาคล้ายคลึงกับการสร้างเครือข่ายแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยความสนใจและความต้องการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นรูปธรรมและการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมากกว่าการเรียนเพียงแค่ Concept ขณะที่กิจกรรมบำบัดมีการเรียนรู้ Concept เยอะมากในรูปแบบ Technical Frame of Reference และ Practical Model เพื่อใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผลทางคลินิก การประเมินความต้องการและความหมายในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต จากนั้นค้นหาวางแผนการบำบัดรักษาด้วยสื่อต่างๆ ได้แก่ Therapeutic use of self, teaching and learning process, client and relative relationship, activity analysis and systhesis, and environmental modification จากนั้นจึงจะเน้นรูปธรรมของการฝึกพัฒนาสุขภาวะของผู้รับบริการอย่างมีเป้าหมายในการมีส่วนร่วมกระทำกิจกรรม (Purposeful Action/Task or Activity and Participation) แต่ค่อนข้างประยุกต์จากรูปแบบการบำบัดรักษาสู่การนำไปใช้ต่อในชีวิตจริงได้จำกัด

 

  • การศึกษาอารยะของพื้นฐานของการดำเนินชีวิตในจิตตปัญญาศึกษา ทำให้ทราบสัมพันธภาพระหว่างตัวเราและสิ่งแวดล้อมในโลกโดยอาศัยอภิธรรม (How the mind works? - Getting to know how we know the truth) จนเกิดการสังเกตอย่างมีสติ เกิดความเข้าใจในจิตว่างที่เติมเต็มอยู่ตลอดเวลา และเกิดสมาธิที่ตรวจสอบระบบการหายใจ และเกิดปัญญาแห่งการดำเนินชีวิตอย่างมีสุข ขณะที่กิจกรรมบำบัดเน้นกระบวนการจัดการตนเอง (Self-management) ในบริบทต่างๆ เช่น Personal Context (Neurobehavioral, Physical, Psychological, Cognitive, and Emotional Factors); Occupational Context (task, action, ability, pusposefulness, meaningfulness, satisfaction, importance, and individualization); และ Environmental Context (Physical, Social, Societal, Attitudinal, and Spritual Environment)

 

  •  มีความสอดคล้องกันระหว่างความรู้ทางจิตตปัญญาศึกษาและกิจกรรมบำบัด ในเชิงวิทยาศาสตร์คือ การใช้ขันธ์ 5 ในการเข้าใจระบบความรู้สึกของมนุษย์ หรือ Sensory Experience & Perceptual Development ได้แก่ Sense of Form, Good and Bad Feeling, Conceptualization to Self-Separation, Mental Habit and Processing, และ Leaning Materialism แต่ในทางกิจกรรมบำบัดได้พัฒนากระบวนการเรียนรู้เรื่อง Sensory Integration and self-actualization ในรูปแบบการประเมินและการบำบัดรักษาผู้ที่ความบกพร่องในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วย