สารทึบรังสี

บันทึกนี้อยากจะขอกล่าวทบทวนถึง สารทึบรังสี หรือ ชื่อในทางการแพทย์ คือ contrast media สารทึบรังสี ใช้ในการตรวจวินิจฉัยอวัยวะต่างๆภายในร่างกายพร้อมกับการเอกซเรย์เพื่อให้เกิดความแตกต่างของความทึบรังสีและสามารถมองเห็นรูปร่างของอวัยวะนั้นๆและยังเห็นสิ่งผิดปกติในแต่ละอวัยวะต่างๆของแต่ละระบบการทำงานในร่างกายของคนเรา สารทึบรังสีมีหลายชนิด เช่น

1. สารทึบรังสี ชนิดกิน และชนิดสวน เรียกว่า แป้งแบเรี่ยมซัลเฟต ใช้ในการตรวจกระเพาะอาหารถึงลำไส้เล็ก และ ชนิดสวนใช้ในการตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งได้กล่าวมาบ้างแล้วในบันทึกการตรวจระบบทางเดินอาหาร

หมายเหตุ ในรายที่ตรวจหลังจากผ่าตัดกระเพาะอาหารการตรวจจะไม่ใช้แป้งแบเรี่ยมซัลเฟตให้ผู้ป่วยกินจะใช้สารทึบรังสีชนิดที่ใช้ฉีดนำมาผสมน้ำให้เจือจางกินแทน

ภาพสารทึบรังสี ชนิดกินเพื่อดูกระเพาะอาหาร และ ชนิด สวนเพื่อดูลำไส้ใหญ่

2.สารทึบรังสี ที่อยากจะพูดถึงเป็นชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อดูพยาธิสภาพ.....เป็นสารประกอบอินทรีย์เคมีของไอโอดีน ชนิดละลายน้ำได้

ซึ่งมีส่วนประกอบของไอโอดีนเป็นหลักสามารถขับออกได้ทางไต อยู่ในรูปของสารละลาย(Solution for Injection) มีลักษณะเป็นน้ำใส แต่มีความหนืด ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจ / น้ำหนักและ ภาวะการทำงานของไตผู้ป่วย

ภาพขณะทำการฉีด ภาพหลังฉีด 1-5 นาที

สารทึบรังสีชนิดฉีดยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

2.1 ionic contras media เป็นสารทึบรังสีที่มีอัตราเสี่ยงต่อการแพ้ค่อนข้างสูง เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลมีตำแหน่งของอิออนที่สามารถแตกตัวได้เป็นจำนวนมาก(High Osmolality) ปริมาณที่แตกตัวถ้ามีจำนวนมาก จะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการแพ้สูงขึ้น แต่สามารถใช้ในการตรวจในผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติการแพ้ และไม่มีโรคประจำตัว เช่นในการตรวจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์(Computed Tomography:CT) และการตรวจในระบบทางเดินปัสสาวะ(Intra-Venous Urography:IVU) โดยContras Media ชนิดนี้มีราคาไม่สูง

2.2 non-ionic contras media เป็นสารทึบรังสีที่มีอัตราเสี่ยงต่อการแพ้ค่อนข้างต่ำ จากโครงสร้างของโมเลกุลที่ไม่มีตำแหน่งที่แตกตัวเป็นอิออน(Low Osmolality) ส่วนใหญ่ใช้ในการตรวจพิเศษในอวัยวะที่สำคัญ เช่น เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และในผู้ป่วยที่มีประว้ติการแพ้อาหารทะเล และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน และ โรคไต คือการตรวจพิเศษทางรังสีที่เรียกว่า Angiography

โดยอาการแพ้สารทึบรังสีนั้นได้กล่าวในการตรวจในระบบทางเดินปัสสาวะไปแล้วแต่จะขอกล่าวเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์

ผลต่ออวัยวะที่สัมผัสต่อสารทึบรังสี

ผลต่อหัวใจทำให้ความดันโลหิตต่ำ หัวใจขาดเลือด

ผลต่อไต เกิด nephrotoxicity มี serum creatinine สูงขึ้นเกิด acute renal failure ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตและเบาหวาน หรือการทำงานของไตที่ไม่ดีอยู่ก่อนแล้ว ผลต่อต่อมไทรอยด์ เกิดในคนที่เป็น hyperthyriodism ทำให้มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษเฉียบพลัน พบได้ใน 1:50,000 คน

ความรุนแรงการแพ้มี 3 ระดับคือ

1.ระดับน้อย(Mile or Minor Reaction)คือการแพ้เล็กน้อย มีอาการร้อนวูบวาบ คลื่นไส้อาเจียน คันจมูก ไอจาม และมีผื่นขึ้น หน้าแดง คอแดงเล็กน้อย การรักษาอาจไม่ต้องทำอะไรนอกจากพูดคุยให้กำลังใจและสังเกตุอาการ

2.ระดับปานกลาง(Moderate or Intermediate Reaction) คือการแพ้มากขึ้นต้องได้รับการรักษา โดยมีผื่นลมพิษ คลื่นไส้อาเจียนมาก ตาบวม หน้าบวม ปวดศรีษะ หัวใจเต้นผิกปกติ ความดันโลหิตต่ำหรือสูง หนาวสั่น เหงื่อออกมาก วิงเวียนเป็นลม

3.ระดับรุนแรง (Severe or Major Reaction) คือการแพ้ที่รุนแรงมากจนอาจถึงแก่ชีวิต จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด อาการคือ หายใจขัด เหนื่อยหอบ หลอดลมหดเกร็งรุนแรง ปอดบวมน้ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตต่ำรุนแรง ชัก หัวใจหยุดเต้น

โดยส่วนใหญ่อาการแพ้จะเกิดขึ้นภายหลังการฉีด 2-3 นาที และร้อยละ 30 อาจพบการแพ้หลังฉีดภายใน 10-20 นาที

อย่างไรก็ตามก่อนเข้ารับการตรวจต้องมีการซักประวัติผู้ป่วยจากแพทย์และพยาบาลโดยละเอียดก่อนทำการตรวจและทำการฉีด

พร้อมกับการแนะนำอย่างละเอียดให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ และยินยอมในการตรวจดังกล่าว

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ คุณ เบญจวรรณ วงค์กังวาล พยาบาล ประจำภาควิชารังสีวิทยาที่ให้ข้อมูลครั้งนี้

และขอให้รังสีเทคนิคทุกท่านเพิ่มความระมัดระวัง สนใจเป็นพิเศษกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ.....ขอให้ทุกท่านโชคดี