...

เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกแรง-ออกกำลังดีกว่าการไม่ออกกำลังแน่ ทีนี้... จะออกเวลาไหนดี วันนี้มีข้อมูลมาฝากครับ

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า คนส่วนใหญ่มีสมรรถภาพทางกายในช่วง 16.00-19.00 นาฬิกามากกว่าเวลาอื่นๆ เล็กน้อย(ไม่มากมายอะไร)ในด้านความแข็งแรง (strength output เช่น ยกน้ำหนัก ฯลฯ) ปฏิกริยาตอบสนอง (reaction time / ระยะเวลาตอบสนองต่อสิ่งเร้า ยิ่งน้อยถือว่ายิ่งดี) และความสามารถทางแอโรบิค (aerobic capacity / ความสามารถในการออกแรงต่อเนื่อง เช่น วิ่ง เดิน จักรยาน ว่ายน้ำระยะไกล ฯลฯ)

...

กลไกที่อาจเป็นไปได้คือ ช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนเครียด(สเตอรอยด์)มีระดับกำลังพอดี ไม่มากหรือน้อยเกิน และกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นตัวสูงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

เรื่องที่สำคัญกว่าเวลาคือ ร่างกายคนเราปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่เราฝึก (train) ได้ดี เช่น ถ้าเราออกกำลังตอนเช้าทุกวัน ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวให้มีความพร้อม และความแข็งแรงตอนเช้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ

...

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า นักกีฬาที่ฝึกตอนเช้าทำสถิติช่วงเช้าได้ดีขึ้น ตรงกันข้ามนักกีฬาที่ฝึกตอนบ่ายทำสถิติช่วงบ่ายได้ดีขึ้น

เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะแข่งกีฬาเวลาไหน... การฝึกในช่วงเวลาและอากาศใกล้เคียงกับสภาพที่จะลงแข่งจริงไว้ก่อนน่าจะดี เช่น ถ้าแข่งตอนเช้า... ควรฝึกตอนเช้า ถ้าแข่งตอนเย็น... ควรฝึกตอนเย็น ฯลฯ

 

...

การออกแรง-ออกกำลังแต่ละครั้งมีส่วนช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายคนเราเสื่อมโทรมไปได้ตั้งแต่ 30 นาทีจนถึง 16 ชั่วโมง

ข้อมูลนี้สนับสนุนว่า การออกแรง-ออกกำลังแบบไม่หักโหมนักวันละหลายๆ ครั้งหน่อยมีส่วนช่วยถนอมสุขภาพของเราให้ดีไปจนครบ 24 ชั่วโมงทีเดียว

...

 > [ FreeFoto ]

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

... 

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา                       

หัวข้อเรื่องต้นฉบับวันนี้คือ The Claim: Morning is the best time to exercise' > [ nytimes ] แปลว่า "เคลม(คำกล่าวอ้างที่ว่า): ออกกำลังเวลาเช้าดีที่สุด(จริงหรือ?)" 

เนื้อเรื่องต้นฉบับมีประโยคหนึ่งคือ 'Without a doubt, exercise at any time of the day beats no exercise at all.' แปลว่า "ไม่มีข้อสงสัย (doubt = ข้อสงสัย), ออกกำลังเวลาไหนของวันดีกว่า (beat = ตี; ในที่นี้ = ดีกว่า เหนือกว่า) การไม่ออกกำลังแน่นอน (at all = ทั้งหมด โดยสิ้นเชิง) > [ nytimes ]

 

  • 'doubt' > [ เด้า - ถ(t) ] > [ Click ] , [ Click ]
  • 'doubt' > verb = สงสัย ไม่แน่ใจ (รู้สึก)ไม่แน่นอน
  • 'doubt' > noun = ความสงสัย ความไม่แน่ใจ ความไม่แน่นอน

โปรดสังเกตว่า คำ 'doubt' ออกเสียงคล้ายๆ คำว่า "เดา" ในภาษาไทย ซึ่งมีความหมายส่อไปในทางน่าสงสัย ไม่น่าเชื่อถือ และไม่แน่นอนคล้ายๆ กันเลย 

...

  • ตัวอย่าง > We have doubts about their ability to do the job. 
  • แปลว่า > เราไม่แน่ใจ(doubt about = มีความสงสัย)ว่า พวกเขา (พวกเธอ) จะทำงานนั้นได้ (ability to do = ความสามารถในการทำงาน)หรือ?

...

ขอให้ย้ำเสียงหนัก (accent) ตรงเสียงตัวอักษรหนา (ขีดเส้นใต้) เสียงอื่นๆ พูดให้เบาลง ส่วนตัวเสียงที่ใช้อักษรเอียงให้พูดเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบ

พยายามอย่าพูดภาษาอังกฤษโดยไม่ย้ำเสียง (ไม่มี accent) เพราะฝรั่งฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ

...

 

ที่มา                                                       

  • Thank nytimes.com > Anahad O'Conner. The Claim: Morning is the best time to exercise > [ Click ] > March 2, 2009. 
  • ขอขอบพระคุณ > อ.นพ.ศิริชัย ภัทรนุธาพร สสจ.ลำปาง + อ.นพ.โอฬาร ยิ่งเสรี ผอ.รพ.ห้างฉัตร + อ.อรพินท์ บุญเสริม + อ.อนุพงษ์ แก้วมา > สนับสนุนเทคนิค iT.
  • ข้อมูลในบล็อกมีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค > ท่านที่มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงโรคสูง ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์ > ยินดีให้ท่านผู้อ่านนำไปเผยแพร่ได้ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 5 มีนาคม 2552.