การที่ชีวิตได้มีโอกาสรับหน้าที่ “สัปเหร่อ” นั้น ร่างกายนี้ได้สัมผัสความร้อนจากเตาไฟ แต่ความร้อนนั้นถึงจะร้อนสักเพียงใดก็คงไม่ร้อนเท่าไฟแห่ง “ความทุกข์...”

การรับหน้าที่ตั้งแต่เขียนแบบ คุมงาน ก่อสร้าง เก็บกวาด ทำความสะอาดและเป็นผู้ช่วยจัดการเผาร่างอันไร้วิญญาณครองนี้ ทุก ๆ ย่างก้าว ทุก ๆ วินาที ล้วนแล้วแต่มีแง่ มีมุม มี “คติ”

ความร้อนที่ใช้เผาผลาญร่างกายที่วันนี้เปรียบได้ประหนึ่งท่อนไม้และท่อนฟืนนี้ “ร้อนมาก”

ทุก ๆ ครั้งที่ต้องเปิดเตาออกมาเพื่อเกลี่ยกระดูก ร่างกายจะได้สัมผัสกับความร้อน ที่ร้อนอย่างระอุ

ไฟแดง ๆ ไอร้อน ๆ ที่สามารถซอกซอนเข้าไปทำลายในทุกอณูของเซล ชิ้น เนื้อ และกระดูก
ถึงแม้นไฟนั้นจักร้อนสักเพียงใด ก็คงมิสามารถเทียบเท่ากับไฟที่ลุกโชนเผาไหม้อยู่ในใจจากความโลภ ความโกรธ และความหลง

ความรัก ความหลง ความห่วงหา ความอาวรณ์ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากใคร อยากได้ตามปรารถนา เปรียบได้เหมือนกับไฟเย็นที่ค่อย ๆ กัดกิน บาดลึก ที่ค่อย ๆ เผาไหม้ชอนไชเข้าลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจในทุกวัน

ร่างกายนี้เผาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่นาทีก็เสร็จ แตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่จิตใจนี้ถูกเผารุมอยู่ด้วยไฟแห่งราคะ โทสะ และโมหะมานานแสนนาน นับชาติต่อชาติ ชาติแล้ว ชาติเล่า

ไฟแห่งความทุกข์ที่มีบ่อเกิดจากความไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนมี มีแล้วก็ยังไม่พอ ไม่มีก็อยากมี หรือมีสิ่งใดก็ไม่อยากได้สิ่งนั้น จิตใจนี้ก็ทุกข์พลันแลร้อนใจ

ไฟที่สุมและมะรุมมะตุ้มอยู่ในอก ทำให้ชีวิตต้องพานพบกับความสุขที่กระจุก แต่ความทุกข์นั้นกระจาย

  

ความร้อนที่เกิดขึ้นจากความทุกข์แผ่ซ่านเข้าไปในทุก ๆ รูขุมขน แผ่ลึกเข้าไปในตัวในตน แผ่ลึกเข้าไปจนจิตสะท้านใจสะเทือน

หายใจเข้าก็ทุกข์ มันร้อน
หายใจออกก็ทุกข์ มันยิ่งร้อน

โอ๊ย... หายใจไม่สบายเลย มันร้อน ร้อนไปหมด
ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว มันร้อน ร้อน ร้อน ร้อนเหลือเกิน
ทำไมหนอความทุกข์มันช่างร้อนเฉกเช่นนี้

แม้นร่างที่เขานำเราไปเผาไฟ ถึงร้อนแค่ไหนเราก็ไม่สามารถรู้สึกได้ดั่งความทุกข์
ไฟที่ร้อน ร้อนดั่งภูเขาไฟ ก็มิอาจเทียบเท่าได้กับไฟความทุกข์ที่สุมอยู่ในอก

ท่านทั้งหลายโปรดคลายกิเลส ตัณหา และราคะออกจากจิต จากใจเสีย
เมื่อคลายได้แล้ว ดวงจิตนี้จะเย็นขึ้นได้อีกมาก

จิตใจนี้ ร่างกายนี้จะสงบ ร่มเย็น เบา และสบาย
เมื่อคลายทุกข์ ย่อมคลายร้อน
ครั้นยามนอน ย่อมสุขยิ่ง สนิทแท้
หากเก็บทุกข์ ไฟยิ่งรุก เผาดวงแด
สงบแท้ ดับไฟทุกข์ พบสุขเอย...