บทที่ 3

 

วิธีดำเนินการวิจัย

 

                การพัฒนาชุดกิจกรรมการการเรียนรู้ เรื่อง จำนวนเต็มกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นการศึกษาในลักษณะการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development ) การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

                ขั้นตอนที่  1  การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                ขั้นตอนที่  2  การทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                ขั้นตอนที่  3  การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้

 

ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                ขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมกรรมการเรียนรู้ เรื่องจำนวนเต็มกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1

               

แหล่งข้อมูล

                1. ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 5 ท่าน ดังรายชื่อต่อไปนี้

                                1.1

                                1.2

                                1.3

                                1.4 

                                1.5 

                2.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์) อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2550 จำนวน 3 คน จำแนกเป็น เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ  1 คน   เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมเรื่องภาษา เวลา ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องชัดเจน

                3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์)  อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 9 คน จำแนกเป็น เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 3 คน ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพกับนักเรียนตามเกณฑ์ 75/75

                4.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์) อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชรภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน จำแนกเป็น เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 10 คน ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพกับนักเรียนตามเกณฑ์ 75/75

               

ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้

                1. ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  สาระและมาตรฐาน   การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และการจัดทำสาระของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

                2.  ร่างชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                3.  นำร่างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในส่วนที่บกพร่องและนำมาปรับปรุงแก้ไข

                4.  นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วพร้อมแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน (รายชื่ออยู่ในภาคผนวก) ตรวจสอบคุณภาพของชุดกิจกรรม

                5.  ประเมินเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เกณฑ์ ตัดสินความเหมาะสม คือ ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไม่เกิน 1.00

                6. ปรับปรุง แก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

                7. นำไปทดลองใช้กับนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์)  อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชรภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 3 คน จำแนกเป็น เก่ง ปานกลาง อ่อน อย่างละ 1 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมเรื่องภาษา เวลา ปรับปรุง แก้ไขให้ถูกต้องชัดเจน

                8.  หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 75/75 โดยนำไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์) อำเภอเมือง  จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 9 คน จำแนกเป็น  เก่ง  ปานกลาง  อ่อน  อย่างละ 3 คน

                9.  หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 75/75 โดยนำไปทดลองกับนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนประชาสันติภาพ(วงษ์สุดใจอุปถัมภ์) อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน จำแนกเป็น  เก่ง  ปานกลาง  อ่อน  อย่างละ 10 คน

                10.  ปรับปรุงพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง

                การวิเคราะห์ข้อมูล

                1. การคำนวณหาค่าความเหมาะสมเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จากแบบประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ดังนี้

                                ค่าเฉลี่ย  1.00 - 1.49  หมายถึง  ค่าความเหมาะสมในระดับ  น้อยที่สุด

                                ค่าเฉลี่ย  1.50 - 2.49  หมายถึง  ค่าความเหมาะสมในระดับ  น้อย

                                ค่าเฉลี่ย  2.50 - 3.49  หมายถึง  ค่าความเหมาะสมในระดับ  ปานกลาง

                                ค่าเฉลี่ย  3.50 - 4.49  หมายถึง  ค่าความเหมาะสมในระดับ  มาก

                                ค่าเฉลี่ย  4.50 - 5.00  หมายถึง  ค่าความเหมาะสมในระดับ  มากที่สุด

                                (รวีวรรณ  ชินะตระกูล , 2540 , หน้า 164)

                2. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้

                      2.1  หาร้อยละของค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบฝึกหัด แต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                      2.2  หาร้อยละของค่าเฉลี่ยในการสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

ขั้นตอนที่ 2  การทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

                แหล่งข้อมูล

                                ประชากร ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

                                กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านลำมะโกรก อำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

                แบบแผนการทดลอง

                                การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาดำเนินการตามแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวหรือรายกรณี ( One Shot Case Study ) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายศ , 2538 , หน้า 249) โดยมีแบบแผนดังนี้

            ตาราง 6 แสดงแบบแผนการทดลอง

X

T2

สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง

X คือ การจัดกระทำ ( Treatment )

T 2 แทน การทดสอบหลังจากที่จัดกระทำการทดลอง ( Posttest )

 

 

วิธีการทดลอง

                1.  การดำเนินการขณะทำการทดลอง

                     1.1 ดำเนินการทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง จำนวนเต็มวันละ 1 ชั่วโมง  ระยะเวลารวมทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง จำนวน 3 ชุด โดยใช้เวลาตามตารางเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนกำหนดไว้

                     1.2  ดำเนินการสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนขณะเรียน โดยผู้ร่วมผู้วิจัย ด้วยแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

                2.  การดำเนินการหลังการทดทอง

                     หลังจากที่ทำการทดลองสิ้นสุด ผู้ศึกษาทำการทดสอบหลังเรียน ( Posttest ) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบจำนวนจริง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในขั้นตอนนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

                1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง จำนวนเต็มและแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยได้ดำเนินการตามลำดับขั้น ดังนี้

                1.1  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ระบบจำนวนเต็ม

                        1.1.1 วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และสาระการเรียนรู้

                         1.1.2  กำหนดพฤติกรรมย่อยหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อกำหนดจำนวนข้อสอบที่ต้องการจริง

                           1.1.3  สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ ครอบคลุมเนื้อหาและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยสร้างแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 80 ข้อ

                            1.1.4  นำแบบทดสอบที่สร้างเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

                              1.1.5  นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน(รายชื่อปรากฏอยู่ในภาคผนวก) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) ได้ค่าตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป จำนวน 65 ข้อ ข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) ต่ำกว่า 0.60 จำนวน 25  ข้อ คือข้อที่ 2 , 4, 10, 16, 18,19, 20, 21, 22, 29, 30, 42, 74, 78, 80 เหลือข้อสอบที่มีค่า  0.60 -1.00  จำนวน 65 ข้อ

                                                1.1.6  ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

                                                 1.1.7  นำแบบทดสอบจำนวน 65 ข้อ ไปทดสอบ ( Try Out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโขมงหัก อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน และนำกระดาษคำตอบมาตรวจให้คะแนนโดยให้ข้อถูกได้ 1 คะแนน  ข้อผิดหรือไม่ตอบหรือตอบเกินกว่า  1  ตัวเลือกให้   0

                                                1.1.8  การหาค่าความยากง่าย ( P)   และค่าอำนาจจำแนก ( B) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อ โดยวิธีของ Brennan ได้หาความยาก ( P) ระหว่าง 0.16 ถึง 0.93 ค่าอำนาจจำแนก ( B) อยู่ระหว่าง -0.22 ถึง 0.69 ผู้วิจัยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากระหว่าง 0.26 ถึง 0.73 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.22 ถึง 0.69 ได้ข้อสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ 40 ข้อ