What do they focus on?

จากเรื่องเล่าตอนล่าสุด Tough Lives in Big City นอกเหนือจากมุมมองของชีวิตของคนเมืองใหญ่ แต่ฐานะแตกต่างกันออกไป และวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ลองกลับมามองมุมของชีวิตของคนที่ต้องทำงานกับคนทุกชนชั้นเหล่านี้ดูบ้าง นั่นคือ ชีวิตของหมอ ของพยาบาล palliative และของ social service workers ที่ทำงานใน Hospice

ตอนที่เราเดินไปหาที่พักของคนไข้รายแรก ผมได้ลองโยนคำถามไปให้หมอฟิลิปกับเคธี่ดูว่า "ในการทำ palliative care อะไรเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรค ที่เขาคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ที่จะแนะนำผม ที่กำลังจะนำกลับไปใช้ที่ประเทศไทย อะไรเป็นสิ่งที่ผมจะต้อง "ทน" กับมัน หรือฝ่าฟัน" (ผมใช้คำว่า what do I have to endure?)

เป็นคำถามเปิด ลอยๆ ไม่จำเพาะว่าเรื่องอะไร ผมชอบใช้คำถามแบบนี้ ตอบมาทางไหนก็ได้แล้วแต่มุมของคนตอบ ปรากฏว่าคำถามแบบนี้คนบางคนไม่ชอบ เพราะกลัวตอบผิด มักจะขอให้จำกัดวง เห็นแล้วอาจจะเป็นบริบทดั้งเดิมของคนที่ต้องตอบคำถามที่ต้องเดาใจคนถามเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อจะได้ตอบให้ถูกใจรึเปล่าก็ไม่ทราบ (นี่อาจจะ downloading อยู่เหมือนกัน) แต่แถวนี้ คำถามแบบนี้ ไม่ได้ทำให้ใครลำบากใจเลย เพราะเป็น standard question ทาง palliative care อยู่แล้ว ที่จะให้คนตอบเป็นคนนำเอาบริบทของตนเองออกมาเป็นสำคัญ

หมอฟิลิปก็เดินคิดอยู่สักพัก หันไปถามเคธี่ก่อน ว่าเธอคิดว่ายังไง

ตอนแรกเคธี่ก็ยังคิดๆ ตอบเล่นๆมาก่อนว่า "คิดว่ายากก็ยาก แต่ไม่คิดเรื่องราวมันก็ง่ายนะ" ระหว่างนั้น เราเดินผ่านคนข้างถนนคนนึง กำลังคลาน 2 มือ 2 เท้าโก่งคออ้วกอยู่บนฟุตบาท เธอก็เสริมขึ้นมาว่า "ถ้าเจอแบบนั้น ฉันก็นับเป็นอุปสรรคชั้นหนึ่งเหมือนกัน สำหรับงานนี้!!"

ผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเธอ insight เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราสามารถจะมีการสนทนาที่มีประโยชน์ได้ ถ้าไม่มี insight เมายา เมาเหล้า สลบไสลไม่ได้สติ งานของเราแทบจะเริ่มต้นไม่ได้เลยทีเดียว

หมอฟิลิปลองตอบบ้าง "ทำงานกับผู้คนที่หลากหลายมากๆ กับเพื่อนร่วมอาชีพที่มีมุมมองแตกต่างจากเรา ก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันในบางครั้ง" อา... นี่ก็เป็น classic barrier ที่เดวิด เคอโรว์ (David Currow) คนที่มาสอนที่สิงคโปร์ได้กล่าวถึงหลายครั้ง การใช้ WHY framework ในการสื่อสารกับทั้งคนไข้ ญาติ และเพื่อนสหสาขาอาชีพของเรา บางทีสิ่งที่เรากำลังทำ คือ ไม่ได้ทำให้คนไข้หายจากโรคนั้น ตอนแรกๆก็จะยากที่จะทำให้เป็นวัตถุประสงค์ร่วมกับคนที่เราต้องเกี่ยวข้องอยู่เหมือนกัน เพราะทั้งคนไข้ ญาติ และหมอพยาบาล ต่างก็ต้องการทำให้คนไข้หายทั้งนั้น จนกว่าจะถึง "เวลา" ที่เรื่องจริงๆมันไม่ใช่ กระนั้น ก็ยังเป็นการยากที่จู่ๆจะเปลี่ยนเป้าหมายมาอีกทางหนึ่ง คือ palliative care ได้อย่างราบรื่น ที่แน่ๆก็คือ ไม่ได้เสมอไป

ใน case แรก ตอนที่ฟิลิปปรึกษาอยู่กับเคธี่ว่า จะขึ้นไปหรือไม่ขึ้นไปบนห้องพักคนไข้ดีนั้น ผมลองถอย (ทางจิต) ออกมาดูว่าพวกเรากำลังทำอะไรกัน แล้วก็รู้สึกทึ่งพอสมควร case นี้ เป็น case คนไข้ติดยา นัดไม่มาตามนัด คนไข้มีเพื่อนเป็น drug dealer ที่ค่อนข้างจะอันตราย และดูแล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะรักษาตนเองสักเท่าไหร่ แต่หมอกับพยาบาลที่นี่ ทำไมถึงได้ push ตัวเองออกมาทำถึงขนาดนี้ ออกมาเดินตามหาคนไข้ถึงที่อยู่ discuss ว่าจะช่วยเธอยังไงดี ทำอย่างไรจะให้เธอกลับไปหา เพื่อรักษาตัว แม้ว่าจะมีอันตรายที่อาจจะเกิดกับพวกเราได้ และเขาก็ไม่ใช่ไม่กลัว แต่กลัวบ้าง ก็ยังมา สิ่งที่ทำอยู่นี้ เป็นอาสาสมัคร 100% ที่ทั้งฟิลิปและเคธี่จะไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะตามระบบเราก็นัด ก็โทรตาม คนไข้ไม่มา ไม่ติดต่อก็อาจจะจบลงแค่นั้น

ใน case ที่สอง คือลุงแฟรงค์ก็เหมือนกัน แกไม่ได้อยากมาโรงพยาบาล เราก็เข้าใจ และไม่ได้ต้องการจะลากแกกลับไปที่ รพ.เป็นการฝืนใจแก แต่ฟิลิปและเคธี่ก็ยังเห็นว่าต้องมาดูที่บ้านว่าแกอยู่กันยังไง อยู่กับใคร เคธี่เห็นเป็นเรื่องจำเป็นที่ทางโรงพยาบาลน่าจะรู้ว่าแก OK อยู่ไหม แม้ว่าระหว่างเสาร์-อาทิตย์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะขออนุญาตลุงแฟรงค์ ว่าถ้าจะโทรมาเช็ค แกจะรู้สึก OK ไหม ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นกรณีพิเศษ ที่คนไข้ต้องซาบซึ้งในบุญคุณอะไร แต่เป็น "มิตรจิต มิตรใจ" ที่กลายเป็นหน้าที่ที่ต้องเมตตา กรุณา และเห็นอกเห็นใจ มองเห็นว่าเพื่อนมนุษย์ที่ลำบากอยู่นี้ น่าจะมีทางเลือกขอความช่วยเหลือได้ และเขา/เธอ ยินดีที่จะให้รู้ว่ามีคนอยากจะช่วยเหลืออยู่ แม้ว่าจะไม่ใช่ job description ที่เขียนเป็นสัญญาผูกมัด แต่เป็นกิจกรรมที่คงเส้นคงวายิ่งกว่า job description เสียอีก คือ ออกมาจากใจ

ใน case ที่สาม ที่แนะนำให้ลินดามา Day Centre นั้น ก็เป็นการแนะนำที่ออกมาไม่ใช่ routine เฉยๆ แต่เป็นหลังจากที่เราได้คุยกับคนไข้ เข้าใจ personality เห็นกิจกรรมประจำวัน ประเมินดูแล้วแกน่าจะสนใจ พอเสนอไป ก็ตรงกับสิ่งที่แกเห็นว่าเป็นประโยชน์ ไม่ได้เป็นการยัดเยียด แต่เป็น tailor-made offer คือ ข้อเสนอที่คิดว่า "น่าจะเหมาะ" เนืื่องมาจากเราเริ่มรู้จักคนไข้ และเริ่มเข้าใจตรงกันว่าอะไรเป็นสิ่งที่เรามีและถ้าเสนอไป เขาอาจจะรับ ตรงนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ที่การไปเยี่ยมที่บ้าน ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมไปเยี่ยมบ้าน มี check-list ที่ต้องทำ มีฟอร์มที่ต้องกรอกเท่านั้น แต่คนไปเยี่ยมจะต้องทำตัวให้ "ไว" ที่จะดูดซับความรู้สึก และเชื่อมโยงตนเองเข้ากับบริบทของคนไข้และครอบครัว ความเป็นตัวตนของเขาให้ได้