เวลาเกือบๆ จะสี่โมงเช้าของวันนี้ (๑ มีนาคม ๒๕๕๒) ผมตัดสินใจออกเดินทางจากมหาสารคามคนเดียวโดดๆ โดยมีบ้านเกิดเมืองนอนที่กาฬสินธุ์เป็นจุดหมายปลายทาง
พักนี้ขอสารภาพว่าค่อนข้างเหนื่อย เดินทางบ่อยครั้งเอามากๆ สุขและทุกข์เวียนวนกันเข้ามาทักทายอย่างรีบเร่ง เสร็จแล้วก็จากหายไปเพียงชั่วอึดใจลา ทำเอาผมปรับตัวปรับใจแทบไม่ทันในทุกๆ กรณี
เคยรู้สึกใช่ไหมครับว่า เราล้วนชอบพูดถึงการเดินทางอันยาวไกลของเราเสมอ เราต่างก็ภูมิใจกับหลักไมล์ที่ยาวไกลของตัวเองทั้งนั้น จนบางครั้งก็หลงลืมไปว่า ระยะหลักไมล์จากที่พัก หรือหน่วยงานกลับมายังบ้านนั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับหลักไมล์ทั้งหมดที่มีอยู่
ผมตัดสินใจกลับบ้านด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ที่แน่ๆ ผมบอกได้ไม่ชัดหรอกว่า การกลับบ้านวันนี้ มีจุดหมายปลายทางในเรื่องใดกันบ้าง รู้แต่เพียงว่า “อยากกลับบ้าน”
ผมมาถึงบ้านในช่วงเที่ยงวัน บ้านปิดเงียบเป็นสัญญาณบอกว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน สุนัขตัวโปรดทั้งสามตัวส่งเสียงร้องทักอย่างลิงโลดจากหลังบ้าน ซึ่งผมก็ไม่ทำให้พวกเขาทั้งสามชีวิตต้องเสียความรู้สึก ด้วยการเดินเข้าไปทักทายและหยอกเล่น พร้อมๆ กับการชูไก่ย่างให้พวกได้เห็นว่า “นี่คือของฝาก”
เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลยแม้แต่คนเดียว ผมก็ตรงดิ่งลงไปยังทุ่งนาของตนเอง เพราะที่นั่นเป็นอีกที่หนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิต” ผมอย่างสนิทแน่น และที่นั่นก็เป็นเสมือนเรือนเพาะชำกำลังใจชั้นเลิศที่ผมสามารถเติมอัดเข้าสู่หัวใจของตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด
ผมตัดสินใจแน่ชัดแล้วว่า ยังไงเสียผมก็จะหอบเอาชีวิตของตัวเองกลับมาปักหลักปักชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตนเองให้จงได้ โดยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการทำงานในห้องหับอันมีแอร์อันเย็นฉ่ำออกสู่ห้องเรียนอันกว้างใหญ่ (ท้องนา) เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นชาวไร่ชาวสวน กินอยู่ตามวิถีอันเรียบง่าย ไกลจากห้างและวิถีของชุมชนที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าและแสงไฟที่แยกไม่ออกว่าห้วงเวลาใดเป็นกลางวัน-กลางคืน
ฟังดูเหมือนนิยามเลยใช่ไหมครับ, แต่นั่นก็ยังอยากจะยืนยันว่ามันเป็นเสียงเพรียกจาก “ภายใน” ของผมเอง หลังจากก่อนหน้านั้น เคยเฝ้าถามตัวเองมาเนิ่นนานว่าจะจัดการกับบั้นปลายชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้าง..
กระทั่งล่าสุด ผมได้รับคำตอบดังแจ่มชัดจากภายในตัวเองว่า “บ้าน” คือคำตอบเดียวที่ชีวิตเพรียกหามากที่สุด ดังนั้น ผมจึงไม่คิดที่จะรอให้ถึงวัยหกสิบแล้วค่อยหวนคืนกลับมาตายที่บ้านเกิด หากแต่แน่ใจแล้วว่า ทุกอย่างจำต้องทยอยเริ่มต้นเสียตั้งแต่บัดนนี้ เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าชีวิตของผมนั้น จะสามารถมี “พรุ่งนี้” ได้สักกี่วันกันแน่
ผมใช้เวลาร่วมชั่วโมงกับการเดินทอดเท้าฝ่าทะเลแดดออกไปสู่ทุ่งนา โดยมีพี่ชายอีกคนเดินไปเป็นเพื่อน เราสองคนพูดคุยถึงเรื่องราวของชีวิตในวันนี้และวันข้างหน้า ผมบอกกล่าวอย่างหนักแน่นว่า ผมจะกลับมา “เริ่มต้นชีวิต” ที่นี่
ผมบอกกับพี่ชายว่า ผมอยากเป็นชาวนา อยากทำสงครามกับความแห้งแล้งสักยกใหญ่ๆ ...ผมอยากอยู่กับญาติๆ ไม่ใช่อยู่กับความแปลกหน้าอย่างไม่เว้นวัน รวมถึงการบอกเล่าให้รู้ว่า ผมจะมีบ้านสักหลังที่นี่ มีเรือนพักให้มิ่งมิตรสัญจรมาเยี่ยมอีกสัก 4-5 หลัง มีห้องสมุดชุมชนให้เด็กและเยาวชนเข้ามาศึกษาเรียนรู้ มีทุ่งนาและไร่สวนเป็น “ห้องเรียน” ขนาดใหญ่ของตัวเองและคนรอบข้าง... มีสายน้ำ ใบไม้ สายลม หรือแม้แต่เปลวแดดอันเริงร้อนเป็นครู ฯ ..
ถัดจากนั้น ผมก็เดินทางกลับมายังบ้านอีกครั้ง ประตูบานแห่งความคุ้นเคยยังคงปิดสนิทเหมือนแรกมาถึง ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจออกเดินทางไปหา “แม่” ตามคำบอกของพี่ชายว่าแม่กำลังไปช่วยงานเพื่อนบ้านเนื่องในงาน “บุญแจกข้าว” ...

บุญแจกข้าว...
ถือเป็นประเพณีอุทิศส่วนกุศลให้กับคนในครอบครัวและเครือญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนใหญ่จะกระทำขึ้นภายใน 1-3 ปีหลังการเสียชีวิต และนิยมจัดขึ้นในช่วงเดือนสี่ เพราะเป็นช่วงว่างเว้นจากภารกิจของการเก็บเกี่ยว พอมีเงินมีทองที่จะจัดหามาทำบุญได้อย่างไม่ขาดเขิน
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้
ผมยังคงจำได้แจ่มชัดว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กนั้น ผมเคยติดสอยห้อยตามแม่ไปในงานนี้เสมอ เคยได้เห็นผู้เฒ่าผู้แก่ หรือแม้แต่หนุ่มสาวมาช่วยลงแรงในการงานต่างๆ อย่างเป็นสุข
มีการนั่งล้อมวงห่อข้าวต้มมัด
บ้างก็ขูดมะพร้าว
บ้างก็ล้มวัวและชำแหละเนื้อ
บ้างก็ตกแต่งปะรำเป็นที่วางสื่อวางหมอน ผ้าห่ม (กองบุญ) หรือไม่ก็ล้อมวงเย็บพานบายสี (ขันหมากเบ็ง) ม้วนยาสูบจากเยื่อกระดาษ หรือไม่ก็จากใบตองกล้วยที่แห้งกรอบ
รวมถึงการเตรียม “คำหมากคำพู” ถวายพระเณร และเซ่นไหว้ผีบรรพชน ฯลฯ
เฉกเช่นกับวันนี้ ทันที่ที่ผมย่างกรายเข้าสู่รั้วบ้านของเจ้าภาพ กลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ว่านั้นก็โชยมาคล้ายกับกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับ” ผู้มาเยือนอย่างผม
ภาพในอดีตแจ่มชัดอย่างไม่ผิดเพี้ยน เว้นเวียแต่คนหนุ่มสาวเท่านั้นเองกระมัง ที่มีให้เห็นน้อยกว่าอดีตอย่างสิ้นเชิง
ผมยกมือไหว้ผู้คนรอบทิศ ก่อนผละเข้าไปนั่งชิดกับแม่ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการเย็บ “ขันหมากเบ็ง” โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่จำนวนหนึ่งนั่งล้อมวงช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น ... และตรงนั้นก็เต็มไปด้วยคำสนทนาที่เป็นมิตร มีแววตาของความหวัง และมีพลังชีวิตฉายเด่นอยู่บนใบหน้าอันเหี่ยวย่นของแต่ละคน

เจ้าภาพบอกเล่ากับผมอย่างเป็นสุขในทำนองว่า “รอคอยวันนี้มาเนิ่นนานแล้ว กว่าจะเก็บเงินเก็บทองมาทำบุญแจกข้าวได้ก็ลำบากไม่ใช่ย่อย อีกทั้งกว่าลูกเต้าจะลางานมาได้ก็ใช้เวลามากโข เสียดายก็แต่ลูกๆ ที่จะบวชในบุญแจกข้าวครั้งนี้บวชได้เพียง 7 วันเท่านั้น เพราะใจจริงอยากให้บวชสัก 15 วัน จะได้เป็นสิริมงคลแก่เจ้าตัวด้วยเช่นกัน...”
นอกจากนี้ ท่านยังเกริ่นกล่าวไปอีกว่า “คนโบราณเชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้ว ก็ยังคงต้องกินข้าวกินน้ำเหมือนกับคนที่ยังไม่ตาย แต่ไม่สามารถปลูกข้าวได้เอง จึงต้องอาศัยผลบุญจากญาติๆ ในการอุทิศส่วนกุศลไปให้ มิเช่นนั้นก็จะอดยาก และไม่ได้ไปผุดไปเกิด...”
ชีวิตหลังความตาย เป็นเรื่องไม่รู้จบเสมอ เพราะยังไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ความจริงที่ว่านั้นเป็นเช่นไรกันแน่ หากแต่ความเชื่อที่ว่านี้ ก็ถือว่าเป็นวิถีอันดีงามของผู้คน เพราะไม่เพียงเป็นการอุทิศผลบุญไปยังผู้ล่วงลับเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นห้วงเวลาของการคืนกลับมารวมกันของเครือญาติทั้งหลาย และนั่นก็รวมถึงการรวมพลังของชาวบ้านที่ยังคงพิสูจน์ได้ว่า ..มิตรภาพยังมีอยู่อย่างไม่เหือดแห้ง..
และพิธีกรรมนั่นแหละ คือ พันธะทางใจของผู้คน ที่ไม่เคยละทิ้งให้ใครสักคนต้องรู้สึกเดียวดายและเปลี่ยนเศร้ากับเรื่องราวของตัวเอง

ผมใช้เวลาอยู่กับห้วงของการเตรียมงานบุญนั้นยาวนานมาก เพราะรู้สึกว่านิ่งนั่งนาน ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นและมีพลังชีวิต(อย่างบอกไม่ถูก) ได้ฟังเรื่องราวครั้งเก่าก่อนอย่างมีชีวิต และได้เห็นความไม่สิ้นหวังของคนแก่คนเฒ่าที่ยังคงยืนหยัดรอคอยการกลับมาของลูกหลาน ...
ตราบเมื่อเวลาล่วงมาถึงช่วงบ่ายสองโมงเศษนั่นแหละ ผมถึงพาตัวเองออกมาจาก “งานบุญ” และมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนใหญ่ โดยมีมหาสารคามเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้
แต่ชั่วระยะสั้นของการเดินทางนั้น ผมก็จำต้องเลี้ยวรถกลับอย่างกะทันหัน เพราะบังเอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่คนหนึ่งเดินดุ่มๆ อยู่ในเพิงหญ้าที่ปลูกเป็นร้านค้าซึ่งตั้งอยู่ริมถนนของหมู่บ้าน
เพื่อนคนที่ว่านี้ เป็นคนที่รักชอบพอกันมาตั้งแต่เด็ก เคยได้ดื่มนมจากแม่คนเดียวกัน ผมพาชีวิตเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ขณะที่เขาเลือกที่จะพาชีวิตเข้าสู่โรงงานในกรุงเทพฯ โดยมีเงินก้อนโตเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ซึ่งชั่วระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำตามที่คาดหวัง ลงทุนซื้อรถและซื้อบ้านอยู่กรุงเทพฯ โดยคิดว่าจะทิ้งกายและวิญญาณไว้ในเมืองใหญ่ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิถีที่ผมเลือก-
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเคยได้คุยกับเขาเมื่อหลายปีก่อน
ครั้งนั้นผมยืนยันว่า ต่อให้เดินทางไกลหลายหมื่นไมล์ แต่ผมก็จะ “กลับบ้าน” ... ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ผมใช้ชีวิตและดูแลความฝันของตัวเองในเมืองหลวง มีรายได้มากพอสมควร แต่นั่นก็ไม่สามารถฉุดลากผมไกลไปจากบ้านได้ จนในที่สุด ก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ใกล้ๆ บ้านอย่างไม่ลังเล- นั่นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
วันนี้เพื่อนเก่าแสนรักคนนี้ ย้อนความจำไปสู่สิ่งที่เราคุยกันเมื่อสิบปีที่แล้ว เขาบอกกับผมว่า “เขาคิดผิด” ... วันนี้จึง “เจ็บปวด” อย่างสาหัส และบางขณะชีวิตก็หนักหน่วงเกินทานทน
“ไม่หรอก”, ..ผมบอกกับเขาเช่นนั้น ถ้าเขาไม่กลับมาบ้านสิ...มันถึงจะเป็นความคิดที่ผิด เพราะที่นี่ยังเป็น “บ้าน” ของ “เขา” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และในห้วงยามที่เขาถูกโรงงาน “โละทิ้ง” เช่นนี้ ยิ่งไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะไม่ “กลับบ้าน” ...พร้อมๆ กับการให้กำลังใจอย่างหนักแน่นแก่เขาว่า “บ้านคือที่ที่จะทำให้เขาเข้มแข็งและเริ่มต้นใหม่ได้ในเร็ววัน.. เพราะไม่มีที่ใดจะเยียวยาเขาได้ดีไปกว่าบ้านอีกแล้ว-เขาคิดถูกที่กลับบ้าน..”

ก่อนจากกันในบ่ายคล้อยของวันนั้น ผมบอกเล่ากับเขาว่า “ผมจะกลับบ้าน” และตอนนี้ก็กำลังเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ช้าสุดภายใน ๕ ปีที่จะถึงนี้ บางทีผมอาจจะกลับบ้านมาเป็นชาวนาชาวไร่เหมือนพ่อกับแม่ และอุทิศตัวให้กับการพัฒนาหมู่บ้าน และบ่มเพาะเด็กๆ ของหมู่บ้านให้เติบโตอย่างมีคุณค่า (เท่าที่ผมจะทำได้) ...
ครับ...
ความฝันที่ว่านี้ดูใหญ่เกินกำลังของผมนัก
แต่ในความเป็นจริงนั้น
ผมกลับรู้สึกว่า ภาพทุกภาพที่ผมวาดไว้นั้น กลับเด่นชัดและมีลมหายใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ-
.....
ปล..
ขณะขับรถกลับมายังมหาสารคาม ผมหวนคิดไปว่า อีกไม่นานลมร้อนของฤดูกาลคงหอบเอาคนอีสานอีกหลายคนคืนกลับสู่บ้านเกิดอีกรอบอย่างมากมาย และความมากมายนั้น คงมีใครอีกหลายคนที่บอบช้ำจากภาวะการถูก "โละทิ้ง" จากนายจ้างและโรงงานมนุษย์
แต่ก็ช่างเถอะ บ้าน..ไม่เคยแปลกหน้าต่อพวกเขา
แวะมาเยี่ยมค่ะ ความฝันที่จะได้กลับบ้านอยู่ไม่ไกลค่ะ อย่างน้อยอาจารย์บ้านก็อยู่ใกล้กลับไปเติมกำลังใจได้บ่อยๆ ของทรายไกลกว่านานกลับได้ แต่สุขใจทุกครั้งที่ได้กลับเช่นกัน วิถีชีวิตที่พอเพียงทำห้คนเรามีความสุขค่ะ
ขอต้อนรับสู่บ้านเกิดนะคะ เช่นเดียวกันบ้านคือที่อยู่อันอบอุ่นจนร้อนนิดนิด ตอนนี้ข้าพเจ้าได้ความรู้สึกนั้นแล้ว กลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอนพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยพ่อ+แม่+ลูก จะทุกข์สุขมีเรื่องมากมายแค่ไหนเมื่อได้พูดคุยกันพร้อมครอบครัวการหัวเราะและการคลี่คลายก็เกิดขึ้น รอยยิ้ม ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ใช่เลยครอบครัวของข้าพเจ้า
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นกำลังใจให้อีกแรงนะครับอาจารย์
สมัยเรียนป.ตรี ปีที่หนึ่ง ไปฝึกงานในศูนย์ฝึกของคณะ ตามต่างจังหวัด ฝึกร่วมกับเพื่อนจากภาคอุตสาหกรรม และวาริชศาสตร์ เพื่อนคนหนึ่งฟังเพลงแม่ ...ตื่นขึ้นมาแต่เช้า แม่หุงข้าวต้มปลา จวนจะได้เวลาไปท้องนาอีกครา.... เพื่อนบอกจะเลิกสูบบุหรีเพื่อแม่ ..... ดีใจที่มีคนคิดถึงท้องนาท้องไร่ จะทำอย่างไรดี ถ้าจะเริ่มต้นกับการใช้ชีวิตอย่างเกษตรกร มีที่ดิน แต่ไม่มีเงินลงทุน...จะเริ่มต้นด้วยการติดลบด้วยการกู้หนี้ยืมสินไหม??? เคยเป็นคำถามที่เราเคยถามตัวเอง...มาวันนี้ ใจยังอยากทำ แต่ก็ไม่มีแรงพอ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ฟังดูเหมือนนิยาย*เลยใช่ไหมครับ, แต่นั่นก็ยังอยากจะยืนยันว่ามันเป็นเสียงเพรียกจาก “ภายใน” ของผมเอง
** ** ** ** ** ** ** ** ** ** ** **
อ่านแล้วคิดถึง..Call of a wild ค่ะ
ประทับใจค่ะ
สวัสดีค่ะค่ะคุณพนัส
วันนี้พี่นงค์ ได้นำดอกเหลืองปรียาธร ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาฝากค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์แผ่นคิน เสียงเพรียกภายในร่ำร้องให้ หวนคืนทุ่งบ้านเกิดของอาจารย์ แจ่มชัด รอเวลาที่เหมาะสม จะมีคนมาช่วย "พลิกทุ่ง สร้างทุนให้เป็นไทย เครือข่ายเกษตร รอต้อนรับอาจารย์ครับ
มาอ่านมารับรู้ถึงเรื่องราวและห้วงความคิด...
ผมว่าสุดท้าย "บ้าน" คือคำตอบที่ดีที่สุดของทุก ๆ ชีวิตนะครับ...
ขอบคุณครับผม...
สวัสดีครับ
"คำหมากคำพลู" ครับ ไม่ใช่ "คำหมากคำพู" ทางเหนือจะใช้ว่า "หมากคำพลูใบ" คล้ายกันไหมครับ
ชีวิต เป็นสิ่งที่เกินจะคาดเดาได้ ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับว่า จะเป็นได้อย่างที่หวัง ที่คิด แต่ก็ไม่แปลกที่ คนเราทุกคน มีสิทธิ์จะฝันได้ แต่ว่า ความฝันนั้น จะเป็นจริงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างหาก
เป็นประเพณีที่น่าสนุกนะครับ อิ่มอีกต่างหาก ไม่มีที่ไหนจะมีความสุขเท่ากับบ้านหรอกครับ หากว่า ไม่มีสิ่งเลวร้ายอะไร ที่ฝังใจมาแต่อดีต
ขอให้ความฝันนั้น เป็นความจริงนะครับ
รักษาสุขภาพให้ดีนะครับ
อ้ายแผ่นดิน
ให้หวนนึกถึงวันวาน เล่นซ่อนหาท้ายหมู่บ้านติดทุ่งนา
สวัสดีครับ พี่ทรายชล
บ้าน-อยู่ไม่ไกล
แต่บางที หัวใจก็เหนื่อยอ่อนกับการงานจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน..
แต่เมื่อมีเวลาได้กลับบ้าน
เพียงเสี้ยวเวลาอันน้อยนิด
พลังใจก็มีมาสู่ใจอย่างมหาศาล..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณpinky
ผมเชื่อเสมอมาว่า...
สักวันหนึ่ง..สายลมแห่งความรัก
จะพัดพาเรากลับบ้าน..
ผมเองก็รอวันนั้นเรื่อยมา
เป็นการรอแบบเดินเข้าหา
ไม่ใช่รอ..แบบ ..รอคอยให้สายลมนั้นมาเยือน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ครูคิม
รู้สึกอย่างไร.ผมก็เขียนออกมาแบบนั้น
และผมก็เรียกวิธีการนั้นว่า "เปิดเปลือย"
ขอบคุณครับ