พวกเราก็เจอปัญหาการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของดูไบ

วันรุ่งขึ้นเราไปศึกษาดูงานรัฐสภาอิหร่าน ผมเสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมขบวนเนื่องจากความผิดพลาดในการเดินทาง ทั้งที่ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าแต่งตัวเสร็จตั้งแต่หกโมงครึ่ง ลงมาทานอาหารเจ็ดโมงสี่สิบเพราะรอเพื่อนร่วมห้อง พอใกล้เวลารถออกผมนึกได้ว่าลืมกินยาความดันโลหิตสูงจึงรีบขึ้นไปกินยา พอกลับลงมารอลิฟท์อยู่ ลิฟท์ช้ามากก็เลยเดินลงมาแต่พอมาถึงรถออกไปแล้วไม่ได้ไปร่วมฟังการบรรยายเกี่ยวกับสภาสมานฉันท์แห่งชาติ แต่ก็ได้รับฟังจากที่เพื่อนนักศึกษาเล่าให้ฟังว่าบางส่วนก็คล้ายกับกระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลยุติธรรมของไทย ซึ่งเราทำมาก่อน ซึ่งผมกำลังหาข้อมูลมาศึกษาเพิ่มเติม

แต่ในวันนั้นผมได้ออกไปศึกษาวิถีชีวิตของคนอิหร่านในบริเวณใกล้โรงแรมที่พัก ไปเดินดูว่าเขาทำอะไรกัน เดินไปสูดควันพิษจากท่อไอเสียของรถตามท้องถนน เดินดูคนขับรถที่นึกอยากจะจอดคุยกับเพื่อนตรงหัวมุมถนนก็จอดเลยโดยไม่ได้สนใจว่ารถที่ตามมาข้างหลังจะทำอย่างไร เดินไปดูพบว่าเวลาเขาขายสินค้าในเตหะราน ถ้าขายเครื่องสุขภัณฑ์ก็จะขายกันทั้งแถว ถ้าขายเครื่องไฟฟ้าก็ขายทั้งแถว ขายเสื้อผ้าก็เป็นเสื้อผ้าทั้งแถว และยังเห็นการแลกเงินข้างถนน ผมเดินผ่านไปเขาถามว่าจะแลกเงินไหม ผมไม่แลกเพราะเราไม่รู้จักเงินของเขาไม่รู้ว่าปลอมหรือไม่ แต่ที่แปลกก็คือที่เขาตั้งโต๊ะเล็กๆอยู่แถวทางเดินอยู่ใกล้ธนาคารกลางแห่งอิหร่าน และแถวนั้นก็มีร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตรา ผมอ่านอัตราไม่ออกแต่ก็พอเดาได้นิดหน่อยจากการเทียบลักษณะตัวอักษรที่เขียน (ความรู้จากการเล่นเกมส์ปริศนา)

ผมเดินจนหิวก็เลยหาของกิน พบมีการขายกาบับสามสี่แห่งท่าทางน่าทานก็เลยไปลองสั่งดู เขาใช้เนื้อแกะ เนื้อไก่ ผมลองเนื้อแกะเขาเฉือนลงมาผัดแล้วยัดไส้ในขนมปังยาว ๑ ฟุต ผมสั่งน้ำมอลต์กินคล้ายเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์พอแก้ขัดไปได้

 

อิ่มยาวไปถึงตอนเย็นเลยทีเดียว ผมทราบว่าในตอนเย็นจะมีการบรรยายโดยผู้พิพากษาเกี่ยวกับสภาสมานฉันท์ที่โรงแรม เพราะคุณเลอพงศ์ ซาร์อีด บอกในรถเช่นนั้นแต่ไม่บอกว่าคนละโรงแรม ผมก็นั่งรอเพื่อจะได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย จนกระทั่งหนึ่งทุ่มจึงได้รู้ความจริงว่า วันนั้นเพื่อนร่วมห้องจำเบอร์ห้องผิด บอกว่าผมอยู่ห้อง ๔๑๙ ทั้งๆที่ผมรอการติดต่ออยู่ที่ห้อง ๔๑๔ เลยติดต่อผมไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรผมรอศึกษาจากรายงานของเพื่อนนักศึกษาได้

เช้าวันรุ่งขึ้นอีกวัน คราวนี้ต้องรีบตื่นตั้งแต่ตีห้า ทานอาหารเช้าแล้วรีบเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เราไปถึงสนามบินดูไบต้องผ่านการตรวจจากตรวจคนเข้าเมือง ผมก็สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น พาสปอร์ตของผมก็ปกติธรรมดา แต่พอเห็นว่ามาจากไทยแลนด์ก็ต้องเรียกเพื่อนอีกคนมาดู เอ๊ะ..มันเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยหรือ...แล้วพวกเราก็เจอปัญหาการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของดูไบ เพราะถูกสั่งให้ไปสแกนตา ที่จำได้ก็มีพี่อิ้ง พี่มุ้ย กรวรรณ คุณกบ ปภัสรา คุณศิริบูรณ์...แต่ที่ผมบอกว่าดูถูกคนไทย มิใช่เรื่องจับสแกนตา เพราะอาจจะเป็นเรื่องพิธีการเข้าเมืองที่เขาจำเป็นต้องป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ เรื่องนั้นเราไม่ว่ากัน แต่ที่ว่าดูถูกก็คือ ตม.ที่เป็นผู้หญิงพอเราไปเอาผลใบสแกนตามาแล้ว แม่คุณตัวดีนั่งคุยโทรศัพท์เฉย.....ระหว่างนั้นคุณเธอก็นั่งดูนาฬิกาไปด้วย พอได้เวลาเลิกงานก็หันมาบอก บ๊ายบาย... มันได้เวลาเลิกงาน ดูเขาทำกับนักท่องเที่ยว  พอไปยื่นอีกช่องเขาก็ไม่เอาบอกว่าไม่จำเป็น เห็นหน้าน้องหญิงศิริบูรณ์ ก็พูดว่าหน้าตาดีนี่...คุณอัคคชาซึ่งไปเข้าแถวต่อจากแรงงานต่างด้าวก็ถูกให้เดินเข้าไปสแกนตา แต่รออยู่นานชักรำคาญจึงเดินไปถาม ตม.ว่า วีซ่าของไอเป็นวีซ่านักท่องเที่ยวและเป็นวีซ่าที่ถูกต้อง ยูมีเหตุผลอะไรที่ไม่ยอมให้พวกเราเข้าประเทศทั้งที่เราเพิ่งผ่านเข้าประเทศมาและผ่านไปอิหร่านและเข้ามาดูไบเพื่อนกลับประเทศไทย ปรากฏว่า ตม.เขาบอกว่าเขาไม่ได้สั่งให้สแกนตาพวกเรา แล้วก็ปั๊มผ่านให้ ทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร จะให้ไปฟ้องชี๊ค..ดีไหม...หรือว่าเขาอยากบริการเพียงแค่คนบางคน....ฮึ  เรื่องถูกแหกตานี่ต้องให้คุณหญิงสะอิ้ง ณ ขอนแก่น เล่าให้ฟังมันมาก..มันอย่างไรดูหลักฐานได้ที่ครูบาสุทธินันท์เพราะถ่ายภาพเคลื่อนไหวไว้เต็มๆ ใครอยากฮาต้องมาดูที่สวนป่า...ครับ อิอิ

พอเราออกกันมาได้ เจอบริษัททัวร์มารับ เขาเตรียมยกกระเป๋าให้พวกเราด้วย เอารถมารับพวกเราด้วย บริการ...สุดยอด แต่พอเดินขึ้นรถที่มารับเรา แทบจะวิ่งลงจากรถเรียกนางไกด์ที่หุ่นเหมือนผีเสื้อสมุทรกับผู้ชายอีกคนมาถามว่า เห็นพวกเราเป็นแรงงานต่างด้าวหรือไงที่เอารถที่มีที่นั่งแบบรถเมล์บ้านเราสมัยก่อน แคบก็แคบ หัวเข่าผมชนพนักตัวหน้า แถมยังจะให้พวกเรานั่งให้ครบทุกที่นั่งจะได้ไปทีเดียว พวกเราโวยกันมั่ง จนเขาต้องจัดรถเล็กอีกคันมารับคณะที่เหลือ

ในที่สุดเราก็ถึงโรงแรม อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ต้องเดินทางไปสถานกงสุลไทยแห่งนครดูไบ  ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงแรมเรือใบ กลางคืนจะมีการเล่นแสงไฟสวยงามมาก เราทานอาหารกันกลางแจ้ง ดูแสงไปไปด้วยสวยดี  แต่ทีมแม่ผีเสื้อสมุทรทำเราพวกเราปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะคนขับไม่รู้สถานที่ เราวนรอบโรงแรมเรือใบแทบจะเรียกได้ว่าทุกด้านก็ไม่เจอ โทร.ติดต่อผู้อำนวยการสำนักซึ่งนั่งรถไปอีกคันหนึ่งก็ไม่ได้เพราะหยิบโทรศัพท์ผิดเครื่องไป เดือดร้อนถึงพี่ติ๋ม พรรณทิภา สกุลชัย ติดต่อหาเพื่อนซึ่งอยู่ที่ดูไบได้สำเร็จในที่สุดเราก็ไปถึงสถานกงสุลจนได้

พอไปถึงท่านกงสุลก็เชิญให้พวกเราทานข้าวกันก่อนเพราะเห็นว่าพวกเราหิวกันแล้ว มื้อนี้เป็นมื้อที่พวกเรารู้สึกอร่อยที่สุดสำหรับทริปนี้ เพราะมีข้าวเหนียว ส้มตำ เนื้อแดดเดียว ผัดผักคะน้า เนื้อต้ม ฯลฯ อร่อยถูกปากพวกเรา

จากนั้นท่านกงสุลและท่านฑูตพาณิชย์ได้เล่าให้เราฟังเรื่องเมืองดูไบได้อย่างน่าสนใจ เพราะประชากรที่ดูไบกลายเป็นเมืองของคนต่างชาติ เพราะคนพื้นเมืองอยู่กันเพียงประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิบปินส์ บังคลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษกันมากกว่าอิหร่าน  เรื่องการเงินที่นี่ เป็นเงินดีห์แรม หรือเดอแรมห์ ตีง่ายๆว่า ๑ ดีห์แรมเท่ากับสิบบาท และข้าวของที่นี่แพงกว่าบ้านเราแน่นอนตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังว่าฟังท่านกงสุลและท่านฑูตพาณิชย์แล้วผมได้ข้อมูลอะไรบ้าง..