เป็นนักเรียนสถาบันพระปกเกล้าตอนที่ ๘๒(ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่านและละเหี่ยเพลียใจดูไบเอ๊ย..)

พวกเราก็เจอปัญหาการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของดูไบ

วันรุ่งขึ้นเราไปศึกษาดูงานรัฐสภาอิหร่าน ผมเสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมขบวนเนื่องจากความผิดพลาดในการเดินทาง ทั้งที่ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้าแต่งตัวเสร็จตั้งแต่หกโมงครึ่ง ลงมาทานอาหารเจ็ดโมงสี่สิบเพราะรอเพื่อนร่วมห้อง พอใกล้เวลารถออกผมนึกได้ว่าลืมกินยาความดันโลหิตสูงจึงรีบขึ้นไปกินยา พอกลับลงมารอลิฟท์อยู่ ลิฟท์ช้ามากก็เลยเดินลงมาแต่พอมาถึงรถออกไปแล้วไม่ได้ไปร่วมฟังการบรรยายเกี่ยวกับสภาสมานฉันท์แห่งชาติ แต่ก็ได้รับฟังจากที่เพื่อนนักศึกษาเล่าให้ฟังว่าบางส่วนก็คล้ายกับกระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลยุติธรรมของไทย ซึ่งเราทำมาก่อน ซึ่งผมกำลังหาข้อมูลมาศึกษาเพิ่มเติม

แต่ในวันนั้นผมได้ออกไปศึกษาวิถีชีวิตของคนอิหร่านในบริเวณใกล้โรงแรมที่พัก ไปเดินดูว่าเขาทำอะไรกัน เดินไปสูดควันพิษจากท่อไอเสียของรถตามท้องถนน เดินดูคนขับรถที่นึกอยากจะจอดคุยกับเพื่อนตรงหัวมุมถนนก็จอดเลยโดยไม่ได้สนใจว่ารถที่ตามมาข้างหลังจะทำอย่างไร เดินไปดูพบว่าเวลาเขาขายสินค้าในเตหะราน ถ้าขายเครื่องสุขภัณฑ์ก็จะขายกันทั้งแถว ถ้าขายเครื่องไฟฟ้าก็ขายทั้งแถว ขายเสื้อผ้าก็เป็นเสื้อผ้าทั้งแถว และยังเห็นการแลกเงินข้างถนน ผมเดินผ่านไปเขาถามว่าจะแลกเงินไหม ผมไม่แลกเพราะเราไม่รู้จักเงินของเขาไม่รู้ว่าปลอมหรือไม่ แต่ที่แปลกก็คือที่เขาตั้งโต๊ะเล็กๆอยู่แถวทางเดินอยู่ใกล้ธนาคารกลางแห่งอิหร่าน และแถวนั้นก็มีร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตรา ผมอ่านอัตราไม่ออกแต่ก็พอเดาได้นิดหน่อยจากการเทียบลักษณะตัวอักษรที่เขียน (ความรู้จากการเล่นเกมส์ปริศนา)

ผมเดินจนหิวก็เลยหาของกิน พบมีการขายกาบับสามสี่แห่งท่าทางน่าทานก็เลยไปลองสั่งดู เขาใช้เนื้อแกะ เนื้อไก่ ผมลองเนื้อแกะเขาเฉือนลงมาผัดแล้วยัดไส้ในขนมปังยาว ๑ ฟุต ผมสั่งน้ำมอลต์กินคล้ายเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์พอแก้ขัดไปได้

 

อิ่มยาวไปถึงตอนเย็นเลยทีเดียว ผมทราบว่าในตอนเย็นจะมีการบรรยายโดยผู้พิพากษาเกี่ยวกับสภาสมานฉันท์ที่โรงแรม เพราะคุณเลอพงศ์ ซาร์อีด บอกในรถเช่นนั้นแต่ไม่บอกว่าคนละโรงแรม ผมก็นั่งรอเพื่อจะได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย จนกระทั่งหนึ่งทุ่มจึงได้รู้ความจริงว่า วันนั้นเพื่อนร่วมห้องจำเบอร์ห้องผิด บอกว่าผมอยู่ห้อง ๔๑๙ ทั้งๆที่ผมรอการติดต่ออยู่ที่ห้อง ๔๑๔ เลยติดต่อผมไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรผมรอศึกษาจากรายงานของเพื่อนนักศึกษาได้

เช้าวันรุ่งขึ้นอีกวัน คราวนี้ต้องรีบตื่นตั้งแต่ตีห้า ทานอาหารเช้าแล้วรีบเดินทางไปสนามบินเพื่อเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เราไปถึงสนามบินดูไบต้องผ่านการตรวจจากตรวจคนเข้าเมือง ผมก็สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น พาสปอร์ตของผมก็ปกติธรรมดา แต่พอเห็นว่ามาจากไทยแลนด์ก็ต้องเรียกเพื่อนอีกคนมาดู เอ๊ะ..มันเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยหรือ...แล้วพวกเราก็เจอปัญหาการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของดูไบ เพราะถูกสั่งให้ไปสแกนตา ที่จำได้ก็มีพี่อิ้ง พี่มุ้ย กรวรรณ คุณกบ ปภัสรา คุณศิริบูรณ์...แต่ที่ผมบอกว่าดูถูกคนไทย มิใช่เรื่องจับสแกนตา เพราะอาจจะเป็นเรื่องพิธีการเข้าเมืองที่เขาจำเป็นต้องป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ เรื่องนั้นเราไม่ว่ากัน แต่ที่ว่าดูถูกก็คือ ตม.ที่เป็นผู้หญิงพอเราไปเอาผลใบสแกนตามาแล้ว แม่คุณตัวดีนั่งคุยโทรศัพท์เฉย.....ระหว่างนั้นคุณเธอก็นั่งดูนาฬิกาไปด้วย พอได้เวลาเลิกงานก็หันมาบอก บ๊ายบาย... มันได้เวลาเลิกงาน ดูเขาทำกับนักท่องเที่ยว  พอไปยื่นอีกช่องเขาก็ไม่เอาบอกว่าไม่จำเป็น เห็นหน้าน้องหญิงศิริบูรณ์ ก็พูดว่าหน้าตาดีนี่...คุณอัคคชาซึ่งไปเข้าแถวต่อจากแรงงานต่างด้าวก็ถูกให้เดินเข้าไปสแกนตา แต่รออยู่นานชักรำคาญจึงเดินไปถาม ตม.ว่า วีซ่าของไอเป็นวีซ่านักท่องเที่ยวและเป็นวีซ่าที่ถูกต้อง ยูมีเหตุผลอะไรที่ไม่ยอมให้พวกเราเข้าประเทศทั้งที่เราเพิ่งผ่านเข้าประเทศมาและผ่านไปอิหร่านและเข้ามาดูไบเพื่อนกลับประเทศไทย ปรากฏว่า ตม.เขาบอกว่าเขาไม่ได้สั่งให้สแกนตาพวกเรา แล้วก็ปั๊มผ่านให้ ทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร จะให้ไปฟ้องชี๊ค..ดีไหม...หรือว่าเขาอยากบริการเพียงแค่คนบางคน....ฮึ  เรื่องถูกแหกตานี่ต้องให้คุณหญิงสะอิ้ง ณ ขอนแก่น เล่าให้ฟังมันมาก..มันอย่างไรดูหลักฐานได้ที่ครูบาสุทธินันท์เพราะถ่ายภาพเคลื่อนไหวไว้เต็มๆ ใครอยากฮาต้องมาดูที่สวนป่า...ครับ อิอิ

พอเราออกกันมาได้ เจอบริษัททัวร์มารับ เขาเตรียมยกกระเป๋าให้พวกเราด้วย เอารถมารับพวกเราด้วย บริการ...สุดยอด แต่พอเดินขึ้นรถที่มารับเรา แทบจะวิ่งลงจากรถเรียกนางไกด์ที่หุ่นเหมือนผีเสื้อสมุทรกับผู้ชายอีกคนมาถามว่า เห็นพวกเราเป็นแรงงานต่างด้าวหรือไงที่เอารถที่มีที่นั่งแบบรถเมล์บ้านเราสมัยก่อน แคบก็แคบ หัวเข่าผมชนพนักตัวหน้า แถมยังจะให้พวกเรานั่งให้ครบทุกที่นั่งจะได้ไปทีเดียว พวกเราโวยกันมั่ง จนเขาต้องจัดรถเล็กอีกคันมารับคณะที่เหลือ

ในที่สุดเราก็ถึงโรงแรม อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ต้องเดินทางไปสถานกงสุลไทยแห่งนครดูไบ  ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงแรมเรือใบ กลางคืนจะมีการเล่นแสงไฟสวยงามมาก เราทานอาหารกันกลางแจ้ง ดูแสงไปไปด้วยสวยดี  แต่ทีมแม่ผีเสื้อสมุทรทำเราพวกเราปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะคนขับไม่รู้สถานที่ เราวนรอบโรงแรมเรือใบแทบจะเรียกได้ว่าทุกด้านก็ไม่เจอ โทร.ติดต่อผู้อำนวยการสำนักซึ่งนั่งรถไปอีกคันหนึ่งก็ไม่ได้เพราะหยิบโทรศัพท์ผิดเครื่องไป เดือดร้อนถึงพี่ติ๋ม พรรณทิภา สกุลชัย ติดต่อหาเพื่อนซึ่งอยู่ที่ดูไบได้สำเร็จในที่สุดเราก็ไปถึงสถานกงสุลจนได้

พอไปถึงท่านกงสุลก็เชิญให้พวกเราทานข้าวกันก่อนเพราะเห็นว่าพวกเราหิวกันแล้ว มื้อนี้เป็นมื้อที่พวกเรารู้สึกอร่อยที่สุดสำหรับทริปนี้ เพราะมีข้าวเหนียว ส้มตำ เนื้อแดดเดียว ผัดผักคะน้า เนื้อต้ม ฯลฯ อร่อยถูกปากพวกเรา

จากนั้นท่านกงสุลและท่านฑูตพาณิชย์ได้เล่าให้เราฟังเรื่องเมืองดูไบได้อย่างน่าสนใจ เพราะประชากรที่ดูไบกลายเป็นเมืองของคนต่างชาติ เพราะคนพื้นเมืองอยู่กันเพียงประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิบปินส์ บังคลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษกันมากกว่าอิหร่าน  เรื่องการเงินที่นี่ เป็นเงินดีห์แรม หรือเดอแรมห์ ตีง่ายๆว่า ๑ ดีห์แรมเท่ากับสิบบาท และข้าวของที่นี่แพงกว่าบ้านเราแน่นอน ตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังว่าฟังท่านกงสุลและท่านฑูตพาณิชย์แล้วผมได้ข้อมูลอะไรบ้าง..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อัยการชาวเกาะ



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

เอารูป dinner ที่สถานกงสุลไทยประจำดูไบ มาช่วยประดับบันทึกค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณอา

การสแกนตา

  • เช็คเรื่องเป็นอาชญากรยังไงอ่ะค่ะคุณอา

ตม.หญิง      

  • น่ายื่นคำร้องเรื่องการให้บริการ
  • อิอิ...จะได้เข็ด ๆ

คนแขก        

  • ไม่ว่า จะอยู่ที่ไหน
  • ส่วนใหญ่...
  • ก็ชอบเอาเปรียบคนอื่นค่ะ..
  • ไม่รู้ว่าทำไม...เห้อ...

น่าละเหี่ยเพลียใจ

  • ไปกับคุณอาจริง ๆ ค่ะ
  • คุณอา...สู้ ๆ นะคะ 
  • นู๋เม เอาใจช่วยค่ะ 

 

สวัสดีครับน้อง กอก้าน>>>ก้านกอ*:)*(แก๊งค์ก้านคอพับ)

ขอบคุณที่แวะมา

ขอบคุณ อ.แหวว ที่มาช่วยประดับประดา อิอิ

สวัสดีครับหนู พัทธ์ธีรา ศรีประสิทธิ์

การสแกนตาเป็นการเช็คประวัติอาชญากรจริงครับ และเป็นฐานข้อมูลของคนที่เข้าประเทศเขา แถมค่าสแกนตาปกติ ๑,๕๐๐ บาท นี่เขาให้สแกนฟรี..อิอิ เป็นการมองโลกในแง่ดีครับ

คนแขกไม่ใช่ทุกคนหรอกครับที่จะเป็นแบบนั้น และหากศึกษาภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย ความยากลำบากในการดำรงชีวิตของเขา การที่เขาต้องคว้าไว้ก่อนไม่ใช่เป็นความผิดของเขาแต่มันเป็นสัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอดครับ

นู๋เม เขียนบันทึกเยอะนะครับจะได้ช่วยพัฒนาความคิด พัฒนาสมอง พัฒนาการเรียนรู้ และมีโอกาสก้าวหน้าในชีวิตถ้าคิดและเขียน ครับ

อ้อยค่ะ
IP: xxx.201.168.71
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

ติดตามอ่านต่อค่ะ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นนะคะ เรื่องการทำงานของ จนท.หญิงที่ท่านไปพบนั้น คิดว่าคงมิใช่การกลั่นแกล้งนะคะ เข้าใจว่าเป็นบุคลิก หรือสไตล์การทำงานของ จนท.แต่ละคนมากกว่าค่ะ เพราะตัวเองก็เคยเจอแบบนี้เหมือนกันค่ะในบางครั้งที่ ตม. แต่บางครั้งก็เจอ จนท.น่ารัก ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส เลยคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นนิสัยการทำงานของแต่ละคนมากกว่าค่ะ ซึ่งแตกต่างกันไป บางครั้งเราอาจเจอคนที่ทั้งคุยโทรศัพท์ หันไปคุยกันเองไม่จบสักที แต่งหน้ายังไม่เสร็จ ขอวาดปากอีกนิดส์ อะไรแบบนี้ แล้วให้เรายืน หรือนั่งรอไป (คล้ายๆ บางปท.นะคะ อิอิ) ก็เลยได้ข้อสรุปว่า งานบริการ ปชช.หนึ่ง งานด่านแรกของการต้อนรับต่างชาติหนึ่ง (ความเข้มงวดทางกฎระเบียบเรายอมรับ อันนี้ไม่ว่ากัน) ควรหาคนที่มีจิตใจบริการมาทำงานนี้ดดด.. ว่าไหมคะ แล้วจะติดตามผลงานต่อค่ะ

อ้อยค่ะ

อิอิ แหย่ไปงั้นแหละ รอว่า เมื่อไหร่ อ.อ้อยจะออกมาคอมเม้นท์ อิอิ รออ่านตอนจบครับผมพูดในแง่ดีครับ อิอิ

อ้อยค่ะ
IP: xxx.201.168.175
เขียนเมื่อ 

แหมมมมมมม ขุดหลุมก็ไม่บอกกัน เหอๆๆๆ

นู๋เม...ขอบพระคุณ

  • คุณอา...ที่เมตตา
  • เคลียร์ชัด ทุกประเด็น
  • และสิ่งที่คุณอาแนะนำ
  • นู๋จะหมั่นทำให้สม่ำเสมอค่ะ