ติดต่อ

  ติดต่อ

กว่าจะเข้ามหา’ลัย

วันนี้เลขาฯหูชาไปแล้ว เหตุเกิดจากป่าน น้องนักเรียนทุนที่จบม.6 ปีนี้ และไปค่ายคบเด็กสร้างบ้าน(ดิน) ด้วยกันมาเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งข้อความภาษาไทยเข้ามาในโทรศัพท์อายุ 6 ปี แน่นอนว่าอ่านไม่ออก

เลขาฯโทร.กลับไป ได้ฟังป่านบ่นด้วยความเซ็ง กับกระบวนการพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้

เริ่มจากการไปสอบพาณิชย์-บัญชีที่ธรรมศาสตร์ เสียค่าสมัคร สอบผ่านข้อเขียน เสียค่าสอบสัมภาษณ์ ไปสอบสัมภาษณ์ และตกสัมภาษณ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินค่าสอบสัมภาษณ์

ต่อมา โรงเรียนแจ้งข่าวดี ว่าป่านได้โอกาสเป็นหนึ่งอบต.หนึ่งนักเรียนทุน ไปสอบโควตาพิเศษคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ทาง อบต.ก็ยังไม่รู้ ว่าทุนที่ได้จะเบิกจ่ายอย่างไร จะเริ่มจ่ายได้เมื่อไหร่  ป่านไปเสียค่าสมัคร สอบผ่านข้อเขียน เสียค่าสอบสัมภาษณ์ ไปสอบสัมภาษณ์ กำหนดการต่างๆไม่มีขึ้นใน web แต่อย่างใด ป่านทราบกำหนดการเดิมว่า จะมีการเรียกรายงานตัววันที่ 17 แต่ระหว่างที่สอบสัมภาษณ์ มีอาจารย์มาบอกแม่ของป่านถึงสองครั้ง ว่าทางมหาวิทยาลัยเลื่อนวันประกาศผลเป็นวันที่ 21 และจะเรียกรายงานตัววันที่ 23-24 โดยจะประกาศทางอินเตอร์เน็ตและทางมหาวิทยาลัยจะติดต่อแจ้งให้ทราบด้วย ส่วนอาจารย์ที่สัมภาษณ์ถามป่านว่า ถ้าได้แล้วจะมาเรียนหรือไม่ ป่านบอกว่าถ้าสามารถกู้ยืมจาก กรอ.ได้ก็จะเรียน เพราะทุน อบต.ได้ยินว่าจะออกให้เพียงค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่มีใบเสร็จจาก มข. เท่านั้น อาจารย์ย้ำว่า ถ้าอย่างนั้นป่านจะไปคุยกับอบต.เองใช่หรือไม่ ป่านบอกว่า ถ้าสอบได้จะไปคุย 

ป่านรีบไปส่ง FAX เอกสารที่ยังส่งไม่ครบในวันที่ 14 เมษายน กัดฟันเสียค่า FAX หน้าละ 40 บาท ปลายสายเป็นเครื่องรับ FAX อัตโนมัติ

วันนี้ป่านไปร้านเน็ตที่มีอยู่ร้านเดียวในอำเภอบำเหน็จณรงค์  เพื่อเช็คว่าผลโควตาที่ว่าเลื่อนประกาศนั้นออกหรือยัง แล้วก็ช็อค ที่มีการเรียกตัวสำรองแล้ว โดยไม่มีชื่อคนที่ติดตัวจริงให้ดูที่ไหนเลย ป่านโทร.ไปที่คณะฯ ก็ได้รับคำตอบว่า ป่านไม่ได้ติดตามเช็คดูให้ดีเอง (ช่วยไม่ได้)

สองครั้งสองครากับความผิดหวังที่คลุมเครือว่าเป็นความผิดของใคร ยังมี admission กลาง ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก คะแนนสอบครั้งแรกป่านได้คะแนนภาษาไทย 0 ครั้งที่สองคะแนนขึ้นและเป็นคะแนนที่ค่อนข้างดีมาก แต่ป่านเริ่มถอดใจเสียแล้ว ถึงขนาดคิดว่า ถ้าเข้ารามคำแหงจะเรียนอะไรดี
ในคำบ่นมีความน้อยใจในความ “จน” และ ”บ้านนอก” อยู่ไม่น้อย คนรวยอาจไม่คิด แต่คนจนเสียดายเหลือเกิน สำหรับเงินที่เสียไปกับค่าสมัครสอบและค่ารถ กับการดำเนินการที่ดูไม่ค่อยโปร่งใสนักของมหาวิทยาลัยชั้นนำ บ้านที่อยู่ในดินแดนบ้านนอก มีอินเตอร์เน็ตอยู่เพียงสองแห่ง คือร้านเน็ตที่ save ข้อมูลไม่ได้ print ก็ไม่ได้ กับ อบต. ที่เจ้าหน้าที่ใช้อินเตอร์เน็ตยุ่งอยู่ตลอดเวลา


ป่านเรียนดีมาได้ ก็ด้วยความสามารถและความตั้งใจล้วนๆ ไม่ได้ไปกวดวิชาที่ไหน มาได้ถึงขนาดนี้ก็ดีแล้ว ทำใจให้สบาย รอผล A-NET, O-NETอีกครั้งแล้วค่อยคิดสมัครเรียน สุดท้ายถ้าต้องไปเรียนรามฯก็ไม่เห็นเสียหายอะไร คนจบรามฯที่ทำงานเก่งๆ สังคมยอมรับก็มีถมไป เลขาให้กำลังใจไปอย่างนี้ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ระบบสอบที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม มันดีสำหรับใครกันแน่ การที่มหาวิทยาลัยเรียกนักเรียนเผื่อไว้มากๆ ทำไปเพื่ออะไร เพื่อเก็บค่าสมัครสอบสัมภาษณ์เข้ากระเป๋าหรือเปล่า ระบบการคัดเลือกที่เป็นเอกเทศ แต่ไม่เป็นระบบ ไม่วางกำหนดการแน่นอน ไม่ประกาศผลให้ทราบทั่วกัน เป็นไปเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้ใครหรือไม่ การใช้วิธีประกาศทางอินเตอร์เน็ต อาจสะดวกและประหยัด แต่ในสภาพความเป็นจริงของเมืองไทยในขณะนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้แน่นอนและสะดวกจริงหรือไม่  งบประมาณการเฉลิมฉลองงานต่างๆเห็นมีกันมากมาย เก็บมาใช้กับการศึกษา ให้เด็กๆมีโอกาสเท่าเทียมกันจริงๆจะไม่ดีกว่าหรือ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 24413, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก

  คำสำคัญ (keywords): uncategorized

ความเห็น (3)

โอ๋-อโณ
IP: xxx.170.234.8
เขียนเมื่อ 

ได้ฟังจากรายการทาง iTV ที่คุยกับเยาวชนของชาติเรา ผู้ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพแบบที่คุณเลขาฯเล่ามาหลายๆคนแล้ว ก็สงสัยเหมือนกันค่ะ ว่าระบบการที่มหาวิทยาลัยเรียกนักเรียนแบบนี้ ทั้งๆที่ผลสอบทั้งสองอย่างยังไม่สิ้นสุดเช่นนี้นั้น ทุกมหาวิทยาลัยน่าจะทบทวนกันหน่อยนะคะ ไม่ยุติธรรมกับอนาคตของชาติเราเลย

เราควรบ่นดังๆไปทางไหนดี

ชาวน่าน
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ 

ขอให้กำลังใจป่าน ขอบใจเลขาฯ ที่เล่าความจริงให้ทราบ ขอนำเรื่องราวขบคิด แล้วต่อไปจะมาแลกเปลี่ยน

naigod
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ 
เมื่อการศึกษาเมืองไทยกลายร่างเป็นธุรกิจการศึกษา เบี้ยตัวน้อยก็คือเด็กและเยาวชนที่ต้องการโอกาสที่ดีในชีวิต แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจ กำไรต้องมาเป็นอันดับแรก ส่วนที่ทำเพื่อสังคมเป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์..

ลองคิดเล่นๆ... ถ้าไม่ยึดติดที่ชื่อของสถาบันการศึกษา ไม่มีระบบเส้นสาย และการเล่นสีในที่ทำงาน นักเรียนไทยหันมาเรียนที่ มสธ. ม.รามคำแหงฯ ม.ราชภัฎฯ กันหมด แล้วบรรดามหาลัยปิดจะอยู่ได้อย่างไร..

หลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ ...

แต่เราไปยึดติดที่ภาพลวงตาที่บรรดาสถาบันการศึกษา สร้างขึ้นมาสิ่งสำคัญ มันอยู่ที่คุณภาพของผู้เรียน ว่าจะขวนขวาย หาความรู้ ทักษะ  ประสบการณ์มาใส่ตัวได้มากน้อยแค่ไหน..

แต่ถ้าเราไม่กลับคืนสู่รากเง้าของเราอย่างแท้จริง วันหนึ่ง เราอาจจะไม่มีเกษตรกรก็เป็นได้..