จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ นอกจากจะกระทบกับภาคธุรกิจส่งออก-ท่องเที่ยว ภาคการบริโภค และการลงทุนแล้ว
ล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบเข้ามาถึงการใช้จ่ายเงินภาครัฐ เพราะหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2553 วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาทแล้ว เห็นได้ชัดว่าเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่รัฐบาลเคยใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มออกอาการแผ่วแล้ว
หากนำกรอบวงเงินงบฯ ปี 2553 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ไปเปรียบเทียบกับงบฯปี 2552 ที่มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 1.9517 ล้านล้านบาท (งบฯ ปี 52 วงเงิน 1.835 ล้านล้านบาท บวกงบฯ กลางปี 1.167 แสนล้านบาท) จะเห็นได้ว่าการจัดทำงบฯ ปี 2553 จะมีลักษณะการหดตัวลง ทั้งในฝั่งของงบฯ รายจ่ายและประมาณการรายได้ โดยงบฯ รายจ่ายปี 2553 จะหดตัวลง 2.65% ส่วนฝั่งของรายได้คาดว่าปี 2553 รัฐบาลจะมีรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 4.73% ขณะที่ยอดการกู้เงินที่จะเข้าไปชดเชยรายได้อยู่ที่ 3.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% แสดงให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายการคลังกำลังอยู่ใน ช่วงขาลง โดยมีการหดตัวทั้งในฝั่งรายจ่ายและรายได้ แต่หนี้สินเพิ่ม
เหตุใดการจัดทำงบฯ ปี 2553 ถึงมีลักษณะที่หดตัวลงเช่นนี้ แต่ก่อนที่จะพูดถึงประเด็นนี้ คงต้องย้อนกลับไปดูผลงานในอดีตก่อนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2552 ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไปแล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้แค่ 2.495 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่พอที่จะรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังโหมกระหน่ำเศรษฐกิจไทย รัฐบาลชุดนี้จึงตัดสินใจนำเสนอ พ.ร.บ.จัดทำงบฯ กลางปี 2552 วงเงิน 1.167 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ถูกดึงเอาไปใช้หนี้เงินคงคลัง 19,000 ล้านบาท จึงมีวงเงินให้กระทรวงการคลังกู้เหลือ 97,500 ล้านบาท รวมแล้วกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณได้สูงสุดแค่ 347,000 ล้านบาท แต่ต่อมาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ทรุดตัวลง จนGDP ไตรมาส 4/2552 ขยายตัวติดลบ 3.5% ส่งผลกระทบให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนแรกปีงบประมาณ 2552 ต่ำกว่าเป้าหมาย 70,742 ล้านบาท จึงคาดการว่าการจัดเก็บรายได้ตลอดทั้งปี น่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย 1.1-1.3 แสนล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้ดุลเงินสดของรัฐบาล ณ วันสิ้นปีงบฯ 2552 มียอดขาดดุลสูงถึง 457,000-477,000 ล้านบาท
ปัญหาคือ รัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาชดเชยการขาดดุลเงินสด 477,000 ล้านบาท ขณะที่กฎหมายงบประมาณปี 2552 บวกงบฯ กลางปี ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลแค่ 347,000 ล้านบาท ทางออกวิธีแรก คือ ครม.อนุมัติให้กระทรวงคลังมีอำนาจกู้เงินได้เต็มเพดาน 441,280.88 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยดุลเงินสดที่ติดลบ 477,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 35,000 ล้านบาท ไปดึงมาจากบัญชีเงินคงคลังและตั้งงบประมาณชดใช้ปีถัดไป แต่ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ อาจต้องไปยืมเงินคงคลังมาปิดหีบไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่ากับจำนวนรายได้รัฐลดลงต่ำกว่าประมาณการเดิม และนี่อาจเป็นเหตุผลลึก ๆ ที่ทำให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่กล้าตั้งวงเงินงบประมาณปี 2553 ให้มียอดการขาดดุล เต็มเพดาน 430,211.92 ล้านบาท เพราะไม่แน่ใจว่าการจัดเก็บรายได้
ของรัฐบาลในปี 2552 จะหลุดเป้ามากกว่า 1.3 แสนล้านบาทหรือไม่ จึงตัดสินใจตั้งงบฯ ขาดดุลปี 2553 ไว้แค่390,000 ล้านบาท เหลือวงเงินขาดดุลงบฯ ไว้ 40,211 ล้านบาท เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารนโยบายการคลัง โดยเฉพาะกระแสเงินสดของรัฐบาล
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกรณ์ รมว.คลังว่า งบฯ ปี 2553 จะมีการตั้งวงเงินงบประมาณมาชดเชยเงินคงคลังหรือไม่ นายกรณ์ตอบว่า ในปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลได้จัดวงเงินงบฯ ไปชดใช้เงินคงคลัง ที่ยืมมาใช้หมดแล้ว โดยลอตแรกรัฐบาล ชุดก่อนตั้งงบฯ ชดใช้ไปแล้ว 27,540 ล้านบาท ส่วนรัฐบาลชุดนี้จัดงบฯ กลางปีไปชดเชยอีก 19,000 ล้านบาท ทำให้งบฯ ปี 2553 ไม่มีรายการชดเชยเงินคงคลัง เพราะในระหว่างการจัดทำงบฯ2553 ยังไม่ทราบว่า ณ วันสิ้นปีงบประมาณจะมีการเบิกเงินคงคลังมาใช้เท่าไหร่ ส่วนในปีงบประมาณ 2553 จะมีการจัดทำงบฯ กลางปีไปใช้หนี้เงินคงคลังอีกหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบเพราะเหตุการณ์ยังไม่ได้เกิดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีนี้ว่าจะหลุดเป้าเกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 1.1-1.3 แสนล้านบาท หรือไม่ โดยผลการจัดเก็บรายได้ล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 ก็เก็บหลุดเป้าไปแล้ว 70,742 ล้านบาท ดังนั้น 8 เดือนที่เหลือ กระทรวงการคลังไม่ควรจะเก็บภาษีให้หลุดเป้าเกิน 40,000 ล้านบาท
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เปรียบเสมือน การอัพเดตภาพรวมฐานะการคลังของรัฐบาลว่าตอนนี้มีกระสุนเหลืออยู่เท่าไหร่ และถ้านำมารวมกับเงินที่รัฐบาลจะออกไปกู้จากต่างประเทศอีก 70,000 ล้านบาทจะเพียงพอที่จะยืนปะทะกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้นานถึง 2-3 ปีหรือไม่...อันนี้คงต้องติดตามกันต่อไป
ประชาชาติธุรกิจ 23 กุมภาพันธ์ 2552