สภาพัฒน์แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2551 นักเศรษฐศาสตร์ฟันธงหดตัว 3% ติดลบครั้งแรกในรอบสิบปี ชี้มีโอกาสสูงติดลบต่อเนื่องไตรมาส 2 ของปีนี้
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ในวันนี้ (23 ก.พ.) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า จีดีพีจะหดตัวติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ การส่งออกที่หดตัวรุนแรง การบริโภคและการลงทุนยังไม่ฟื้นตัว
ดร.เชาวน์ เก่งชน รองกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จีดีพีไตรมาส 4 ปี 2551 น่าจะหดตัวประมาณ 3.2% เทียบกับปี 2550 เนื่องจากไตรมาส 4 มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เป็นปัจจัยลบ ทั้งการส่งออกที่หดตัวในเดือน พ.ย. และ เดือน ธ.ค. การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบในประเทศ ทั้งนี้หากจีดีพีหดตัวลง 3.2% ในไตรมาส 4 จะทำให้ทั้งปี 2551 เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 2.9% ลดลงจากปี 2550 ที่ขยายตัวได้ 4.9%ทั้งนี้ภาวะเศรษฐกิจหดตัวของไทยน่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้จะหดตัว 3-4% ส่วนไตรมาส 2 อาจจะหดตัว 1.5-2.5% และอาจจะเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3
จากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะก่อให้การหมุนของเงินในระบบมากขึ้น เป็นผลช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.เชาวน์ กล่าวว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิดว่าจะเข้าสู่จุดต่ำสุดภายในปีนี้หรือไม่ เพราะหากปัญหาถึงจุดต่ำสุดได้ในปีนี้ก็จะทำให้สถานการณ์หลังจากนี้ดีขึ้น ขณะเดียวกันสำหรับไทยก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ เพราะการเบิกจ่ายของงบประมาณ
จะทำได้ผลก็ต่อเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพมั่นคง
เดิมศูนย์วิจัยกสิกรคาดว่าจีดีพีปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 0-1.2% แต่จากปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่กระทบการส่งออกของไทย ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะปรับลดจีดีพีลงจากที่เคยคาดไว้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจีดีพีปีนี้อาจจะอยู่ในช่วงหดตัว 1% ถึงขยายตัว 0.5%
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากปีนี้จีดีพีติดลบ 4% ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้าย เพราะจะทำให้คนตกงานถึง 1,500,000 คน ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะไปถึงจุดนั้น โดยภาคส่งออกปีนี้น่าจะอยู่ระหว่างติดลบ 15-26% ภาคท่องเที่ยวลดลง 20% ซึ่งเมื่อดูตัวเลขเดือน ม.ค. ที่ออกมา หลายประเทศได้รับผลกระทบเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น "รัฐบาลควรวางเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจน และตรงจุดผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าของกิจการและคนงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ เพราะขณะนี้ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา และธุรกิจท่องเที่ยว ควรหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ทุเลา เพราะกำลังส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาการตกงาน"
ดร.โอฬาร กล่าวว่า รัฐบาลต้องสร้างกำลังซื้อในประเทศเพื่อทดแทนตลาดต่างประเทศที่ขาดหายไป ซึ่งกิจการใดที่มีเงินพอแล้ว ก็ควรลดราคาเพื่อช่วยกระตุ้นการซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจ ดีกว่าขายสินค้าในราคาเต็มแต่ขายไม่ได้ รวมทั้งรัฐบาลควรมีมาตรการระยะกลาง พัฒนาสินค้าเกษตร เพื่อใช้เป็นอาหารและพลังงานทดแทน และควรพัฒนาเป็นรายจังหวัด
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ คม ชัด ลึก 23 กุมภาพันธ์ 2552