ย้อนอดีตไปเมื่อ 47 ปีก่อนชาวบ้านในแถบริมทะเลฝั่งตะวันออกมีอาชีพการประมง ผู้ชายออกเรือไปอยู่กินนอนในท้องทะเลประมาณ1-5 วันจึงหวนกลับเข้าฝั่ง ผู้หญิงริมทะเลก็อยู่บ้านคอยจัดทำเครื่องกับดักสัตว์น้ำหรือคอยนำสัตว์ที่จะได้มาไปขายในตลาดเป็นวงจรชีวิตอย่างนี้

ยูมิยืนอยู่ปลายแหลม.
และวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ยามเย็นทุกคนที่อยู่ริมทะเลตั้งแต่เขต อ. หัวไทรไปไกลสุดปลายแหลมหลุมพุกหรือตะลุมพุกยาวประมาณ 55 กิโลเมตรนั้น

ต่างมองท้องฟ้ามีคลื่นลมแรงผิดสังเกตจากฝั่งอ่าวไทยแล้วท้องฟ้าใกล้ใกล้ก็แดงฉานคละเคล้ากลุ่มเมฆสีเทาปั่นป่วนชวนขนลุกตื่นตระหนกตกใจกลัวว่าเกิดอะไรขึ้นไร้คำตอบ

ชายชราที่รอดชีวิตในครั้งนั้นมองออกไปริมทะเลด้วยน้ำตาคลอเบ้าแล้วเล่าต่อ...เมื่อเสียงลมแรงสุดมาทางอ่าวไทยโหมกระหน่ำพัดจนหลังคาหลายบ้านในแหลมตะลุมพุกหลุดลอยปลิวไปกับลมหมุนสักพักน้ำทะเลมีคลื่นสูง 5 เมตรไหลทะลักท่วมทับกวาดทุกสิ่งลงทะเลอีกฟากปลายฟองคลื่นกระเด็นสูงข้ามยอดต้นมะพร้าวเลยละ

แน่แล้วมหาวาตภัยร้ายแรงวันนี้คร่าชีวิตคนริมทะเลราว 2000 คนเศษที่นับได้ ผู้ที่ประคองชิวิตรอดน้อยมากต่างร่ำร้องไห้เหมือนดังน้ำตาเป็นสายเลือดความหวาดกลัวนี้มีอยู่ต่อมาอีกเกือบเดือนที่มีข่าวลือว่าลมร้ายมันจะกลับมาอีกครั้ง

มีหอชมวิวที่ปลายแหลมพึ่งสร้างเสร็จ.
ผมไปถึงยืนดูความเป็นไปในปลายสุดแหลมที่เกิดเหตุการณ์วันนั้นแล้วตั้งจิตแผ่ส่วนบุญให้สรรพสิ่งทั้งหลาย...เออ...สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม.
ชายคนนั้น ใช่ คุณ อ.umi หรือเปล่าครับ
ผมเชื่อ เหมือน อ. ครับ
"สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม"
ขอร่วมแผ่ส่วนบุญ กุศลไปด้วยครับ
สวัสดีครับ คุณ ครูอ้อย แซ่เฮ
เช่นเดียวกันนะครับผม
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ แสงศรี
ผมคุยกับชาวบ้านริมทะเลครับมีหลากเรื่องราวที่เล่าขานไม่รู้จบละ อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ นายประจักษ์~natadee
ตรงปลายแหลมทิวป่าสนยังคงมีร่องรอยการตั้งศาลหลายจุดอาจเป็นที่ระลึกถึงชาวบ้านที่ถูกมหาวาตภัยคร่าชีวิตนะครับ ผมเลยยืนทำใจส่งบุญอุทิศไปให้ท่านเหล่านั้นนะ
ขอบคุณครับผม
สวัสดีครับ คุณSila Phu-Chaya
คงเป็นความสมดุลย์ในธรรมชาตินะครับผม
ขอบคุณครับ