บทเรียนจาก "หัวโขน" (3-10)

ต้องคิดว่าเราคือ “นักเรียน” ที่มีหน้าที่เรียนรู้ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้อะไร กำลังต้องอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ บ่มเพาะ ฝึกฝน ... อาจารย์ท่านว่าอย่างไร น้อมรับมาทั้งหมด รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง นำมาวิเคราะห์พิจารณาด้วยสติและปัญญา โดยปราศจาก “หัวโขน” ที่เคยสวมใส่ไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา...

 

     เมื่อเช้าได้คุยกับ รุ่นพี่ ท่านเป็น พระครูที่มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมือง ท่านกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์  และด้วยความจำกัดของเวลา ทำให้ท่านต้องเสนอหัวข้อให้ผ่านในเทอมนี้...

 

        ท่านให้ข้อคิด ที่น่าจะบันทึกไว้ เพราะแม้คนไม่มีรากจะยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์เช่นท่าน แต่ก็คงต้องเสนอหัวข้อในเทอมหน้าแน่นอน  

 

        ให้เริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆ อย่ารอจนไฟลนก้น เพราะทำสิ่งที่จำกัดด้วยเวลานั้น จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร  คาถาคือ ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบ แต่อย่าหยุด  ละเว้นการทำตัวเป็น ม้าตีนต้นหรือม้าตีนปลาย ... ต้องเพียรสม่ำเสมอเรื่อยไป....  

 

เรียนรู้ ที่จะต้อง ลดตัวตน อัตตา ลงให้มาก  เนื่องจากนิสิต นักศึกษาปริญญาเอก มักจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เคยผ่านงาน มีประสบการณ์มามากมาย เป็นระดับหัวหน้างานบ้าง ผู้อำนวยการ ฯ บ้าง ครูบาอาจารย์ที่มีแต่คนเคารพนับถือบ้าง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นพระสงฆ์ ซึ่งท่านบอกว่า ... ตัวตนมันใหญ่โต เพราะไม่มีคนกล้าเถียง ทักท้วง ติดดี ติดอยู่ในกรอบของ ความดีงามของผู้ทรงศีล

 

 

 

 

   

             ทุกเรื่องราวในชีวิตมีแง่มุมซ่อนเร้น ... ที่เราอาจไม่ได้มอง....จึงไม่อาจเห็นได้...

 

      ประสบการณ์และความรู้สึกที่ต้องนำเสนอหัวข้อถึง 3 ครั้งนั้น ท่านเมตตาเล่าว่า ในครั้งแรกของการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ ออกมาจากห้องท่านพูดอะไรเกือบไม่ออก ญาติโยม ลูกศิษย์ที่มาให้กำลังใจหน้าห้องมากมาย ท่านไม่คุยด้วยเลยสักคำ มึนไปหมด ทำใจไม่ได้ ตั้งตัวไม่ติด ต้องกลับไปจำวัดทำใจเสียก่อน แล้วจึงตื่นมาทบทวนว่า...เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาจารย์จึงซักถามและตั้งคำถามมากมายเช่นนี้ งานที่ตั้งใจทำมาอย่างคร่ำเคร่ง ประณีตบรรจง ไม่มีอะไรดีเลยหรือ .. .ทำไม ทำไม และทำไม ?....

 

        คนไม่มีรากก็ถือโอกาสร่วมวิเคราะห์กับท่านว่าที่เป็นเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะ อาจารย์ท่านน่ารัก ให้ความเป็นกันเอง ให้เกียรติยอมรับเรามาตลอดเวลา 4 เทอมของการเรียนภาคทฤษฎี เพราะท่านใช้ หลักการและทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ที่ยอมรับในศักยภาพและประสบการณ์ของผู้เรียน นำเสนองานอะไร อาจารย์ก็พยักหน้า ดีแล้ว ใช่แล้ว ยอดเยี่ยม .... ล้วนแต่ให้กำลังใจ จนนิสิตหรือนักเรียนโข่ง ติดนิสัย กล้าพูด กล้าคิด กล้าโต้แย้ง อยากพูดอะไรก็พูด อาจารย์เข้าใจทั้งหมด ไม่เคยตำหนิ ทักท้วง ....

 

        พอมาเจอเข้ากับบทบาทในห้องสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่เราจะต้องขึ้นนำเสนอ แนวคิด แนวทางการทำวิทยานิพนธ์ของเราให้อาจารย์ฟัง .... เรากลับได้พบกับบทบาทของ...ผู้ซักไซร้ ไล่เรียง ตั้งคำถาม บอกให้เพิ่มตรงนี้ตรงนั้น ไปตรวจสอบดูว่าตรงนี้ใช่หรือ มีอะไรใหม่กว่านี้อีกหรือเปล่า ยังไม่ชัด จะวัดประเมินอย่างไร ทำไปแล้วได้อะไร ...ฯลฯ

 

        ส่งผลให้ รู้สึกเหมือน เมาหมัด เหมือนถูกทุบ ถูกถอง ถูกตีจนน่วม อ่วมไปทั้งกายทั้งใจ เดินไม่ตรงทางไปพักใหญ่....

 

   

 

 

                  มองให้กว้าง มองให้รอบ ให้เห็น....ภาพรวม

 

 

 

 

 

     จะว่าไป อาจารย์ท่านทำหน้าที่และบทบาทของท่านถูกแล้ว ดีแล้ว ชอบแล้ว ... ในการ ตั้งคำถาม ซักถาม เสนอให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้งานวิทยานิพนธ์สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ ลูกศิษย์ ของท่าน ไม่ใช่หรือ?

 

        แล้วเพราะอะไร ? จึงทำให้เกิดความรู้สึก เมาหมัด มากมายเสียขนาดนั้น...ล่ะ...  ท่านสรุปเปรี้ยงว่า...เพราะเจ้าตัว อัตตา ที่ใหญ่โตของท่านนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ  มาเป็นนิสิต เป็นนักเรียน ยังเอาหัวโขนของ พระครู มาในห้องอีก เลยเป็นเช่นนี้ ....

 

        ตอนนี้ท่านจึงสรุปบทเรียนให้ รุ่นน้อง ว่า.... ต้องคิดว่าเราคือ นักเรียนที่มีหน้าที่เรียนรู้ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้อะไร กำลังต้องอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ บ่มเพาะ ฝึกฝน ... อาจารย์ท่านว่าอย่างไร น้อมรับมาทั้งหมด รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง นำมาวิเคราะห์พิจารณาด้วยสติและปัญญา โดยปราศจาก หัวโขนที่เคยสวมใส่ไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา...

 

 

                ถนนน่ะมีไว้ให้เดินทาง... ปัญหาก็มีไว้ให้ก้าวข้าม....น่ะสิ

 

       คิดตามที่ท่านให้กล่าวไว้... น่าจะจริงนะ เราเสนอ อาจารย์ก็ต้องถาม ต้องวิพากษ์ ต้องให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านทำด้วยใจที่มีเมตตา ต้องการให้งานของนิสิตดีและทำต่อไปจนลุล่วง ... ท่านจะพูดอย่างไร เราต้องเข้าใจและน้อมใจลงยอมรับ สาระอันแท้จริงที่ท่านต้องการมอบให้เรา แล้วจะมามัว เมาหมัดกันให้เสียเวลาทำไมกัน... ใคร ๆ ก็ต้องผ่านกระบวนการนี้ทั้งนั้น   เราก็แก้ไป ทำตามที่อาจารย์ให้ข้อคิดเห็น กี่ครั้งกี่หนก็ทำไปสิ...อย่าท้อ อย่าหยุด อย่ากลัว .... เจ้าตัวอัตตา นี้ต้องถูกกลบ ลบไป จนอ่อนแรงไปในที่สุด ...

 

        วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ท่านจะนำเสนอหัวข้อเพิ่มเติมอีกครั้ง .... คราวนี้ท่านกล่าวด้วยเสียงเจือหัวเราะว่า... "คราวนี้ผ่านแน่แล้ว เพราะถอดหัวโขนออกแล้ว..."

 

        ต้องไปให้กำลังใจท่านเสียหน่อย จะได้ฝึกวิทยายุทธ์ในการ ลดอัตตา ถอดหัวโขน ไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ... สำหรับเทอมต่อไป....

 

                   เจอเองบ้าง จะเป็นอย่างไรบ้างนะเนี่ย....

                                         กราบนมัสการท่านด้วยความขอบพระคุณค่ะ

                                                                             ( ^___^)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เล่าเรียนเขียนอ่าน

คำสำคัญ (Tags)#นักเรียนรู้#หัวโขน#นิสิตป.เอก#การเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์#อัตตา ตัวตน

หมายเลขบันทึก: 243907, เขียน: 22 Feb 2009 @ 12:21 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 20:20 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 47, อ่าน: คลิก


ความเห็น (47)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์  ขออนุญาตเข้ามาเรียนรู้ " ลดอัตตา ถอดหัวโขน " ครับ

สวัสดีค่ะคุณ หนุ่ม กร~natadee

บันทึกนี้คนไม่มีราก บันทึกไว้เตือนสติตัวเองและเพื่อนพ้องที่เรียนด้วยกันค่ะ ....

ขอบคุณค่ะ ที่กรุณาให้ความสนใจ...มีข้อคิดเพิ่มเติม ยินดีน้อมรับค่ะ
(^___^)

เขียนเมื่อ 

มาช่วยตรวจคำผิดครับ เทมอ-> เทอม มี (สามแห่ง)

อตฺตา หเวชิตํ เสยฺโย ขุ.ธ. ๒๕/๒๙ แปลว่า ชนะอัตตานั่นแหละดี.

ชนะอื่นหมื่นแสนแม้นร้อยครั้ง
แต่ถ้ายังแพ้กิเลสและเหตุผล
ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าปัญญาชน
ผู้ข่มจิตพิชิตตนเพียงหนเดียว 
 
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ให้รู้จักมีอัตตาเป็นที่พึ่ง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)   
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖, ๖๖.

อัตตา เป็น ของกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ ใช้อัตตาไปในทางที่ดีก็ดี ใช้ไปในทางที่ชั่วก็ชั่ว

อัตตา น่าจะเป็น อัพพยากตาธรรม (ธรรมที่ไม่ขาว ไม่ดำ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่ที่ดีที่ชั่วเพราะการคิด และนำไปใช้)

อัตตา  ที่ควรละก็คือ อกุศลาธรรม (ธรรมคืออัตตา ที่ทำแล้วเป็นสิ่ง อกุศล)

อัตตา
ที่ควรยึดไว้เป็นที่พึ่งก็คือ กุศลาธรรมา (ธรรมคืออัตตา ที่ทำแล้วเป็นสิ่ง กุศล)

สัพพปาปัสสะ อกรณัง ให้ละชั่ว (not to do evil)
คือละอัตตา ฝ่าย อกุศลาธรรมา

กุสลัสสูปสัมปทา ให้ทำดียิ่งๆขึ้นอีก (to increase good)
คือ ให้ยึดอัตตาฝ่ายกุศลเป็นที่พึ่ง

สจิตตะ ปริโยทปนัง  ทำใจให้บริสุทธิ์ (to purify the mind) 
และพยาพยาม ละทั้งอัตตา ฝ่ายกุศล และฝ่าย อกุศล นั้นเสีย (อนัตตา/สุญญตา/ไม่ยึดติดในความดี ความชั่ว)

ไม่ยึดติดในความดีที่เป็นอัตตา ก็เช่น ทำบุญทำกุศล เพื่อหวังเป็นโน่น เป็นนี่ เกิดภพโน้นภพนี้ ทำบุญเพื่อหวังเอาหน้า ลักษระนี้คือ ลักษระของจิตที่ยังข้อง ด้วย อิฏฐารมณ์ ซึ่งเป็นของคู่กับ อนิฏฐารมณ์

อิฎฐารมณ์+อนิฏฐารมณ์=โลกธรรม 8



 

พี่สาวจ๋า....

      อ่านบันทึกนี้แล้ว  ทำให้หนูนึกถึงคำพูดของพี่ๆ ในโรงเรียนเรื่องที่ให้หนูเตรียมตัวทำผลงาน  เพราะพี่ๆเขาได้กันหมดแล้ว  แต่หนูก็มักจะบอกว่า เงินเดือนยังไม่ถึงยังไม่อยากปวดหัว  คิดอยู่แต่ยังไม่อยากลงมือทำ(หนูขยันขี้เกียจดีใช่ไหมคะ อิ..อิ..)

     แต่พี่ๆก็มักจะบอกว่า  ให้เริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆ อย่ารอจนไฟลนก้น   ถึงเวลาจะได้มีผลงานส่ง  พี่ๆเขาบอกจนเขาไม่อยากบอกกันแล้ว(หนูไม่ได้ดื้อนะ...แต่ยังหาตัวเองไม่เจอต่างหาก)

     เกี่ยวกับเรื่องเรื่องนี้ไหมคะ อิ..อิ...

ขออนุญาตไม่ได้จับผิดนะคะพอดีเห็น  สำหรับเทมอต่อไป. น่าจะเป็น เทอม นะคะ

     คิดถึงๆๆๆๆๆ ขอบคุณค่ะ ^__^

สวัสดีค่ะคุณกวิน

ขอบคุณมากค่ะ ที่ช่วยตรวจคำผิด....มีกัลยาณมิตรก็ดีแบบนี้แหละ....

ขอบคุณมากค่ะ เขียนคำนี้ผิดประจำเลยค่ะ...^_^...

แก้แล้ว ด้วยความขอบคุณค่ะ

ชอบที่นำมาฝากค่ะ.....

ชนะอื่นหมื่นแสนแม้นร้อยครั้ง
แต่ถ้ายังแพ้กิเลสและเหตุผล
ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าปัญญาชน
ผู้ข่มจิตพิชิตตนเพียงหนเดียว 

ทำให้คิดไปถึงที่เคยอ่านพบว่า..."พิชิตสงครามร้อยครั้ง ไม่สู้ชนะใจตัวเอง...เพียงครั้งเดียว..."

(^___^)

น้อง ครูตุ๊กแก...สู้ตายคร้าบ.... คะ

พี่ ๆ เขาเตือนน่ะ เรื่องจริงนะคะ พี่เห็นด้วยค่ะ....

อย่ารอจนไฟลนก้นเลย....เหนื่อยจัง!!!!

ขอบคุณที่ช่วยตรวจแก้คำผิดให้ด้วย...แก้แล้วค่ะ

ขอบคุณค่ะ

(^__^)

เขียนเมื่อ 

แวะมาอ่านด้วยความเข้าใจยิ่ง เนื่องเพราะใบไม้เป็นคนมีอัตตาอันยิ่งใหญ่ แม้ว่ามิได้มีหัวโขนอันใหญ่โตใด ๆ 

เคยคิดว่าถ้าตัวเองมีหัวโขนที่ยิ่งใหญ่ใด ๆ อัตตาเราคงยิ่งโตใหญ่ เพราะว่าเรายังไม่ค่อยรู้เท่าทันมันเลย แหะ ๆ

ชอบเวลาที่ตัวเองรู้สึกว่า "โง่" เมื่อนั้นเราจะเปิดใจกว้างเรียนรู้ แต่เมื่อไรที่เราคิดว่าเรา "รู้" เรามักไม่ค่อยเปิดใจฟังเท่าไรเลย..

ส่วนเรื่องม้าตีนปลายนั้นยิ่งเข้าใจใหญ่เลย เพราะว่าตัวเองเป็นม้าตีนปลายเป็นประจำ บางทีก็กลายเป็นม้าตีนตายอีกต่างหาก ฮ่า ๆ

ฝากกราบนมัสการท่านด้วยค่ะ ที่เป็นต้นเรื่องให้คุณคนไม่มีรากนำมาเขียนให้ชาวโกทูโนได้ร่วมเรียนรู้ ..^__^..

เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกนี้แล้ว...บรยยากาศการเรียนรู้ที่ผ่านมาปรากฎเป็นฉาก ๆ ซึ่งคงต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์สอบหัวข้อ เป็นฉากต่อไปเหมือนกันครับ...

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะน้องโก๊ะ คนไม่มีราก อารมณ์สุนทรีย์
  • จะทำอะไรทำแต่เนิ่นๆๆ อย่ารอจนไฟลนก้น
  • และ ให้ลดอัตตา หัวโขนกันลงบ้าง ชอบค่ะเพราะมักเจอแบบนี้บ่อยๆๆ
  • ขอให้มีความสุขทุกวันค่ะ

อย่าท้อ  อย่าหยุด  อย่ากลัว

ขอบคุณค่ะ

มีสิ่งดีๆเสมอๆนะคะ

คุณใบไม้ย้อนแสง ที่รัก

5555.... คนอัตตาใหญ่และม้าตีนปลาย (ตาย) มาอีกคนแล้ว....

ชอบเหมือนกันเลยค่ะ ตอนที่ว่า...ชอบเวลาที่ตัวเองรู้สึกว่า "โง่" เมื่อนั้นเราจะเปิดใจกว้างเรียนรู้ แต่เมื่อไรที่เราคิดว่าเรา "รู้" เรามักไม่ค่อยเปิดใจฟังเท่าไรเลย..

คงเป็นเพราะเราคิดว่า เมื่อรู้ตัวแล้วว่า "โง่" เราคงจะฉลาดขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจในข้อนี้นัก....

มีอาจารย์ตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรี ... บ่นว่า...เบื่อไอ้พวกโง่ซ้ำซากจังวุ้ย...ฮา...

เราจะไม่โง่ซ้ำซากกันนะคะ

ขอบคุณค่ะ

จะกราบนมัสการท่านให้ค่ะ

(^___^)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ  คุณคนไม่มีราก

แวะมาอ่าน ทำให้เห็นว่า ชีวิต คือการต่อสู้เต็มรูปแบบ..... สบายดีนะคะ............

เขียนเมื่อ 

เจริญพร โยมคนไม่มีราก

ถอดหัวโขนออกแล้ว ใส่อีโก้เข้าไปอีกหรือเปล่า

เจริญพร

เขียนเมื่อ 

เขียนแก้ไขคอมเม้นจนได้บันทึกใหม่  http://gotoknow.org/blog/kelvin/243977

 

สวัสดีค่ะเอก

วันหยุดคงได้พักบ้างนะคะ....^_^....

อ่านแล้วอดยิ้ม ๆ ไม่ได้ที่ว่า.....เรื่อง อัตตา ตัวตน นี่ มีในคนทุกวงการ นะครับ ระบาดราวโรคห่า...แก้ยาก รักษายาก เติบโตง่าย ...อุปสรรคของคนทำงานก็คือ หัวโขนกับอัตตาคับห้อง นี่แหละ

พูดเหมือนใจเลยค่ะ

จะรีบเรียน รีบจบ ... ค่ะ

ขอบคุณและมีความสุขในวันหยุดนะคะ

(^___^)

เขียนเมื่อ 

แวะมาให้กำลังใจค่ะ...ลดอัตตา ถอดหัวโขน นะคะ

สวัสดีค่ะคุณย่ามแดง

คนไม่มีรากก็ซ้อมไว้ก่อนค่ะ ... ทุกคนต้องเจอกระบวนการนี้แน่นอน

แต่หลวงพี่ท่านบอกว่า ถึงเล่า ถึงบอกยังไง ก็ไม่เหมือนเจอเองหรอก...เตรียมกายใจไว้ให้เข้มแข็งและลดอัตตาตัวโตของเราเอาไว้ จะได้ ทำใจง่าย ๆ และไม่ "เมาหมัด" เกินไปค่ะ

ขอบคุณค่ะ

(^___^)

สวัสดีค่ะพี่เอื้องแซะ

อ่านแล้วยิ้มเลยค่ะ....

โอ...พี่สาวเรายังเจอ...ให้ลดอัตตา หัวโขนกันลงบ้าง ชอบค่ะเพราะมักเจอแบบนี้บ่อยๆๆ

ยิ่งคนในวงการศึกษานี่จะมีมากเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?  เคยได้ยินคนบอกว่า...ครู หมอ พยาบาล พระสงฆ์ (ส่วนมาก) มักจะมีอัตตา ตัวตนใหญ่โต เพราะมีบทบาทเป็น "ผู้ให้" หรือ "ผู้ช่วยเหลือ" น่ะค่ะ

ขอบคุณค่ะที่มาเยือน ขอให้เราทั้งสองไม่เป็นคนมีอัตตาตัวตนและไม่พบเจอกับคนที่มีอัตตาโต ๆ บ่อย ๆ นะคะ

(^___^)

ใช่แล้วค่ะคุณ @..สายธาร[email protected]

บอกตัวเองไว้ก่อนเลยค่ะว่า...อย่าท้อ อย่าหยุด(ทำ) อย่ากลัวค่ะ

ขอบคุณกำลังใจดี ๆ ค่ะ

(^___^)

ขอบคุณค่ะน้องAum

ที่หนักหนาสาหัสกว่าอื่นใด...ก็คงจะเป็น ... การจัดการกับ "อัตตา" ของตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอยนี่ล่ะค่ะ

(^___^)

สวัสดีค่ะคุณใบไม้

...^___^...

ชอบชื่อ "ใบไม้" มากค่ะ เพราะเป็นคนที่หลงใหลใบไม้ใบหญ้าทุกประเภทค่ะ ชื่อก็คล้ายคุณใบไม้ย้อนแสง เพื่อนรักของคนไม่มีรากด้วยค่ะ...^_^...

เห็นด้วยค่ะ ชีวิตคือการต่อสู้จริง ๆ ค่ะ

(^__^)

นมัสการท่าน พระปลัด ค่ะ

ถอดหัวโขน ลดอัตตา .... ต้องระวังค่ะ เพราะ "อีโก้" อยู่ลึกในจิตใจ ขุดยาก โตง่าย และมีนิสัยที่ก้าวร้าว หน้าตาก็กลมกลืนคล้ายเรามาก ๆ เลยค่ะ...

ขอบพระคุณที่ท่านกรุณาเตือนสติค่ะ

สาธุ 

เขียนเมื่อ 
  • คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนที่ทำตัวเล็กที่สุดค่ะ
  • แวะมาเยี่ยมยามเช้า หลังจากหายหน้าไปสองวันค่ะ
  • ขอรอยยิ้มด้วยนะคะ

 

ยุวดี
IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณคนไม่มีราก

แวะมาทักทาย ด้วยความระลึกถึงกัลยาณมิตรค่ะ

ขอบุคุณกำลังใจที่ส่งไปให้นะคะ ได้รับวทั้งข้อความที่เต็มไปด้วยความงดงามของจิตใจและข้อมูลค่ะ

การมีหัวโขนคงห้ามไม่ได้ มีคนละหลายหัวโขนค่ะ ... จะใส่จะถอดเมื่อไหร่ ตอนไหน จึงจะสำคัญ และไม่เป็นพิษเป็นภัยค่ะ

ขอบคุณและคิดถึงอยู่เสมอค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะน้องคนไม่มีราก

พี่มาสารภาพผิด เพราะพี่ก็ม้าตีนปลาย สุดท้ายจี๊มากไปหน่อยขาหัก ก๊ากกก. เพราะหลงว่ามือดี อะอะอะ....สุดท้ายมันคือเจ้าอัตตาตัวโตของพี่เอง..ว่าแล้วก็รู้สึกอายใจซะจริงๆเลยน้องเอ๋ย......อันตัวข้าพเจ้านี้ ก็น้อยนิด.แต่ยังคิดว่าใหญ่มหาศาล..5555+

เขียนเมื่อ 

เจริญพร โยมคนไม่มีราก

ที่คุณโยมบอกว่า มันอยู่ลึกในจิตใจ ขุดยาก โตง่าย

และมีนิสัยก้าวร้าว แถมหน้าตาก็กลมกลืนกับตัวเราด้วย

อาตมาขอบใจคุณโยมมากที่คอมเมนต์ได้ถูกใจที่สุด

เจริญพร

สวัสดีค่ะคุณกวิน

ตามไปอ่านแล้วค่ะ ได้ความรู้มากค่ะ

(^__^)

สวัสดีค่ะคุณ add

กำลังพยายามฝึกลดอัตตา ตัวตน ...อยู่ค่ะ ส่วนหัวโขนนั้น ไม่ค่อยมี...55555.....

ขอบคุณค่ะ

(^___^)

สวัสดีค่ะเอก

ขอบคุณที่ส่งข่าวเรื่องเอกสารจากกาญจนบุรีค่ะ

ภาพประกอบบันทึกนี้ ภาพแรกและภาพที่สอง เป็นภาพจากบ้านผู้หว่านค่ะ ชอบภาพแรกเช่นกันค่ะ เพราะเป็นเงาสะท้อนพอดี ได้เห็นแนวคิดต่างไปอีกค่ะ....

เมื่อวานนี้ "รุ่นพี่" ท่านก็ผ่านการเสนอหัวข้อครั้งที่ 3 แล้ว ด้วยดี แม้จะยังต้องเพิ่มเติมและส่งฉบับสมบูรณ์ภายในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ค่ะ

(^___^)

 

พี่คนตัดไม้คะ

นับครั้งที่ 2 แล้วนะคะ....ผิดสัญญาน่ะ...^_^...

(^___^)

สวัสดีค่ะคุณ. Sila Phu-Chaya

ชอบมากค่ะ....คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคนที่ทำตัวเล็กที่สุดค่ะ

(^___^)

สวัสดีค่ะคุณยุวดี

ดีใจที่ได้คุยกันอีกครั้งค่ะ...

เห็นด้วยค่ะ ... การมีหัวโขนคงห้ามไม่ได้ มีคนละหลายหัวโขนค่ะ ... จะใส่จะถอดเมื่อไหร่ ตอนไหน จึงจะสำคัญ และไม่เป็นพิษเป็นภัย...

จริงค่ะ ต้องมีสติที่จะใส่จะถอดให้ดีเชียว....เพราะถึงอย่างไรเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามี "หัวโขน" หลายหัวเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

(^__^)

สวัสดีค่ะพี่ krutoi

อย่าละอายใจเลยค่ะ คนไม่มีรากว่าทุกคนก็ต้องเคยมีประสบการณ์ในการประเมินตัวเอง ไม่ตรงกับความจริง...

คนไม่มีรากเป็นบ่อยมากค่ะ...555... อันตัวข้าพเจ้านี้ ก็น้อยนิด.แต่ยังคิดว่าใหญ่มหาศาล

ขอบคุณค่ะ

(^__^)

เขียนเมื่อ 

แวะเข้ามาหาความรู้จากบันทึกนี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นมัสการท่าน พระปลัด ค่ะ

สิ่งที่คนไม่มีรากเขียนว่า...มันอยู่ลึกในจิตใจ ขุดยาก โตง่าย และมีนิสัยก้าวร้าว แถมหน้าตาก็กลมกลืนกับตัวเราด้วย

เกิดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองค่ะ

สาธุ

(^___^)

สวัสดีค่ะพี่คนไม่มีราก กอเอานกอินทรีย์จากลังกาวีมาฝากค่ะ

โชคดีมีความสุขน่ะค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

หัวโขนไม่เคยใส่

ใส่แต่หมวกกันน็อก

ใส่หัวโขนดีอย่าง ไม่ต้องพูด มีคนพากย์ให้ ;)

ถึงคิวคนไม่มีรากเมื่อไรบอกนะครับ

จะคอยเชียร์

นั่นซินะ

ถนนน่ะมีไว้ให้เดินทาง... ปัญหาก็มีไว้ให้ก้าวข้าม....น่ะสิ

แต่บางทีก็ข้ามไม่พ้น  จนล้มลุกคุกคลาน

IP: xxx.200.255.162
เขียนเมื่อ 

ปวดหัวกับอาจารย์ที่ปรึกษาจัง

ทำไมชีวิตถึงลำบากขนาดนี้ ทำธีสิสจนจะบ้าแล้วค้าบ

ขนาดปโทเองนะ

เข้าใจแล้วที่รุนพี่บอกว่า....ชีวิตขึ้นกับ คนเพียงไม่กี่คนเอง

ขอบคุณคุณ ทรายชล ค่ะ

(^___^)

ขอบคุณน้อง กอก้าน>>>ก้านกอ*:)*(แก๊งค์ก้านคอพับ)

ภาพจากลังกาวีนี่ต้องตะแคงหน้าดู....ดีค่ะ ได้บริหารคอ แก้เมื่อย...

(^___^)

สว้สดีค่ะคุณใบโพธิ์

อ่านหน้งสือให้สนุก ...

สู้ ๆ  ๆ นะคะ

(^___^)

น้องณุตตาคะ

อ่านแล้วขำ ๆ สำนวนน้องเราจัง....นักวิชาการ และบรรดาผู้ใหญ่ ผู้โตทั้งหลายนั่นแหละจ้ะ ... หัวโขน กับ อัตตา อ้วนพีเลย....คนพวกนี้ลืมไปแล้ว ถึงตอนตัวเองเป็นเด็ก ๆ  ....

จุ๊ ๆ อย่าเอ็ดอึงไป จะมีคนร้อนหู ร้อนใจจ้ะ

(^___^)

สวัสดีค่ะอ. ธ.วั ช ชั ย

ความจริงใส่หมวกกันน็อกดีกว่าหัวโขนจริงด้วยค่ะ..^_^..

ขอบคุณค่ะที่จะคอยเชียร์

สวัสดีค่ะ

* แวะมาดูหัวโขน

* ได้วิธีถอดหัวโขนเป็นของแถมด้วย...ขอบคุณมากค่ะ

* สุขกายสุขใจนะคะ

เขียนเมื่อ 

เรื่อง หัวโขน นี่ บางทีเราก็ติดค่ะ สลัดยากเหมือนกัน บางที ไปเจออะไรที่เรารู้สึกว่า เราถูก ไม่ให้เกียรติ์เท่าที่ควร ก็หน้าร้อนเอาง่ายๆค่ะ พี่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ มาแล้ว แต่พี่ก็กลับมาตั้งสติ พิจารณาทีหลัง พยายามลดอัตตาลงค่ะ นี่สำคัญที่สุดค่ะ

เขียนเมื่อ 

ลำบากจังค่ะ การใส่หัวโขนซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเราเอง ลำบากหากทำได้ดีตรงจุดก็ดีไป หากทำไม่ได้หัวโขนที่สวมอยู่ทั้งหนักและยากลำบากในการถอดด้วยแล้วก็แย่ค่ะไม่สามารถเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้