ต้องคิดว่าเราคือ “นักเรียน” ที่มีหน้าที่เรียนรู้ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้อะไร กำลังต้องอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ บ่มเพาะ ฝึกฝน ... อาจารย์ท่านว่าอย่างไร น้อมรับมาทั้งหมด รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง นำมาวิเคราะห์พิจารณาด้วยสติและปัญญา โดยปราศจาก “หัวโขน” ที่เคยสวมใส่ไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา...

 

     เมื่อเช้าได้คุยกับ รุ่นพี่ ท่านเป็น พระครูที่มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมือง ท่านกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์  และด้วยความจำกัดของเวลา ทำให้ท่านต้องเสนอหัวข้อให้ผ่านในเทอมนี้...

 

        ท่านให้ข้อคิด ที่น่าจะบันทึกไว้ เพราะแม้คนไม่มีรากจะยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์เช่นท่าน แต่ก็คงต้องเสนอหัวข้อในเทอมหน้าแน่นอน 

 

        ให้เริ่มทำเสียแต่เนิ่น ๆอย่ารอจนไฟลนก้น เพราะทำสิ่งที่จำกัดด้วยเวลานั้น จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร  คาถาคือ ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบ แต่อย่าหยุด  ละเว้นการทำตัวเป็น ม้าตีนต้นหรือม้าตีนปลาย ... ต้องเพียรสม่ำเสมอเรื่อยไป.... 

 

เรียนรู้ที่จะต้อง ลดตัวตน อัตตา ลงให้มาก  เนื่องจากนิสิต นักศึกษาปริญญาเอก มักจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เคยผ่านงาน มีประสบการณ์มามากมาย เป็นระดับหัวหน้างานบ้าง ผู้อำนวยการ ฯ บ้าง ครูบาอาจารย์ที่มีแต่คนเคารพนับถือบ้าง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นพระสงฆ์ ซึ่งท่านบอกว่า ... ตัวตนมันใหญ่โต เพราะไม่มีคนกล้าเถียง ทักท้วง ติดดี ติดอยู่ในกรอบของ ความดีงามของผู้ทรงศีล

 

 

 

 

  

             ทุกเรื่องราวในชีวิตมีแง่มุมซ่อนเร้น ... ที่เราอาจไม่ได้มอง....จึงไม่อาจเห็นได้...

 

      ประสบการณ์และความรู้สึกที่ต้องนำเสนอหัวข้อถึง 3 ครั้งนั้น ท่านเมตตาเล่าว่า ในครั้งแรกของการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ ออกมาจากห้องท่านพูดอะไรเกือบไม่ออก ญาติโยม ลูกศิษย์ที่มาให้กำลังใจหน้าห้องมากมาย ท่านไม่คุยด้วยเลยสักคำ มึนไปหมด ทำใจไม่ได้ ตั้งตัวไม่ติด ต้องกลับไปจำวัดทำใจเสียก่อน แล้วจึงตื่นมาทบทวนว่า...เกิดอะไรขึ้น ทำไมอาจารย์จึงซักถามและตั้งคำถามมากมายเช่นนี้ งานที่ตั้งใจทำมาอย่างคร่ำเคร่ง ประณีตบรรจง ไม่มีอะไรดีเลยหรือ .. .ทำไม ทำไม และทำไม?....

 

        คนไม่มีรากก็ถือโอกาสร่วมวิเคราะห์กับท่านว่าที่เป็นเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะ อาจารย์ท่านน่ารัก ให้ความเป็นกันเอง ให้เกียรติยอมรับเรามาตลอดเวลา 4 เทอมของการเรียนภาคทฤษฎี เพราะท่านใช้ หลักการและทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ที่ยอมรับในศักยภาพและประสบการณ์ของผู้เรียน นำเสนองานอะไร อาจารย์ก็พยักหน้า ดีแล้ว ใช่แล้ว ยอดเยี่ยม .... ล้วนแต่ให้กำลังใจ จนนิสิตหรือนักเรียนโข่ง ติดนิสัย กล้าพูด กล้าคิด กล้าโต้แย้ง อยากพูดอะไรก็พูด อาจารย์เข้าใจทั้งหมด ไม่เคยตำหนิ ทักท้วง ....

 

        พอมาเจอเข้ากับบทบาทในห้องสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่เราจะต้องขึ้นนำเสนอ แนวคิด แนวทางการทำวิทยานิพนธ์ของเราให้อาจารย์ฟัง .... เรากลับได้พบกับบทบาทของ...ผู้ซักไซร้ ไล่เรียง ตั้งคำถาม บอกให้เพิ่มตรงนี้ตรงนั้น ไปตรวจสอบดูว่าตรงนี้ใช่หรือ มีอะไรใหม่กว่านี้อีกหรือเปล่า ยังไม่ชัด จะวัดประเมินอย่างไร ทำไปแล้วได้อะไร ...ฯลฯ

 

        ส่งผลให้ รู้สึกเหมือนเมาหมัด เหมือนถูกทุบ ถูกถอง ถูกตีจนน่วม อ่วมไปทั้งกายทั้งใจเดินไม่ตรงทางไปพักใหญ่....

 

  

 

 

                  มองให้กว้าง มองให้รอบ ให้เห็น....ภาพรวม

 

 

 

 

 

     จะว่าไป อาจารย์ท่านทำหน้าที่และบทบาทของท่านถูกแล้ว ดีแล้ว ชอบแล้ว ... ในการ ตั้งคำถาม ซักถาม เสนอให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้งานวิทยานิพนธ์สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับ ลูกศิษย์ ของท่าน ไม่ใช่หรือ?

 

        แล้วเพราะอะไร? จึงทำให้เกิดความรู้สึก เมาหมัด มากมายเสียขนาดนั้น...ล่ะ...  ท่านสรุปเปรี้ยงว่า...เพราะเจ้าตัว อัตตา ที่ใหญ่โตของท่านนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ  มาเป็นนิสิต เป็นนักเรียน ยังเอาหัวโขนของ พระครู มาในห้องอีก เลยเป็นเช่นนี้ ....

 

        ตอนนี้ท่านจึงสรุปบทเรียนให้ รุ่นน้อง ว่า.... ต้องคิดว่าเราคือ นักเรียนที่มีหน้าที่เรียนรู้ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้อะไร กำลังต้องอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ บ่มเพาะ ฝึกฝน ... อาจารย์ท่านว่าอย่างไร น้อมรับมาทั้งหมด รับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง นำมาวิเคราะห์พิจารณาด้วยสติและปัญญา โดยปราศจาก หัวโขนที่เคยสวมใส่ไว้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา...

 

 

                ถนนน่ะมีไว้ให้เดินทาง... ปัญหาก็มีไว้ให้ก้าวข้าม....น่ะสิ

 

       คิดตามที่ท่านให้กล่าวไว้... น่าจะจริงนะ เราเสนอ อาจารย์ก็ต้องถาม ต้องวิพากษ์ ต้องให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านทำด้วยใจที่มีเมตตา ต้องการให้งานของนิสิตดีและทำต่อไปจนลุล่วง ... ท่านจะพูดอย่างไร เราต้องเข้าใจและน้อมใจลงยอมรับ สาระอันแท้จริงที่ท่านต้องการมอบให้เรา แล้วจะมามัว เมาหมัดกันให้เสียเวลาทำไมกัน... ใคร ๆ ก็ต้องผ่านกระบวนการนี้ทั้งนั้น  เราก็แก้ไป ทำตามที่อาจารย์ให้ข้อคิดเห็น กี่ครั้งกี่หนก็ทำไปสิ...อย่าท้อ อย่าหยุด อย่ากลัว ....เจ้าตัวอัตตา นี้ต้องถูกกลบ ลบไป จนอ่อนแรงไปในที่สุด ...

 

        วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ท่านจะนำเสนอหัวข้อเพิ่มเติมอีกครั้ง .... คราวนี้ท่านกล่าวด้วยเสียงเจือหัวเราะว่า... "คราวนี้ผ่านแน่แล้ว เพราะถอดหัวโขนออกแล้ว..."

 

        ต้องไปให้กำลังใจท่านเสียหน่อย จะได้ฝึกวิทยายุทธ์ในการ ลดอัตตา ถอดหัวโขน ไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ... สำหรับเทอมต่อไป....

 

                   เจอเองบ้าง จะเป็นอย่างไรบ้างนะเนี่ย....

                                         กราบนมัสการท่านด้วยความขอบพระคุณค่ะ

                                                                             (^___^)