ปุจฉา...
นี้เป็น วิธี สร้างสติ แบบสมถะกรรมฐาน แบบหนึ่ง เพื่อให้ปลงในร่างกายนี้ น่าจะใช่หรือไม่? :)
(ที่มาจากบันทึก ชวนม่วนชื่น : เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ...)
ถูกต้อง ๆ
เพราะเมื่อครั้นที่เราหลงอยู่ใน "กามรมณ์" ตอนนั้นเราไม่มีสติ
อารมณ์ทุกอย่างทำให้ลมหายใจของเรานั้นสั้น การที่มีลมหายใจสั้นนั้น ร่างกายนี้จะแปรปรวน เลือดจะขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ
ร่างกายก็ไม่ดี จิตก็ไม่มีสติ ก็แย่กันไปใหญ่...
ครั้นเมื่อเราคิดถึงสัจธรรมแห่งร่างกายโดยการเจริญอสุภกรรมฐานแล้ว
สติก็จะ "สะดุด" แล้วพลิกฟื้นตื่นขึ้นมา ณ ปัจจุบันขณะ
คล้าย ๆ กับเราเอาเครื่องชอร์ตที่เขาใช้ปั๊มหัวใจไปใช้ตอนที่กับคนที่ใกล้จะตาย หรือไม่มีชีพจรแล้ว
ตอนนั้นเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
เมื่อหลงอยู่ในกามรมณ์ ชีวิตเราก็อยู่ในขั้น "โคม่า" ต้องใช้อุบายการภาวนาหนัก ๆ เช่นนี้เข้าไปช็อต "ช็อตแล้ว ช็อตอีก" ช็อตให้ได้สติ แล้วนำสติที่ได้กลับมานี้มาเจริญปัญญา
ที่สำคัญต้องเจริญภาวนาเป็นประจำ จึงจะสามารถถ่ายถอนตัณหานุสัยออกจากจิตจากใจเสียได้
เมื่อถอนตัณหาอันมีกามราคะออกจากใจเสียได้แล้ว จิตใจก็จะปลอดโปร่ง โล่ง และสบาย ตัดเสียสิ้นความทุกข์จากใจไปได้อีกมาก
วิปัสสนากรรมฐานนี้สามารถใช้ได้ ทั้งในปัจจุบันขณะ และใช้กับการปฏิบัติอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ
ความพากเพียรในวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้นั้นเอง จักพาเราละซึ่งตัณหาทั้งสามนั้นได้อย่างเด็ดขาดและเฉียบพลัน

สาธุ...
แต่ก่อนก็เป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย ดูแล้ววุ่นวาย
ระยะหลังมาศึกษาธรรมมากขึ้นตามโอกาส ก็ทำให้มีสติมากขึ้น
เข้าใจชีวิต เข้าใจทุกคนมากขึ้น การงานก็ดีขึ้น
หยุดตัณหาได้มากเชียว
ใช่นี้คือ การหลงอยู่ในกามรมณ์
เมื่อหลงอยู่ในกามรมณ์ แบบไม่รู้ตัว แก้ยาก ทุกข์
หลงยึดติดเอาเป็นที่พึ่ง นั้นไม่สามารถเป็นสรณะอันประเสริฐได้เลยเพราะไม่มีอะไรเที่ยงทั้งยังเป็นการพึ่งปัจจัยภายนอก
.
ของตัวเอง มักพบว่า จะใช้ มรณานุสสติ แล้วได้ผล
หลาย ๆ คนที่มาอยู่วัดเพื่อ "เตรียมตัวตาย" เพราะหมอบอกว่าเขาคงจะอยู่ได้อีกไม่นานนั้น เขาไม่ยอมตายสักที บางคนอยู่เป็นสิบ ๆ ปีก็ยังไม่ตาย
เพราะมาที่นี่เขามี "รอยยิ้ม" มีเสียงหัวเราะ มีความสุข
คนยิ้มนั้น กายยิ้มและใจก็ย่อม "ยิ้ม"
รอยยิ้มเป็นยาอันวิเศษที่จะรักษาชีวิตนี้ ร่างกายนี้ จิตใจด้วยนี้
เมื่อยิ้มมา ปัญญาก็เกิด
รอยยิ้มจึงเป็นสรณะ (ที่พึ่ง) อันประเสริฐเพราะเมตตา
"เมตตา" ยิ้มให้ตนเองและผู้อื่น ชีวิตจะสดชื่นทั้งคืนวัน...