ประสบการณ์อันล้ำค่ากับทุน AFS-JENESYS 08

ประสบการณ์อันล้ำค่ากับทุน AFS-JENESYS 08 

 

         สวัสดีค่ะ  ดิฉันชื่อ นางสาว บวรรัตน์ สอนชู  นักเรียนชั้น ม. 5/5   ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา  ดิฉันได้มีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนระยะสั้นโครงการ  AFS-JENESYS 08  ณ ประเทศญี่ปุ่น  ระหว่างวันที่ 4-18 ธันวาคม 2551  โครงการนี้  จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับ AFS  7 ประเทศ คือ ไทย,ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์,อินโดนีเซีย,อินเดีย,มาเลเซีย และฟิลิปปินส์      AFS-JENESYS  เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เยาวชนในทวีปเอเชีย ได้ศึกษาเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น และส่งเสริมให้เกิดความใจอันดีที่นำไปสู่การสร้างสันติภาพในโลก (แต่จริงๆแล้วคณะคนไทย 66 คน เดินทางวันที่ 8 เนื่องจากติดปัญหาสนามบิน  เลยอดเที่ยวตามเมืองต่างๆในช่วง 4 วันแรก)

     ดิฉันใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงถึง Narita Airport(ถึงจะเล็ก แต่ใช้ประโยชน์คุ้ม ไม่เหมือนบางประเทศ)  จากนั้นคณะของเรา จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เพื่อแยกย้ายไปสมทบกับชาติอื่นโดยกลุ่มของฉันเดินทางไปที่ Kyoto พักที่นั่น 1 คืน  วันรุ่งขึ้นเดินทางไป Host Community โดยดิฉันขึ้นบัส J(da best bus ever)  ร่วมกับเพื่อนคนไทยอีกสองคน ซึ่งเพื่อนต่างชาติทุกคน ให้การต้อนรับเราสามคนดีมาก ชวนเล่น ชวนคุยตลอดราวกับว่าสนิทกันมาเป็นปี  ดิฉันได้ไปอยู่เมือง Fukui กับเพื่อนๆอีก 6 ชาติ (ชาติละหนึ่ง ยกเว้น Aus. มี4 คน) กับครูอีกหนึ่งคน จาก Aus.

    Host Family ที่ไปอยู่ด้วยคือ 西浦(Nishiura) มีสมาชิก 4คน คือ Masae (คุณพ่อ),Youko (คุณแม่), Aoi และ Nozomi  ตลอดเวลาที่ดิฉันใช้เวลาอยู่กับ Host Family  ถึงมันจะเป็นเวลาอันสั้น  แต่ครอบครัว Nishiura ก็ได้ทำให้ เด็กสาวไทยผู้พลัดถิ่น(ระยะสั้น) ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้จริงๆ  เพราะทุกคนดีกับดิฉันเหลือเกิน  ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นการพาดิฉันไปเล่น Ice Skating  พาไปกินปลา SABA  ต่อด้วยซูชิ  แล้วก็ร้านหนังสือการ์ตูน

    Host School  ที่ดิฉันกับเพื่อนๆไปเรียนคือ Takefu Higashi HS  ทุกวันๆดิฉันต้องออกจากบ้านเวลา 7:00  เพื่อไปขึ้นรถไฟ แล้วก็ต่อรถบัส  ถึงโรงเรียนเวลา 8:30 น   ที่โรงเรียนมีเรียนวันละ 8 คาบ คาบละ 50 นาที (เสียงกริ่งหมดคาบเหมือนของเราเป๊ะ) มีเวลา 5 นาทีให้เดินเปลี่ยนคาบ  จากนั้นจะไม่มีนักเรียนอยู่นอกห้องเรียนให้เห็นอีก  โดยทุกเย็นจะมีการเข้าคลับทำกิจกรรม  ดิฉันไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าร่วมชั้นเรียนของโรงเรียนมากนัก  ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษกับเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกันเอง  โดยทาง Chapter จะมีการจัดพาพวกเราไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกโรงเรียน เช่นทัศนศึกษาโรงงานในเขต Fukui  ทำขนมโมจิ      ตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียนดิฉันเห็นได้ชัดเลยว่า เด็กญี่ปุ่นเก่งภาษาอังกฤษน้อยกว่าเด็กไทย  แต่ความพยายามที่จะพัฒนามีมากกว่าเราเยอะ  พยายามพูดกับดิฉันตลอด   ถึงบางคนจะวิ่งเข้ามา Hello แล้วก็วิ่งหนีไป(นี่ชั้นน่ากลัวเหรอ)  แต่ก็จะกลับมาพูดกับดิฉันอีกจนได้     วันสุดท้ายที่ดิฉันอยู่ที่ Chapter  มีการจัดงานเลี้ยงให้  โดยที่งานนี้  ดิฉันได้พบกับ เด็กAFS ระยะหนึ่งปี สามคนจาก USA, Norway และ ประเทศไทย   ส่วนตอนบ่ายก็ไปชอปปิ้งกับเพื่อนๆ 

วันต่อมาเป็นวันที่เราต้องร่ำลา Host Family  แล้วกลับไปรวมตัวที่ Tokyo  จากนั้น ก็ไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ นั่งเรือล่องแม่น้ำผ่านใจกลางกรุงโตเกียว  และแล้ววันสุดท้ายที่ญี่ปุ่นก็มาถึง  วันนี้เป็นวันที่พวกเรามีกิจกรรมร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย  เราเรียกมันว่า AFS FESTIVAL  จัดขึ้นที่สนามแข่งขันซูโม่ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น(ประมาณเมืองทองธานีบ้านเรา)โดยทุกชาติจะต้องแสดงการแสดงประจำชาติของตัวเอง  ประเทศไทยเราได้แสดงระบำร่ำเปิงลำปาง และเซิ้งกระติ๊บข้าว  ซึ่งได้รับคำชมเป็นอย่างมาก  ที่งานนี้จะเป็นที่ที่เราจะได้เจอเพื่อนบางชาติเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับ เพราะพักคนละโรงแรม ทำให้มีการร้องไห้เกิดขึ้นมากมาย  และแล้ววันรุ่งขึ้นเป็นวันที่พวกเรา 66 ชีวิตต้องบินกลับมาตุภูมิ  ประเทศไทยเป็นประเทศที่สองที่ต้องออกจากโรงแรม  ต่อจากฟิลิปปินส์  ซึ่งดิฉันมีเพื่อนจาก Aus และ NZ  ลงมาส่ง  ซึ่งตอนแรกดิฉันคิดว่าจะไม่ร้องไห้อีก  แต่เห็นหน้าเพื่อนแล้วมันอดไม่ได้จริงๆเพราะเวลาที่เรามีด้วยกันมันช่างน่าจดจำเหลือเกิน  ก็เลยมัวกอดกันแน่นอยู่ตรงนั้น  จนกระทั่งโดนเร่งว่าอาจจะขึ้นเครื่องไม่ทันก็เลยต้องยอมขึ้นรถไปสนามบิน

    ดิฉันต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่มีส่วนในการช่วยให้ดิฉันได้รับโอกาสดีๆอย่างนี้ในชีวิต  ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ได้สอนสั่งดิฉันมา(อยู่นู่นต้องใช้ทุกวิชาจริงๆ)  และโดยเฉพาะอาจารย์ สุพร บรรจงที่สละเวลา มาติวสอบสัมภาษณ์ให้

    การไปญี่ปุ่นครั้งนี้เวลาช่างสั้นนัก  แต่ก็เต็มไปด้วยประสบการณ์ต่างๆมากมายโดยเฉพาะเรื่องการให้อภัย  เพราะเวลาที่อยู่กับเพื่อนมีบ้างที่บางคน เห็นไม่ตรงกับคนอื่นหรือทำอะไรที่คนอื่นรับไม่ได้  พวกเราก็ต้องท่องว่า Things are not right or wrong, they are just different.  เพราะถ้าเราเข้าใจว่า สิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่เขาทำได้อย่างถูกต้องในสังคมของเขา เราก็พร้อมที่จะให้อภัยและเรียนรู้มัน  ปัญหาก็ย่อมไม่เกิด เหมือนคำของ AFS ที่ว่า   UNDERSTANDING OTHERS, WE CAN MAKE  PEACE.