สคส. กำลังเผชิญความท้าทาย เพราะจะต้องจัดการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งหนึ่ง ที่เป็นคนเก่งระดับครีมของครีมของประเทศ มีคนมาบอกว่าใน ๒๑ คนที่จะมาเป็นคนสอบได้ที่ ๑ ของประเทศ ๕ คน
มีคนมาขู่ว่า ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้สมองไวยิ่งกว่าปรอท ลูกน้องพูดยังไม่ทันจบท่านก็พูดต่อให้กลับไปดำเนินการ หรือพูดในภาษา KM ท่านเหล่านี้ฟังไม่เป็น ไม่รู้จัก deep listening หัวสมองแล่นอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่สมองซีกซ้ายพองโตแต่สมองซีกขวาลีบ
ทางองค์กรเขาขอให้ สคส. จัดให้ท่านเหล่านี้รู้จัก KM แนว สคส. และเรียนรู้วิธี empower การ ลปรร. ของลูกน้อง เราจัดแบบใหม่ คือพาไปดูงาน ๒ หน่วยงานที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ให้เห็นว่า คนที่ไม่มีพื้นฐานการศึกษาสูงๆ ก็เรียนรู้และสร้างสรรค์ได้ ถ้าจัดบรรยากาศให้เอื้อ
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งรู้เข้าก็ท้าทายว่า เราจะจับคนเก่งสุดๆ ๒๑ คนนี้ให้เข้ากระบวนการของเราได้อย่างไร ผมเสนอว่าให้บอกในตอน BAR หลังรถบัสเคลื่อนที่ ว่า สคส. ไม่มีเจตนามาบอกอะไรแก่ท่านเลย แต่ได้ออกแบบการเรียนรู้แนวใหม่ โดยจะพาท่านไปดูของจริง ๒ แบบ ๒ สถานการณ์ แล้วอยากให้ท่านบอกเราว่าท่านเห็นอะไร และประเทศไทยสังคมไทย (รวมทั้งหน่วยงานของท่าน) ควรเอาสิ่งที่ท่านเห็นไปใช้ในการพัฒนาประเทศ/องค์กร อย่างไร
เท่ากับให้คนเก่งเรียนรู้จากผัสสะของตนเอง จากการตีความสิ่งที่ไปพบเห็นซักถาม โดยที่ที่สำคัญคือแต่ละคนตีความอย่างอิสระ ใช้วิธีเสวนากัน ไม่ใช้อภิปรายโต้แย้งกัน
เป็นการ “สอนแบบไม่สอน” หรือเป็นการให้คนเก่งเรียนรู้จากการสอนคนอื่น หรือโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั่นเอง
ผู้ใหญ่ท่านนั้น ร้องว่า “ใช่เลย” นี่คือวิธีที่จะทำให้คนเก่งสนุกกับกิจกรรม KM ได้
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ก.พ. ๕๒
อย่างที่ท่าอาจารย์พูดเลยครับ การจัดการกับคนที่เก่ง ต้องให้เห็นเองคิดเอง ทำเอง เรียนรู้จากของจริงครับ
ขอบคุณสำหรับวิธีการด้วยครับ ถ้ามีโอกาสจะได้นำมาใช้กับองค์กร
ความยากและท้าทายเห็นจะเป็น "ถ้าหากมีใครอยากสรุป" ขึ้นมานะครับ
อาจารย์มีเทคนิคการสร้างความรู้แก่บุคคลต่างๆได้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของแต่ละคนได้อย่างยอดเยี่ยม มีโอกาสจะพาคณะครูไปเยียมคารวะท่านเผื่อจะได้อะไรดีๆจากท่านบ้าง อย่างน้อยคงจะได้คำแนะนำในการพัฒนาการจัดการความรู้ในสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในการทำKM
ผมเคยไปสัมมนาที่สิงคโปร์ เกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรม เป็นการรวมเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยจากหลายๆแห่งไปร่วมกันทำworkshop เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรม วิธีการที่น่าสนใจก็คือ ทุกคนจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านทางการเขียนสิ่งที่ตัวเองคิดในแต่ละหัวข้อในกระดาษโพสอิท แล้วนำไปติดไว้ที่บอร์ดกลางห้องโดยไม่มีการคุยกันเลย จนกว่าหัวข้อในการแสดงความคิดเห็นจะเสร็จสิ้น ทุกคนถึงจะมาร่วมกันอภิปรายแนวคิดบนบอร์ดทีละแนวคิด แล้วก็ร่วมกันหาข้อสรุป ดูเหมือนทุกคนจะสนุกกันมากเลย เพราะเราสามารถแสดงความคิดได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแย่งกัน ที่สำคัญตอนหลังยังมานั่งลุ้นอีกว่า เพื่อนๆที่ไปสัมมนามีความคิดเห็นเกี่ยวกับไอเดียของเรายังไง
บางที ความเงียบก็มีประโยชน์ และได้งานมากกว่าเสียงดัง