หากเราเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารได้แล้ว จะมีอะไรดีๆอีกหลายอย่างที่เราได้รับ

ช่วงนี้วุ่นมากจริงๆ ช่วงเดือนนี้จะต้องเคลียร์งานที่คั่งค้าง(ข้ามปี)ให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อรอรับกับการตรวจสอบ(Audit) ประจำปีจากผู้สอบ ไม่มีทั้งเวลาไปไหนเท่าไหร่ พอวันก่อนไปธนาคารหลังจากไม่ได้ไปมาร่วมสามเดือน เนื่องจากพอมีเงินก็จะเป็นหน้าที่ของภรรยาเก็บอยู่แล้ว... พอมีโอกาสได้ไปธนาคารซักครั้งในรอบหลายเดือนก็ถูกยิงคำถามจากพนักงาน(สาวๆ)หลายท่านว่า "ไปทำอะไรมา ทำไมผอมลงได้อย่างงี้" บางคนก็บอกว่า "ทำยังไง ขอสูตรหน่อย" หรือว่า "ขอเคล็บลับหน่อยสิ เคล็ดลับความหล่อน่ะ" ฮ่าๆๆ เคล็ดลับจริงๆ มีอยู่ และหลายๆคนอาจจะเคยอ่านผ่านตามาแล้วแต่พอลองทำดูทำได้ไม่นานก็ต้องเลิกไป เพราะข้อจำกัดหลายๆอย่าง คือต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมให้ได้อย่างนั้น

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยน เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตของเราให้ดีขึ้น ปัจจัยที่เปลี่ยนไม่ได้อาจจะเป็นหน้าที่การงาน บางคนต้องทำงานในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯหรือระยอง ที่มีปัญหามลภาวะเป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของเรา แต่เราก็ยังมีปัจจัยที่เราควบคุมได้เช่นกันคือ อาหารการกิน และการออกกำลังกาย

ที่ผ่านมาสิบเดือนนี้ น้ำหนักของผมลดลงไป 20 กิโล  ถ้าคิดเป็น % แล้วก็คงราวๆ 16 ถึง 17% จากน้ำหนักเดิม เกิดจากการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกายในหนังสือและในเว็บต่างๆหลายๆแห่ง ได้ข้อสรุป(เมื่อสิบเดือนก่อน)ว่าผมจะต้องเปลี่ยนการบริโภคของผมจากหน้ามือ--->หลังมือ และต้องออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 วัน!!! โอ้แม่เจ้า...จะทำได้หรือเนี่ย หลังจากนั้นผ่านไปสองเดือน ผมก็เริ่มทำได้ จากที่เคยชอบทาน หมูทอดกระเทียม ผัดกระเพรา ไข่เจียว ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ไก่ย่าง(แบบน้ำมันเยิ้มๆ หวานอร่อยสุดยอด) ก็เริ่มเปลี่ยนเป็น อกไก่เอาหนังออก อบด้วยฝาอบ มันอบ ปลาย่างไฟอ่อนๆ ขนมปังโฮลวีท ไข่ต้ม(เน้นไข่ขาว ไข่แดงทานวันละไม่เกิน 2 ฟอง) ข้าวกล้อง นมปราศจากไขมัน หรือนมถั่วเหลือง(ไม่มีไขมัน ผสมงาดำและมีน้ำตาลต่ำได้ยิ่งดี) ผักสลัด(จากห้างฯในตอนแรกๆ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไปซื้อจากฟาร์มโดยตรง เพราะคนในบ้านหันมาทานผักกันมากขึ้น และผักจากฟาร์มhydroponic ถูกกว่าในห้างราว 5-10 เท่า)

ให้เลี่ยงไขมันจากเนื้อสัตว์ให้ได้ และหลีกเลี่ยงการทอด เช่นหันมาทาน อกไก่อบ กุ้งลวก(ลวกเสร็จแล้วให้แช่น้ำใส่น้ำแข็งทันทีจะอร่อยมาก) ปลาทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ หากจะทอด ก็พยายามใช้น้ำมันน้อยๆไฟอ่อนๆใช้กระทะที่อาหารไม่ติด บางทีเปลี่ยนเป็นใช้น้ำใส่กระทะต้มแทนเลย ในการผัดก็เช่นเดียวกัน ใช้น้ำมันน้อยมาก( 1 ช้อนชาก็พอ)แล้วใช้น้ำสะอาดแทนน้ำมันซักหน่อย ก็จะหลีกเลี่ยงจากน้ำมันได้ จำไว้ว่า น้ำมันให้พลังงานมากกว่า โปรตีน และ คาร์บ ถึงเท่าตัวกว่า คือ 9 กิโลแคลอรี่ อีกอย่างคือ เราไม่ควรจะหลีกเลี่ยงน้ำมันทั้งหมด เพราะน้ำมันบางชนิดมีคุณค่าต่อร่างกาย คนเราต้องการน้ำมัน(ในอาหารทั้งวัน)รวมแล้วราวๆ 25 - 30 กรัม หากจะทอดหรือผัดไฟแรง ใช้น้ำมันเมล็ดชาแทน ถ้าใช้ไฟอ่อนๆก็ใช้น้ำมันมะกอก หรือทานอาหารเสริมน้ำมันปลาบ้าง รวมแล้ววันนึงก็ไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง(โดยดูจากฉลากบอกสารอาหาร) แต่มียกเว้นในบางกรณีเช่น น้ำมันมะพร้าว แม้จะมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่โครงสร้างของไขมันสั้น และมีการวิจัยว่าให้ประโยชน์กับร่างกาย บางคนทานน้ำมันมะพร้าววันละสองช้อนโต๊ะหลังอาหารแล้วสุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณดี(ไม่รู้จริงรึเปล่า ฟังเค้ามา ยังไม่เคยทานเอง) น้ำมันที่ดีๆที่หาซื้อได้ตามร้านค้าหรือห้างทั่วไปก็มี น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันรำข้าว

แป้ง เป็นสิ่งที่ร่างกายเราจะนำมาสะสมไว้เป็นไขมัน(ห่วงยางรอบพุง)ได้ดีที่สุด ดังนั้นเราไม่ควรทานมากเกินไป เน้นว่ามากเกินไปไม่ได้หมายถึงไม่ทานเลย แต่ต้องทานให้พอดีกับความต้องการในแต่ละวัน ส่วนน้ำตาลให้เลี่ยงให้มากที่สุด เพราะจริงๆแล้วร่างกายเราสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลได้ วันหนึ่งๆไม่ควรเติมน้ำตาลมากไปกว่า 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม มากกว่านี้..อ้วนแน่ๆ(ขู่ไว้ก่อน ถ้าออกกำลังกายเยอะก็ไม่อ้วนเพราะร่างกายเผาผลาญคาร์บมาเป็นพลังงานเป็นอันดับแรก)

โปรตีน หลีกเลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันแทรกอยู่สูง เช่น ทานปลาทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ ซึ่งให้โปรตีนสูงมากและไขมันน้อยมาก แทนการทานทีโบนเสต็กเป็นต้น คนเราสามารถดูดซึมโปรตีนต่อมื้อได้ราว 25 - 30 กรัม เท่านั้น วันหนึ่งๆเราต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ (ชั่งเป็นกิโลก็คูณด้วย 2.2 เข้าไป) แต่ในปริมาณที่แนะนำทั่วๆไปนั้นอยู่ที่ราว 70 กรัมเท่านั้น

เครื่องปรุงต่างๆให้เน้นเครื่องเทศ แทนการใช้เกลือ น้ำปลา น้ำตาล เพราะเครื่องเทศดีต่อสุขภาพมากกว่าเครื่องปรุงเหล่านั้น

ปริมาณสารอาหารต่างๆในอาหารมีไม่เท่ากัน และไม่ใช่คิดตามน้ำหนักอาหาร เช่น ในข้าวไม่ได้ประกอบไปด้วยคาร์บเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโปรตีน ไขมัน น้ำ ใยอาหาร แคลเซียม โซเดียม ฯลฯ รวมอยู่ด้วย หนังสือ "อร่อยได้ อร่อยดี ไม่มีอ้วน" ของ รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล มีตารางบอกปริมาณของสารอาหารประกอบเหล่านี้ในอาหารหนัก 100 กรัม อยู่หลายชนิด (อาหาร ผัก ผลไม้ น้ำมัน รวมแล้วราว 200 ชนิดได้มั๊ง) ถ้าเกิดความสงสัยว่าเอ๊ะ เราต้องการพลังงาน 2150 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เราจะกินอะไรบ้างดี ก็ใช้การเปิดดูข้อมูลเหล่านี้ได้ คำนวณปริมาณไขมัน โปรตีน แล้วเราจะรู้ว่าเราควรทานคาร์บวันละเท่าไหร่โดยการคำนวณย้อนกลับ ถ้าให้ง่ายคือใช้พวก สเปรดชีส (Excel, Openoffice.org Cal) ช่วยคำนวณจะง่ายขึ้น

จะว่าไปการทานอาหารก็เทียบได้กับศิลปะอย่างหนึ่ง หากเราใช้วัสดุในการทำไม่ดี ผลงาน(รูปร่าง)ที่ได้ออกมาก็อาจจะไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ศิลปะการอาหารนั้นไม่ใช่แค่ สี รูปร่าง หน้าตาของการจัดจานอาหาร ที่สำคัญที่สุดคือ ปริมาณสารอาหาร ที่เราได้รับจากอาหารจานนั้นต่างหาก

ถึงตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ทานอย่างมีศิลปะ(ว่ากันตรงๆก็คือ มีสมองหรือมีหัวคิด) กันหน่อยก็จะช่วยให้สุขภาพของเราดีขึ้น