การแบกของหนักเป็นทุกข์

วันนี้... ได้รับรู้เรื่องราวที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะบางอย่างเราก็ไม่มีหน้าที่โดยตรงที่จะเข้าไปจัดการได้ และถ้าจะต้องดำเนินการก็ต้องประสานคนหลายฝ่าย ซึ่งก็ยังคาดคะเนไม่ได้ว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไรบ้าง จะแน่ใจได้ก็เพียงอย่างเดียวในขณะนี้ คือต้องการให้สภาพที่เป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น... นี้ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง การรับรู้ความไม่ได้เรื่องของคนใกล้ชิดบางคน ซึ่งผิดซ้ำๆ ซากๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าว่าสิ่งนั้นก่อให้เกิดปัญหาเฉพาะเจ้าตัวคนเดียวก็พอทน แต่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบไปยังคนอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รักใคร่ห่วงใยส่วนตัวด้วย ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เบื่อ เซ็ง รำคาญ และอื่นๆ ที่ยากจะบรรยาย.... นี้ประการต่อมา

ยังมีอีกหลายประการ แต่ประการสุดท้ายที่ต้องการจะบ่นก็คือ ความไม่เอาไหน ความไม่ได้เรื่อง ความเกียจคร้าน รวมความว่าบรรดากิเลสของตนเองนั่นแหละ... ตอนนี้มีงานที่จะต้องเขียนอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเรียบเรียงเรื่องเจ้าปายาสิฯ ใหม่เพื่อจะได้พิมพ์เป็นเล่ม (คลิกที่นี้) ตามที่รับปากพี่ท่านไว้ หลังจากเขียนในบล็อกเสร็จก็ยังไม่ได้เริ่มเลย... อีกเรื่องก็มงคลสูตร (คลิกที่นี้) ซึ่งมีสำนักพิมพ์สนใจติดต่อมาว่าจะเอาไปพิมพ์เผยแพร่ โดยขอต้นฉบับที่ขัดเกลาสำนวนแล้ว รับปากไว้ว่าเสร็จเมื่อไหร่จะส่งไป สองเดือนผ่านไปก็ยังไม่ได้เริ่ม เมื่อ ๔-๕ วันก่อนก็ทวงถามมาอีก จึงบอกกลับไปว่ายังไม่ได้เริ่มเพราะ ตอนนี้ไม่มีไฟ ! (5 5 5...)

เมื่อหลายๆ อย่างถมทับความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ก็นอนเพ่งไปที่ความรู้สึก ทำให้นึกถึงบทสวดมนต์แปลของสำนักสวนโมกข์ตอนหนึ่งว่า....

  • ภารา หะเว ปัญจักขันธา        ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ
  • ภาระหาโร จะ ปุคคะโล          บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
  • ภาราทานัง ทุกขัง โลเก         การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก
  • ภาระนิกเขปะนัง สุขัง            การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข
  • นิกขิปิต๎วา คะรุง ภารัง           พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว
  • อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ         ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก
  • สะมูลัง ตัณหัง อัพพุย๎หะ       เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก
  • นิจฉาโต ปะรินิพพุโต             เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนาดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ

คาถานี้มาจากภารสูตร ผู้ใคร่จะอ่านจากพระไตรปิฏกโดยตรง เชิญคลิกที่นี้

 

ครั้นแล้วก็รำลึกไปถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นเป็นอุดมคติแห่งชีวิต... แต่สำหรับพระปุถุชนคนยังปล่อยวางและปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง... ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นทันที ระหว่างชีวิตในอุดมคติกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่...

คนนะสอนยาก (แต่ตัวเองนะสอนยากที่สุด) เรียนหนังสือมาก็เยอะ แต่ก็ไม่อาจสอนคนใกล้ชิดหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก จึงรู้สึกเบื่อๆ...

อย่างไรก็ตาม แม้สอนคนอื่นให้เปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ แต่ทุกคราวที่มีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งที่เคยเรียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมะของพระพุทธเจ้า มักจะผุดขึ้นมาสู่คลองความคิดเสมอ ได้แค่นี้ ผู้เขียนก็ภูมิใจแล้ว...