ไปศึกษาดูงานประเทศอิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เที่ยวนี้

ต้องทำการบ้านส่งรายงานครูใหญ่

มีเรื่องที่ต้องมาขบคิดมากมาย..

โดยเฉพาะนโยบายเชิงคุณธรรม จริยธรรมของคนในชาติ

ไปเห็นการสร้างวินัยทางสังคมที่เคร่งครัด บริหารกฎหมายสู้กับกิเลสได้อย่างน่าอัศจรรย์

เอาแค่เรื่องไม่มีการจำหน่ายสุรา ไม่มียาเสพติด ไม่มีคลับ บาร์ ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์

ไม่มีการลักเล็กขโมยน้อยก็สุดยอดแล้วละครับ

ผู้หญิงไม่ว่าชาติไหน จะเข้าประเทศเขาต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะ

ทุกคนต้องร่วมมืออย่างเคร่งครัด ไม่อย่างนั้นอย่าแหยม

ลักขโมย เจ้าชู้ ข่มขืน ได้ไหม

ได้..แต่ถ้าจับได้ ตัดมือ จับแขวนคอลูกเดียว

เจอมาตรการนี้เข้า จู๋หดกันเป็นแถว

แค่เรื่องน้ำจิ้ม ..ก็มีเรื่องเล่าไม่จบสิ้นแล้วละครับ

(คนมีปัญญา เอาทรายในทะเลมาถมเป็นเกาะสร้างตึกสูงที่สุดในโลก)

ไม่รู้จะเริ่มต้นเล่ายังไงดี มีเรื่องเด็ด ๆ เต็มสมอง หัวใจก็ล้นปรี่ ส่วนความคิดถึงชาวลานไม่ต้องพูด มากกว่าลงแดงสักหมื่นเท่าได้มั๊ง ไปตะวันออกกลางเที่ยวนี้ต้องทำการบ้านส่งหลายฉบับ ทำสื่อ VCD ไปเปิดในงานตีแตกอีสานด้วย สถาบันพระปกเกล้าจัดให้ไปดูงานในจุดพิเศษ ๆ หลายแห่ง เช่น ไปดูการประชุมรัฐสภาอิหร่าน ไปฟังบรรยายสรุปที่สถานกงศุลไทย และสถานฑูตไทย ในวันนั้นมีม๊อบมาเดินขบวนด้วย ไปชมพระราชวังพระเจ้าซาร์ ไปชมพิพิธภัณฑ์โคตรเพชร พิพิธภัณฑ์พรม ไปมหาวิหารอิสลามที่อลังการณ์ นั่งรถผ่านทะเลทรายนับพันกิโลเมตร ไปแหล่งชอปปิ้งที่พิลึกกึกกือที่สุดในโลก ไปชมเมืองดูไบที่กำลังสร้างอาคารสูงที่สุดในโลก โรงแรมที่ห้องพักคืนละ ๙ แสนบาท อควาเรียมที่สวยงามมาก ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยที่สอนคนไปเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทั่วโลก ไปกินโรตีที่ทันสมัยใช้ไฟแก๊สพ่นใส่โอ่ง แผ่นโต ๆ จิ้มแจ่วอาหรับ แหม..หอม อิ อิ มากเลยละ แต่ไปเมืองไหนเขาก็เสริฟโรตีหลายรูปแบบ คิดถึงอาเหลียงเป็นบ้าเลยตอนนั้น ยังได้กินไก่กินปลาที่ปรุงตามแบบฉบับของเขาแทบทุกมื้อ หลายคนรอดมาได้เพราะมาม่า  เป็นการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมต่างชาติแบบถึงลูกถึงคน  ..บางกลุ่มเดินไปจ๊ะเอ๋ท่านอดีตนายก กลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง

              (โรงแรมรูปเรือใบ กลางคืนส่องแสงเปลี่ยนสีตึก มีชื่อเสียงไปทั่วโลก)

..ลงเครื่องมา ท่านคอนกรุณาไปรับ ทันอกทันใจดีแท้ ๆ ก่อนอื่นก็โทรล่วงหน้าบอกป้าแมวทำกับข้าวรอ ผัดกระเพราไก่ไข่ดาว ผัดพริกเผาทะเล แกงป่าไก่ นั่งฟาดคนเดียว หลวงพี่ติ๊กท่านก็เลยเวลาฉัน ส่วนท่านอัยการฯ รอต่อเครื่องไปภูเก็ตเย็นนี้ ครูปูก็ติดงานยุ่ง ขนกระเป๋าขึ้นห้อง ถอดเสื้อชั้นนอกออก ก็ดิ่งไปร้านป้าแมว อาหารที่สั่งรออยู่แล้ว จึงดับกระหายคลายเครียดสมใจอยาก ไม่งั้นไม่มีแรงมานั่งเขียนนี่หรอกนะ

( ฝีมืออัยการชาวเกาะ แอบถ่ายนักเลงกล้องบ้านนอก อิ อิ ..)

เมื่อคืนต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่ 6 ทุ่ม นั่งรถมาสนามบิน ผ่านพิธีการต่าง ๆ ขึ้นเครื่องตอนตี 3 ทุกคนชื้อของพะรุงพะรัง บางคนซื้อกระเป๋าใบใหม่ เอาให้รู้ไปเล๊ยว่าไทยแลนด์บ้าจ่ายขนาดไหน ไปซื้อของเมืองเศรษฐี คำนวณค่าเงินกันจ้าละหวั่น แลกเงินมาเป็นปึก ใบละ 20,000-50,000 เหรียญ  ซื้อของทีควักจ่ายกันเป็นล้าน ดีว่าเป็นเงินของอิหร่าน ถ้าเป็นเงินไทยจ่ายขนาดนั้นคงได้ขี่อูฐกลับมาบ้าน จุดสนุกอยู่ตรงที่พูดต่อรองราคาแบบงู ๆ ปลา ๆ กดเครื่องคิดเลขให้ดู ถูกบ้างผิดบ้างก็หยวน ๆ กันไป ของที่นี่ไม่ถูกหรอกนะ ผ้าพันคอผืนละ 200,000 เหรียญ ที่รองเม้าส์คอมลายพรมโบราณผืนละ 200,000 เหรียญ ปากกาขนนกที่ซื้อมาฝากเจ้าจิ ยังราคา 100,000 เหรียญ ไปคราวนี้หมดเนื้อหมดตัวไปหลายล้านเหรียญ

            ( ตามมากินข้าวไทยที่หุง-ปรุง เมนูต่างๆ ข้าวหมกแพะ-ไก่ แปลกอร่อย )

น้ำหนักที่สายการบินให้เต็มที่คนละ 20 กก. ตอนเช็คน้ำหนักขึ้นเครื่องแทบโลกแตก

อาจารย์ต่าย คิดว่าครูบาไม่ซื้ออะไร น้ำหนักกระเป๋าคงไม่มาก

มาถึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ฉวยกระเป๋าใบเล็กผมไปจากล้อเข็นที่ท่านอัยการขนมา

ไปยื่นหนังสือเดินทาง บอกเจ้าหน้าที่จะรวมกระเป๋าเฉลี่ยน้ำหนัก

ผมก็เข้าใจผิดนึกว่าอาจารย์ต่ายของไม่มาก จะไปขอพึ่งแบกน้ำหนักกลับบ้าน

ที่ไหนได้ อาจารย์ต่ายนะนักชอปปิ้งมืฝีมือดี

ลงทุนซื้อกระเป๋าเพิ่มอีกใบ น้ำหนักเกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้

        ( อาจารย์แหว๋วไปอิหร่าน แปลงสภาพเป็นสาวเปอเซียอย่างกลมกลืน )

กระเป๋า 2 คน รวมกัน ล่อไป 50 กว่า ก.ก.

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า-ออก ไม่ยอมให้ผ่าน

งานนี้ก็กระเจิงกันไปคนละทิศละทางนะสิครับ

ต่างคนต่างไปหาทางเฉลี่ยน้ำหนักกับกลุ่มอื่น

ผมใช้วิธีรวมน้ำหนักกับอีก 4 ท่าน จึงรอดมาได้

ตอนคอนดรัคเตอร์ไปรับคงจะตกใจ

ผมมี 3 ใบ เจ้าตัวใหญ่หนัก 27.5 ก.ก.

กระเป๋าตัวกลาง 5 ก.ก.

อีกใบมีโน้ตบุ๊คหิ้วขึ้นเครื่องเอง

ระหว่างเขียนผมยังเมียงมองกระเป๋าที่ยังไม่มีแรงรื้อ

มันเหนื่อยจริง ๆ เลยนะขอรับ

เอารูปเป็นของฝากก่อนก็แล้วกัน..อิ อิ..

           ( มองจากห้องพัก ภูเขาขาวโพลนด้วยหิมะ อีกภาพถ่ายกับแท๊กซี่หน้าโรงแรม)