แนวทางการจัดการอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่พบบ่อยในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง
เกศนี บุณยวัฒนางกุล, MSN, APN
บทนำ
ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ส่วนใหญ่มักได้รับผลกระทบจากยาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นพยาบาลควรมีแนวทางการจัดการอาการข้างเคียงที่พบบ่อยโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ซึ่งผู้ป่วยเด็กและครอบครัวควรมีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการดูแลทั้งในระยะก่อนรับยา ขณะรับยา และภายหลังรับยาเคมีบำบัด และสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยพยาบาลเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือ ให้ข้อมูล ประเมินอาการและอาการแสดงของ ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด สนับสนุน ประคับประคองด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดระยะเวลาที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัดโดยแนวทางการจัดการดูแล อาจมีแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้
ก่อนรับยาเคมีบำบัด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงโดย
1. การรับประทานอาหาร อาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงาน และสร้างสิ่งที่จำเป็นสำหรับกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ในแต่ละวันร่างกายคนเราต้องการอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเลือกรับประทานอาหารหลากหลายชนิด ใน 1 วัน เช่น นม เนย เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก และผลไม้ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และควรรับประทานให้เป็นเวลา ไม่รับประทานอาหารรสจัดมาก ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้ว ผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในระหว่างรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ควรดูแลให้รับประทานอาหารให้มากในวันที่รู้ตัวว่าสบายดี เพราะจะทำให้ร่างกายทนหรือเผชิญกับผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดได้มากขึ้น
2. การออกกำลังกาย ควรมีการออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยให้กระตุ้นอวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีขนาดโตขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจและปอด ข้อต่อต่างๆ ได้รับการเคลื่อนไหว และผ่อนคลายความตึงเครียด
3. การพักผ่อนนอนหลับ ร่างกายและจิตใจต้องการพักผ่อน เพื่อคลายความตึงเครียด ลดความเมื่อยล้าของร่างการจากการทำกิจกรรมประจำวันหรือการเล่น การหลายวิพักผ่อน สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่การเปลี่ยนท่าทาง เหยียดแขนขา บิดตัวไปมา ดูโทรทัศ ฟังวิทยุ ทำงานอดิเรกหรือกิจกรรมการเล่นที่ชอบ และการพักผ่อนที่ดีที่สุดก็คือการนอนหลับ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้พัก ลดการใช้ออกซิเจนในร่างกาย
4. การขับถ่าย ดูแลไม่ให้ท้องผูก โดยดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักและผลไม้
5. การทำความสะอาดร่างกายเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น อาบน้ำฟอกสบู่วันละ 2 ครั้งเช้า เย็น และสวมเสื้อผ้าสะอาด แปรงฟัน 2 ครั้ง ในตอนเช้าและก่อนนอน ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ สระผม และตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้น ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือภายหลังขับถ่ายทุกครั้ง
จะเห็นว่า แนวทางการดูแลตนเองก่อนได้รับยาเคมีบำบัด มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเด็กและครอบครัว พยาบาลควรให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ให้สามารถดูแลตนเองในด้านต่างๆดังกล่าว ให้ร่างกายแข็งแรง ต่อสู้กับผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดได้อย่างเหมาะสม และมีทัศนคติที่ดีต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
ขณะรับยาเคมีบำบัด
1.ควรระมัดระวังบริเวณให้ยาโดยเฉพาะการให้ยาทางเส้นเลือดดำ หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน หรือระมัดระวังการเคลื่อนไหวตำแหน่งที่ให้ยา ถ้ามีอาการปวด บวม หรือ แดง ต้องรีบรายงานแพทย์หรือพยาบาลทันที เนื่องจากถ้ายารั่วออกนอกเส้นเลือด จะทำให้เกิดเป็นแผลบริเวณฉีดยา ซึ่งจะต้องหยุดยาทันที และเปลี่ยนตำแหน่งฉีดยาใหม่ ภายหลังให้ยา ถ้าเกิดอาการบวมแดงดังกล่าว ให้ใช้น้ำอุ่นประคบ หรือทายาแก้อักเสบตามแพทย์สั่ง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรมาพบแพทย์
2. สังเกตอาการแพ้ยา เช่นมีผื่นตามตัว หายใจเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทราบทันที
3. ยาเคมีบำบัดจะทำให้มีอาการอาเจียน ปากเป็นแผล ติดเชื้อง่าย ฉะนั้นควรเน้นการทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง อวัยวะเพศ ปากและฟัน
ภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด
1. ดูแลให้ผู้ป่วยเด็กดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายสดชื่น และกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เนื่องจากยาเคมีบำบัดบางตัวมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและไต อาจทำให้อักเสบได้ และไตต้องทำหน้าที่ขับของเสียเพิ่มมากขึ้น การดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรืออาจเป็นน้ำหวาน น้ำผลไม้ต่างๆ จะช่วยขับกรดยูริค และช่วยทำให้ไตขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้น
2. ดูแลผู้ป่วยเด็กให้รับประทานอาหารที่เพียงพอ เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเซลที่ถูกทำลายจากยาเคมีบำบัด และเพื่อสร้างเสริมภูมิต้านทานร่างกาย ร่างกายแข็งแรง สามารถเผชิญผลข้างเคียงของร่างกายครั้งต่อๆ ไปได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่รับประทานให้ถูกส่วนครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ไขมัน ผักและผลไม้ ในช่วงที่ได้รับยาเพรดนิโซโลน (prednisolone) ควรรับประทานอาหารที่มีรสจืด มิฉะนั้นจะทำให้อ้วนมาก เพราะร่างกายจะดูดซึมเกลือที่มีอยู่ในอาหารเข้าไปมาก ทำให้อุ้มน้ำไว้จำนวนมาก ผลคือน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก ผลคือน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก และในช่วงที่เกล็ดเลือดน้อย ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารแข็งที่ต้องขบเคี้ยว
3. ดูแลผู้ป่วยเด็กให้ได้รับการพักผ่อนหรือออกกำลังกายที่เหมาะสม ถ้ามีอาการอ่อนเพลียควรพักผ่อนมากขึ้น ควรมีกิจกรรมการเล่นหรือออกกำลังกาย แต่ต้องงดการเล่นพละหรือยิมนาสติก ถ้าอยู่ในระยะเกล็ดเลือดต่ำหรือเลือดออกง่าย
นอกจากนี้พยาบาลควรช่วยเหลือป่วยผู้เด็กและครอบครัวให้สามารถจัดการดูแลตนเอง (self-management) ได้เหมาะสมตามระดับพัฒนาการและการรับรู้ของผู้ป่วยเด็กและศักยภาพของแต่ละครอบครัว เพื่อลดอาการข้างเคียงจากความรุนแรงของยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เยื่อบุช่องปากอักเสบ การติดเชื้อ เลือดออกง่าย ซีด ท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยเด็กทุกรายเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ แต่หากเด็กทุกคนรวมทั้งครอบครัว มีความรู้ความเข้าใจเรื่องผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวสามารถจัดการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งอาจช่วยบรรเทาหรือลดอาการรุนแรงเหล่านี้ ตลอดจนป้องกันภาวะแทรกซ้อนให้ทุเลาเบาบางได้
1. คลื่นไส้ อาเจียน เป็นปัญหาแรกที่สำคัญและปัญหาหลัก (high priority) ที่พบบ่อยเมื่อผู้ป่วยเด็กได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ส่วนมากอาการคลื่นไส้อาเจียนขณะหรือภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด อาการจะหายไปภายใน 36 ชั่วโมง ดังนั้นแนวปฏิบัติเพื่อลดความรุนแรงควรทำก่อนให้ยาหรือขณะได้รับยา ดังนี้
1.1 ก่อนได้รับยา ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ไม่เลี่ยน และช่วยให้ผู้ป่วยเด็กมีอาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยลง โดยเฉพาะเวลาเช้า
1.2 เพิ่มอาหารระหว่างมื้อที่เด็กชอบในช่วงกลางวัน และกลางคืน เช่น นม
1.3 ทำความสะอาดปากฟันด้วยน้ำอุ่น และดื่มน้ำหลังอาเจียน
1.4 ควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มใสเย็น เช่น น้ำผลไม้ น้ำหวาน
1.5 รับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง อาจเป็นพวกอาหารอ่อน ย่อยง่าย
1.6 หากิจกรรมการเล่นเบี่ยงเบนความสนใจ (distraction) เพื่อบรรเทา หรือลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รุนแรงลดลง เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกม ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน ในช่วงก่อนได้รับยาหรือขณะได้รับยาเคมีบำบัด
1.7 ปากเป็นแผล เยื่อบุช่องปากอักเสบ แนวทางการป้องกัน และดูแล ได้แก่ ดูแลความสะอาดของปากและฟัน ในตอนเช้าและก่อนนอน หรือกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำยาบ้วนปากชนิดอ่อน หลังรับประทานอาหารทุกครั้ง สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงภายในช่องปากสม่ำเสมอ ถ้ามีริมฝีปากแห้ง แตก อาจใช้วาสซาลีน หรือครีมทาริมฝีปาก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันริมฝีปากแห้งแตก นอกจากมีการป้องกันแล้ว ต้องมีการจัดการดูแลตนอง เพื่อบรรเทาหรือลดอาการอักเสบของเยื่อบุช่องปาก ได้แก่ เมื่อมีแผลในปาก หรือมีเลือดออก ควรทำความสะอาดปากและฟัน อย่างระมัดระวัง โดยแปรงฟันด้วยแปรงขนนุ่ม ใช้สำลือหรือผ้านุ่มสะอาดเช็ดฟัน หากมีเลือดออกตามไรฟันหรือในช่องปาก ให้บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากอ่อนๆ หรือน้ำเกลือเจือจางหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง และควรรับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ด ร้อน เพราะจะทำให้ปากอักเสบและเจ็บแผลในปากเพิ่มมากขึ้น ถ้าเจ็บมากอาจช่วยบรรเทาความปวดโดยทายาเยลลีใสตามแผนการรักษา เช่น xylocain viscous
3. การติดเชื้อ จะเกิดขึ้นง่ายๆ และเกิดขึ้นบ่อยๆ ได้แก่ เจ็บคอ มีเชื้อราและไวรัสในช่องปาก การติดเชื้อที่ผิวหนัง ทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด ไม่เข้าใกล้บุคคลที่เป็นหวัด ไอ จาม ถ้าตัวร้อน มีขี ดูแลเช็ดตัว และดื่มน้ำมากเพิ่มขึ้น สังเกตอาการแสดงจากการติดเชื้อ เช่น มีไข้ ไอ หรือเจ็บคอ ถ้ามีอาการดังกล่าว ให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทราบ สังเกตบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย เช่น เม็ด ผื่นคัน ตุ่มหนองบวมแดง โดยเฉพาะบริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ ควรทำความสะอาดทุกครั้งเมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระ
4. เลือดออกง่าย เนื่องจากมีเกล็ดเลือดต่ำ ลักษณะเลือดออกใต้ผิวหนัง จะสังเกตเป็นจุดหรือเลือดออกตามตัว ซึ่งถ้ามีเกล็ดเลือดต่ำมากๆ อาจมีอาการรุนแรง มีเลือดออกตามไรฟัน หรืออาจมีเลือดออกในอวัยวะสำคัญได้ เช่น สมอง ทำให้ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว หรือถ้ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาจปวดท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ดังนั้นจึงควรเน้นเรื่องการดูแลตนเองในประเด็นต่อไปนี้
4.1 การป้องกันเลือดออกง่าย ได้แก่ ป้องกันการกระทบกระแทกที่ทำให้เกิดบาดแผล ระมัดระวังการเล่น ไม่เล่นของมีคม ไม่เล่นในที่รกทึบ ป้องกันการเหยียบเศษแก้ว ตะปู ซึ่งจะทำให้มีเลือดไหลและหยุดยาก ตัดเล็บให้สั้น ดูแลไม่ให้ท้องผูก เพราะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณทวารหนักได้ สังเกตดูว่ามีเลือดออกในร่างกายหรือไม่ ตลอดจนสังเกตจุดจ้ำเลือดออกตามร่างกายว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วรีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทราบ
4.2 เมื่อเกิดบาดแผล หรือมีเลือดออก ใช้ผ้าสะอาดกดไว้นาน 10 นาทีหรือจนมั่นใจว่าเลือดหยุด ถ้ายังไม่หยุดให้รีบปรึกษาแพทย์ ถ้ามีอาการเลือดออกรุนแรง เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด มีสีดำ ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ควรมาพบแพทย์ทันที
5. ซีด จะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย สีของเปลือกตาด้านในและริมฝีปากจะซีดกว่าปกติ ดังนั้นผู้ป่วยเด็กควรได้พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปริมาณเพียงพอ ถ้าซีดเหนื่อยหอบมากต้องมาพบแพทย์
6. ท้องเสีย ท้องผูก ภายหลังรับยาเคมีบำบัดอาจมีอาการอุจจาระเหลวบ่อยครั้ง จากการตีบตัวของลำไส้มากขึ้น ควรปฏิบัติคือการรับประทานอาหารที่สะอาด อุ่นมีกากน้อย เช่น โจ๊ก หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดลมดันในกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น ถั่ว โซดา อาหารรสเผ็ด ผลไม้ประเภทกล้วยหอม ขนุน เป็นต้น
7. ผมร่วง ผมจะเริ่มร่วงหลังได้ยาเคมีบำบัดแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ และจะเป็นอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ อาการผมร่วงจะกลับดีขึ้น และจะงอกใหม่ภายใน 2-3 เดือนหลังจากได้ยาเคมีบำบัด และผมที่งอกใหม่จะมีลักษณะ นุ่ม หรือหยิกตามธรรมชาติ การดูแลคือตัดผมสั้น ไม่สระผมบ่อยเกินไป ใช้แปรงอ่อนหวีผม และหลีกเลี่ยงการหวีผมแรงๆ หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยการสวมหมวก วิก หรือใช้ผ้าโพกศีรษะ
8. การปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ เป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก เช่น การรับประทานยาตามคำส่งแพทย์อย่างเคร่งครัด การติดตามรับการรักษาและมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ควรมีแนวปฏิบัติเพื่อ สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและครอบครัวสามารถจัดการดูแลตนเองเพื่อลดความรุนแรง หรือบรรเทาผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยเด็กและครอบครัวต้องได้รับข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล การดูแลตนเองตามความสามารถ มีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษาพยาบาล การดูแลตนเอง เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กยอมรับความเจ็บป่วย การดูแลรักษา สามารถเผชิญผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่เกิดขึ้น และสามารถปรับตัวหรือควบคุมสถานการณ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างสมดุล
เอกสารอ้างอิง
1. เกศนี บุณยวัฒนางกุล. การรับรู้ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดและพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในเด็กวัยเรียนโรคมะเร็ง. วารสารการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์. 2545; 2(1): 56 - 66.
2. เกศนี บุณยวัฒนางกุล. การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและครอบครัวแบบองค์รวม. ใน:อรุณีเจตศรีสุภาพ และสุรพล เวียงนนท์, การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2550. หน้า 25-32.
3. จรรยา ศรีแสงจันทร์ และ พัชรี คำวิลัยศักดิ์.อาการอันไม่พึงประสงค์ของยาเคมีบำบัด. ใน:อรุณี เจตศรีสุภาพ และสุรพล เวียงนนท์, การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2550. หน้า 49-55.
4. Ablin AR. Supportive Care of Children with Cancer. London: The Johns Hopkins University Press, 1993.
5. Redman BK. Patient Self-Management of Chronic Disease: The health Care Provider Challenge. Boston: Jones and Bartlett Publisher, 2004. p 33-52.
6. . Oral versus intravenous antibiotic treatment for febrile neutropenia in cancer patients. Cochrane Database of Systematic Reviews, Issue 1, 2009 (Status in this issue: Unchanged) The Cochrane Collaboration. Published by John Wiley & Sons, Ltd.DOI: 10.1002/14651858.CD003992.pub2
7. Campbell N D, Ritchie L D, Cassidy J, Little J. Systematic review of cancer treatment programmes in remote and rural areas. British Journal of Cancer.1999;80(8):1275-1280.
8. Wu TH, Chiu TY, Tsai JS, Chen CY, Chen LC, Yang LL. Effectiveness of Taiwanese traditional herbal diet for pain management in terminal cancer patients. Asia Pacific journal of clinical nutrition. 2008; 17(1): 17-22.
Kesanee Boonyawatanangkool.. Publish webThaigotoknow Feb 18, 2009, 8:17 pm..
พี่เคยดูแลเด็กที่มารับยาเคมีบำบัดที่ตึกสมัยก่อน กว่าจะให้ยาได้ต้องใช้เวลานานมากๆๆค่ะ