คนเรา ยามมืดบอด ไม่ว่าที่ตา หรือที่ใจ ย่อมมีวินิจฉัยที่ผิดคาดเสมอ

เมื่อคราวที่ไปฝึกอบรมเยาวชน มีเกมส์หนึ่งให้เขาเล่นกัน ชื่อ คนนำทาง

ใช้สถานที่ในค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา มีป่าเขาพอสมควร เหมาะแก่เกมส์นี้มาก

ใช้ผ้าผูกตาสมาชิกทุกคน ก่อนจะพาเข้ามาเดินทางในป่าที่จำลองเอาไว้ ให้เดินตามพี่เลี้ยงทั้งๆที่ถูกปิดตา เมื่อเข้าเขต จับมือทุกคนให้เกาะเชือกที่ขึงเอาไว้ และบอกว่าเชือกนี้ จะเป็นสิ่งนำทางพวกเขา ไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย

  หนทางคดเคี้ยว ลดหลั่น ทำให้ผู้ที่ต้องเดินโดยมองไม่เห็น รู้สึกหวั่นไหว ยิ่งมือไปคลำถูกก้อนหิน หรือคาคบไม้เข้า ก็แทบจะเดินไม่เป็น เส้นทางก็ดูลาดเอียงหวาดเสียว ใจของผู้เล่นเกมส์ จึงจดจ่อแต่เสียงผู้นำทาง บอกให้หมอบคลาน หรือเบี่ยงซ้ายขวา ก็ทำตามทุกอย่าง บางคนเหงื่อท่วมตัว เพราะรู้สึกกลัวมากๆ

  บางครั้ง มีเสียงของกลิ้งหล่น ก็จะมีเสียงถามกันขรม ว่าใครเป็นอะไรหรือเปล่า ข้างหน้าเจออะไรบ้าง อยากจะได้ยินแต่เสียงผู้นำทาง บอกอย่างถ้วนถี่ ไม่อยากให้ขาดตอน เพราะเมื่อเสียงที่บอกทางหยุดไป ทุกคนก็พลอยชะงัก ลังเล ตัดสินใจไม่ถูก

  ผู้เขียนชอบเกมส์นี้มาก จดจำบทเรียนได้ดี แรกๆต่างก็เชื่อมั่นในตนเอง เดินโหนเชือกไป ไม่ได้สนใจคนรอบข้าง คิดแต่จะไปให้ถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว จึงเกิดการ ชนกิ่งไม้บ้าง เพื่อนที่ถูกรบกวนจากเชือก ที่แกว่งรุนแรง จากคนที่พลาดพลั้ง ก็เอะอะอึงคนึง

  ประสบการณ์ ที่ผ่านไปๆๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อกัน รู้จักที่จะฟังคำเตือน รู้จักจะบอกเพื่อนว่า เมื่อสักครู่ตนเองชนกับอะไรไปบ้างแล้ว และที่สุด รู้จักห่วงใยผู้อื่นด้วย

   เมื่อเดินได้ครึ่งทาง ทุกคนก็กลายเป็นคนว่าง่าย รู้จักหยุดฟัง ตั้งสติ ลดความกลัว เชื่อมั่นในผู้นำมากขึ้น

 ครั้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ต่างรู้สึกโล่งอก และเกิดการเรียนรู้ ที่อาจจะมากกว่า ที่ผู้เขียนบันทึกไว้ และแม้จะหันกลับไปมอง หนทางที่ผ่านมา ก็ไม่ได้น่าหวาดเสียว เท่าความคิดจินตนาการ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียรู้แต่อย่างไร

  เพราะคนเรา ยามมืดบอด ไม่ว่าที่ตา หรือที่ใจ ย่อมมีวินิจฉัยที่ผิดคาดเสมอ และเมื่อผ่านพ้น วิกฤตมาได้ จึงต้องขอบคุณ กัลยาณมิตรผู้นำทาง ให้รอดปลอดภัย

  จงอย่าปล่อยให้ตนเอง หรือผู้อื่น ติดอยู่ในความมืดบอดเนิ่นนานไป เพราะการหลงทาง ก็แค่ทำให้เสียเวลา แต่การไม่เห็นทางนั้น ถึงกับทำให้เสียอนาคตค่ะ