ลูกแหยงไข่

วันก่อนให้ความเห็นในบันทึกของบังหีมเกี่ยวกับลูกแหยงไข่ (คลิกที่นี้ ดูความเห็นที่ ๓) ก็ตั้งใจว่าจะนำมาเล่าแต่ก็ปล่อยเลย... หลายวันต่อมา บังก็ไปปรารภกับอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ถ้าผู้เขียนทำราคาได้กิโลละ ๒๐๐-๒๕๐ จะทดลองเลี้ยง (ขออภัยบังด้วย ครอบครัวเลิกค้าปลามาสิบกว่าปีแล้ว)... ก็กระตุ้นให้ใคร่จะเขียนอีกคราว แต่ก็ปล่อยผ่านไป จนกระทั้งคืนนี้จึงได้มีโอกาสเขียน...

ลูกแหยงไข่ ก็คือ ปลาแขยงที่มีไข่ นั้นเอง... นอกประเด็นนิด ภาษาปักษ์ใต้บ้านเรานั้นคำว่า ลูก หรือบางท้องถิ่นอาจออกเสียงเพี้ยนว่า โลก ใช้เรียกสิ่งทั่วไปที่ค่อนข้างจะเล็กหรือเป็นชนิดเล็กๆ ถ้าเป็นจำพวกปลาก็เช่น ลูกกริม (ปลากัด) ลูกหมอ (ปลาหมอ) ลูกเด่ (ปลากระดี่) ลูกหลังเขียว (ปลาหลังเขียว)...

ปลาแขยง หรือ ลูกแหยง นี้ ตามความจำในสมัยเด็ก แบ่งเป็น ๒ ชนิด ถ้าตัวใหญ่ๆ เรียกกันว่า แหยงหมู แต่ถ้าตัวเล็กๆ เรียกกันว่า แหยงขี้ไก่... รอบทะเลสาบสงขลาเมื่อ ๓๐-๔๐ ปี ก่อนนั้น ทุกริมน้ำของทะเลสาบจะมีลูกแหยงอาศัยอยู่ ซึ่งการละเล่นสำหรับเด็กๆ อย่างหนึ่งในสมัยนั้นก็คือใช้เบ็ดเล็กๆ ตกลูกแหยง... เฉพาะบ้านคูขุดในสมัยนั้น สำหรับเรือนที่มีบางส่วนอยู่ในทะเลจะมีส้วมยื่นลงในทะเลสาบ ซึ่งพอถ่ายอุจจาระลงน้ำ จะมีลูกซิวและลูกแหยงนับร้อยนับพันตัวโผล่ขึ้นมากิน ซึ่งภาพเหล่านี้ชินตาในสมัยนั้น (ส่วนเรือนที่ถัดมาจากริมทะเลมักจะมีส้วมซึมใช้)

พอย่างเข้าฤดูฝน เมื่อฝนตกผ่านไปๆ น้ำทะเลเริ่มขยับรุกล้ำพื้นที่ในหมู่บ้าน และไม่นานถนนภายในหมู่บ้านก็จะเปลี่ยนเป็นคลอง ทุกหลักคาเรือนจะใช้เรือสัญจร... ซึ่งในช่วงที่ยังไม่ใช้เรือ น้ำตามถนนประมาณตาตุ่มถึงแข้งนี้เอง จะมีลูกแหยงลอยหัวอยู่ทั่วไป ดังนั้น จะเดินไปไหนภายในหมู่บ้าน นอกจากจะต้องลุยน้ำลุยโคลนแล้ว ก็ต้องระวังจะเหยียบลูกแหยงอีกต่างหาก... การลุยน้ำลุยโคลนและระวังลูกแหยงทำนองนี้ ปีหนึ่งจะมีสองครั้งคือช่วงต้นฤดูฝน และช่วงหมดฤดูฝนเข้าสู่ฤดูร้อน... พวกคนในท้องถิ่นมักจะแบ่งฤดูตามสภาพการสัญจรภายในหมู่บ้านว่า ฤดูน้ำ ฤดูโคลน และฤดูแห้ง...

กลับมาว่าเรื่องลูกแหยง... สมัยนั้น แม้ลูกแหยงจะมีมาก แต่ก็มีคนนิยมกินกันค่อนข้างน้อย เหตุผลเพราะมีกุ้งปูปลาอย่างอื่นที่น่ากินเยอะแยะ และเพราะความเชื่อว่าลูกแหยงกินขี้ (ประการนี้สำคัญ) ดังนั้น ลูกแหยงจึงเป็นปลาที่ไม่มีราคา จะทำให้มีราคาขึ้นได้ก็ต้องทำเป็นปลาแห้ง (ปลาเค็ม) ซึ่งก็เป็นสินค้าออกอย่างหนึ่งในสมัยนั้น....

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเทียบรสชาดของลูกแหยงในเมื่อนำมาประกอบเป็นอาหาร ไม่ถือว่าขี้เหร่นัก เพราะมีความคาวน้อยกว่ามาก หากจะเทียบกับปลาหัวโม้ง (เคยเล่าไว้ คลิกที่นี้) และลูกแหยงก็อาจนำมาแกงส้มหรือแกงเผ็ดเป็นต้น ตามประสาอาหารปักษ์ใต้ได้เหมือนกับปลามีเงี่ยงไม่มีเกล็ดอื่นๆ เช่น ปลากด ปลาหัวโม้ง ปลาดุก ปลามิหรั่ง (ดุกทะเล)... ข้อด้อยของปลาแหยงก็เพียงแต่ตัวเล็กเกินไป ส่วนข้อเด่นก็คือ ไข่ปลาแหยงอร่อยมาก กล่าวได้ว่า ไข่ปลาข้างต้นที่ยกตัวอย่างมา ไม่อาจเทียบได้กับไข่ปลาแหยงเลย...

ดังนั้น  พ่อครัวหรือแม่ครัวในสมัยนั้น ถ้าเห็นว่าปลาแหยงมีไข่ ก็มักจะคัดเลือกเฉพาะตัวที่มีไข่มาแกงส้มหรือผัดเผ็ด... ผู้เขียนมั่นใจที่จะยืนยันว่า ถ้าไปกินข้าวบ้านใคร หากบ้านนั้นมีผัดเผ็ดหรือแกงส้มลูกแหยงไข่ ชนิดที่ตัวเท่านิ้วก้อยแต่ไข่เท่าหัวแม่มือ ไว้คอยรับรองแขกผู้มาเยือนแล้ว น่าจะเป็นที่ถูกปากชอบใจและได้รับการสรรเสริญเยินยอเป็นแน่แท้... ทั้งนี้เคยลองค้นหาความเห็นในอินเทอร์เน็ต ก็มีผู้ชมเชยความอร่อยของลูกแหยงไข่ไว้บ้างเหมือนกัน

ปัจจุบันนี้ ปลาตามธรรมชาติมีน้อย แม้กระทั้งลูกแหยงก็ใกล้สูญพันธุ์ ผัดเผ็ดลูกแหยงตัวเท่านิ้วก้อยไข่เท่าหัวแม่มือนั้น ครั้งสุดท้ายที่ได้ฉันก็เมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น วันก่อนมีโอกาสคุยกับบัง จึงฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมา... ถ้าเราเลี้ยงแล้วควบคุม คัดเลือกเอาเฉพาะชนิดที่ไข่อย่างดีไว้ขาย โดยส่งตามร้านอาหารทั่วไป ผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้ และราคาต้องสูงแน่นอน...

คิดง่ายๆ เขียนไว้ที่หน้าร้านว่า วันนี้... มีผัดเผ็ดปลาแขยงไข่. จะมีคนหวลระลึกถึงรสชาดในอดีตแล้วแวะร้านนั้นทันที...