กระบวนการทำงานสมัชชาสุขภาพในระดับพื้นที่

                ปีแรกของการทำงาน ใน พ.ศ. 2550 บ้านปางส้าน หมู่ที่ 4 เทศบาลตำบลยอด  อำเภอสองแคว ได้ถูกเลือกให้เป็นหมู่บ้าน ในการที่จะเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้เรื่องสุขภาวะของชาติพันธุ์จังหวัดน่าน ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยการดำเนินงานของเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดน่าน ซึ่งกลไกการทำงานในพื้นที่มาจากการมีส่วนร่วมของ สาธารณสุขจังหวัดน่าน มูลนิธิฮักเมืองน่าน และสถานีอนามัยตำบลยอด การทำงานในช่วงปีแรกนี้เริ่มต้นด้วยการเข้าไปประสานกับกลุ่มแกนนำ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย และคณะกรรมการในหมู่บ้าน เพื่อจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของหมู่บ้าน

                และในปี พ.ศ. 2551 ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอีก โดยเป้าหมายในปีนี้ต้องให้ชุมชนได้เรียนรู้ด้านสุขภาวะ โดยอิงตามวิถีชาติพันธุ์ไทลื้อ ทำให้เกิดการจัดเวทีเพื่อพูดคุยกันในประเด็นการดูแลสุขภาวะตามวิถีของชาติพันธุ์ไทลื้อขึ้น 3 เวทีด้วยกัน ได้แก่ เวทีเรียนรู้วิถีชีวิตของคนเรื่องการผลิตเพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย ระหว่างคน 3 วัย (วัยรุ่น วัยแรงงาน และผู้สูงอายุ)  เวทีเรียนรู้การปฏิบัติ  และเวทีถอดบทเรียน

 

ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงาน

                จากการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวในปี 2550 ทำให้ชาติพันธุ์ไทลื้อเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานด้านวิถีวัฒนธรรม ด้านระบบการเกษตร และการดูแลสุขภาพของชาวไทลื้อ ซึ่งมีข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนในเวทีดังนี้

 

 

ด้านการดูแลสุขภาพ

                1. การตั้งครรภ์   

                ผู้หญิงจะทราบว่าตนองตั้งครรภ์โดยสังเกตจากการที่ประจำเดือนไม่มา มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แพ้ท้อง เชื่อว่าระหว่างที่ตั้งครรภ์ ถ้าทำงานมากจะทำให้คลอดง่าย ห้ามรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด หรืออาหารที่ร้อนๆ ต้องรอให้อุ่นก่อน ถ้าท้องได้ประมาณ 6-7 เดือน แล้วมีเลือดออก เรียกว่า เป็นพรมเป็นพราย ต้องใช้เวทย์มนต์ในการรักษา โดยหมอผีหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีเวทย์มนต์ จะมนต์น้ำให้ดื่ม (มนต์น้ำ คือ การเป่าคาถาใส่น้ำดื่ม) นอกจากนั้นทั้งตัวของหญิงที่ตั้งครรภ์ และสามีห้ามฆ่าสัตว์โดยเฉพาะงู เพราะเชื่อว่าถ้าฆ่างู ลูกที่เกิดมาจะแลบลิ้นตลอด

 

                2. การคลอด

                เดิมทำคลอดโดยหมอตำแยและคลอดที่บ้าน (ปัจจุบันจะไปคลอดที่โรงพยาบาล) แต่ก็ยังมีที่คลอดที่บ้านเพราะไปโรงพยาบาลไม่ทัน การทำคลอดที่บ้านจะต้องทำไม้ให้ผู้หญิงที่จะคลอดใช้เท้ายัน และหาเชือกมาผูกเพื่อให้ผู้ที่จะคลอดถือระหว่างที่คลอด และต้องก่อไฟต้มน้ำอยู่ตลอด หมอตำแยจะใช้เวทย์มนต์ มนต์อ้อย ให้กินเพื่อให้คลอดง่าย และจะใช้วิธีคลำท้องเพื่อตรวจดูว่าเด็กที่จะคลอดอยู่ในท่าไหนถ้าเด็กอยู่ท่าขวางจะร่ายมนต์และใช้มือคลำให้เด็กอยู่ในท่าหัวลง จะสังเกตอาการของแม่โดยจับที่หน้าผากและคางถ้าหน้าผากและคางร้อนแสดงว่าใกล้คลอด หากคลอดไม่ออกหมอตำแยจะใช้คาถาช่วย ผู้หญิงบางคนที่คลอดบ่อยๆ มีลูกมากจะคลอดง่ายบางคนจะคลอดเองโดยไม่ต้องใช้หมอตำแยช่วย เมื่อคลอดออกมาแล้วจะใช้ผิวไม้ไผ่ย่างไฟแล้วนำมาตัดสายสะดือเด็ก โดยจะมัดสะดือสองข้างแล้วใช้ถ่านไฟรองที่สะดือแล้วใช้ผิวไม่ไผ่ตัด ซึ่งถ่านไฟถ้าเป็นถ่านไฟที่ติดไฟอยู่ต้องเอาไปแช่น้ำก่อนจึงค่อยเอามารองหรือจะใช้ถ่านไฟที่ไม่ติดไฟก็ได้ ซึ่งเชื่อว่าการใช้ถ่านไฟรองจะช่วยป้องกันบาดทะยัก  หากคลอดออกมาแล้วมีเลือดออกมากหมอตำแยจะให้กินน้ำมันหมู 1 ช้อน ถ้าไม่หยุดจะใช้ผ้าซิ่นที่เปื้อนเลือดไปเผาไฟเอามาทามะกรูดแล้วให้ดูดกินน้ำมะกรูด ซึ่งจะทำให้เลือดหยุดไหล   นอกจากนั้น วันที่ภรรยาคลอดสามีห้ามดื่มสุราเพราะจะทำให้ลูกที่คลอดออกมาอาเจียน

เมื่อลูกคลอดออกมาแล้วถ้าเป็นเด็กผู้หญิงให้ขูดขี้ไคลบริเวณหน้าแข้งของพ่อนำไปทาสะดือ ถ้าเป็นเด็กผู้ชายใช้ขี้ไคลหน้าแข้งของแม่ใส่ หรืออาจจะขูดเอาหมิ่นจากหม้อนึ่งข้าวก็ได้ใช้ใส่สะดือเด็กจะทำให้สะดือเด็กแห้งดี หลังจากที่ภรรยาคลอดแล้วสามีจะต้มไก้ดำให้กินเพื่อเป็นการบำรุงร่างกาย หากเด็กที่คลอดออกมาเป็นผู้ชายให้เอาผ้าซิ่นของแม่ที่ใส่ตอนคลอดทำเป็นสร้อยคอใส่ไว้ประจำตัวเชื่อว่าจะทำให้ปลอดภัยแคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ ซึ่งสมัยก่อนจะทำทุกคนเพราะต้องออกรบฆ่าศึก เมื่อคลอดเสร็จแล้วจะนำรกใส่ฆ้องหรือตะกร้าไม้ไผ่นำไปแขวนตามต้นไม้ หลังจากนำรกไปแขวนแล้วก่อนกลับบ้านต้องนำฟืนกลับมาด้วยเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กมีความขยัน จะไม่นำรกไปฝังเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กดื้อ

                หลังคลอดห้ามทาแป้ง ถูสบู่ และใช้เครื่องหอมทุกชนิด การอาบน้ำต้องอาบน้ำอุ่นหรือน้ำปูเลยห้ามสระผมตลอด 1 เดือน ห้ามคนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เข้าไปหา เพราะจะทำให้ได้กลิ่นต่างๆ ซึ่งจะแสลง เรียกว่า ผิดเดือน แต่ถ้ามีการผิดเดือน จะมีสมุนไพรรากไม้สำหรับฝนให้กินเป็นการแก้ผิดเดือน ห้ามกินปลาขาว ต้องกินไก่ดำ หมูดำ หมูห้ามกินมันหมู เนื้อหมูต้องย่างให้แห้ง ให้กินน้ำอุ่นกับข้าวจี่กับเกลือ (ข้าวจี่ คือ ข้าวที่นำไปผิงไฟ)โดยเกลือต้องนำมาเผาไฟก่อนกิน กินประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าเลือดจะหมด หรือจนกว่าสะดือลูกจะแห้ง ห้ามกินของมีรสจัด ห้ามออกจากบ้าน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านต้องปิดจมูกเพื่อไม่ให้ได้กลิ่นแสลงต่างๆ และต้องถือมีดไปด้วย โดยเชื่อว่าจะทำให้ แพ้ผีแพ้สาง ระหว่างอยู่ไฟต้องก่อไฟหลังคลอด ซึ่งไม้ที่นำมาก่อไฟต้องเป็นไม้เนื้อแข็งห้ามนำไม้ที่มีกลิ่นหรือไม้ที่ผุพังมาก่อไฟ

                หลังจากครบ 1 เดือน ผู้หญิงหลังคลอดจะไปอาบน้ำสระผมโดยใช้น้ำซาวข้าว และจะมีการสู่ขวัญทั้งแม่และลูก สามารถปฏิบัติตัวตามปกติ แต่ยังห้ามกินอาหารบางอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ป่า, ยอดมันแกวขาว, ปลาซิวขาว จนกว่าจะครบ 3 เดือน หลังคลอดไปจนถึงประมาณ 3 – 4 เดือน ห้ามทำงานหนัก เพราะถ้าทำงานหนักจะทำให้มดลูกหย่อน ภาษาไทลื้อเรียกว่า ม้วนถั่ง หากมีอาการมดลูกหย่อนหมอตำแยจะทำการรักษาโดยใช้คาถาเรียกให้มดลูกคืนปกติ

 

                3. การดูแลสุขภาพ

                คำว่าสุขภาพดี ของชาวไทลื้อ คือ การอยู่ดีมีสุข มีพละกำลังไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  ชาวไทลื้อจะมีการออกกำลังกายอยู่ตลอด เมื่อถึงฤดูหนาวจะมีการก่อไฟเพื่อผิงกันหนาว บางครั้งก็จะทำกระท่อมฟางข้าวเพื่อใช้นอนรอบกองไฟ กินน้ำขิง หรือน้ำสมุนไพรฮ้อสะพายควาย กินน้ำอุ่นจะไม่กินน้ำเย็นเพราะน้ำเย็นจะทำให้ตับ ปอดไม่ดี ทำให้เครื่องในเป็นกล้ามหรือแข็งอาจทำให้เป็นมะเร็งได้

กินผักตามธรรมชาติและปลูกผักกินเองถ้าซื้อผักจากตลาดจะนำมาล้างโดยแช่น้ำเกลือ ซึ่งหมออนามัยเป็นคนแนะนำในการล้าง แต่ส่วนใหญ่จะซื้อแต่เนื้อ สมัยก่อนจะใช้เกลือเม็ด(เกลือเห็บ)ในการประกอบอาหาร

เมื่อมีการเจ็บป่วย ใช้สมุนไพร เช่น รากไม้ฝนรับประทานเพื่อแก้อาการต่างๆ

                ถ้าเด็กเป็นไข้จะใช้สมุนไพร เช่น คาวตอง, สาระแหน ฮ้อม นำมาบดแล้วพอกตามมือ เท้า บนหัว เชื่อว่าเป็นยาเย็นใช้ขับร้อนลดไข้  แต่ถ้าไข้ไม่ลด ไข้สูงมากๆ จะใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย โดยใช้คาถาเป่า เสกน้ำมนต์ ให้กิน นอกจากนั้นยังใช้คาถาในการรักษาอาการเจ็บปาก หรือบาดเจ็บต่างๆ และมีการประกอบพิธีกรรมของไทลื้อเรียกว่า พิธีจอบ ใช้ไข่ดิบซึ่งต้องเป็นไข่ใหม่ นำมาล่อให้โรคภัยไข้เจ็บออกจากตัวมีการใช้สะตวงสามเหลี่ยมในการประกอบพิธีกรรม

                ถ้าเด็กเล็กๆ ร้องให้โดยไม่ทราบสาเหตุจะทำพิธี ส่งข้าวต๋องหมาก คือการนำเอาสะตวงของดิบไปล่อผีหรือภัยออกจากตัว เพราะเชื่อว่ามีผีหรือมีภัยมารบกวนเด็ก คนที่จะทำพิธีจะต้องเป็นอาจารย์หรือหมอผีที่มีคาถาอาคม

                มีพิธีสู่ขวัญคนป่วย ทุกคนที่ป่วยจะต้องสู่ขวัญ โดยเริ่มจากการบนบานให้หายป่วยภายใน 3 วัน แล้วจึงทำพิธีสู่ขวัญซึ่งจะใช้ไก่ต้มในการประกอบพิธีและจะมีการผูกข้อมือด้วย

                ปัจจุบันเมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะไปหาหมอที่สถานีอนามัย ไม่นิยมใช้สมุนไพร เพราะหายากตอนนี้ได้มีการปลูกสมุนไพรเป็นสวนสมุนไพรอยู่ในบริเวณวัด แต่ก็ยังไม่นิยมนำมาใช้ เพราะยุ่งยากในการเตรียมต้องใช้สมุนไพรหลายอย่าง แต่ถ้าไปรักษาที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลแล้วไม่หายจะใช้สมุนไพร หากใช้สมุนไพรไม่หายจะตรวจดูดวงชะตา 12 ราศี ถ้าชะตาขาดหรือไม่ดีจะแก้ไขโดยการสืบชะตาหรือทำบุญต่ออายุ หรือบางครั้งคนป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ญาติที่อยู่ทางบ้านจะไปถามเมื่อ (หมอดูหรือร่างทรง) ว่าการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุอะไรแล้วแก้ไขตามสาเหตุที่หมอดูหรือร่างทรงบอก

                พีธีศพ สมัยก่อนจะใช้วิธีฝัง โดยจะนำศพไปยังป่าช้าทำพิธีบังสุกุล แล้วทำพิธีเสี่ยงทายว่าจะฝังศพตำแหน่งไหนโดยการขว้างไข่ถ้าไข่แตกตรงไหนก็ฝังบริเวณนั้น จะมีบางคนที่ทำพิธีเผาแต่ไม่นิยมเพราะเสียค่าใช้จ่ายมากต้องคนที่มีฐานะดีจึงจะทำพิธีเผา ปัจจุบันนิยมทำพิธีเผามากกว่า ไม่นิยมฝัง ในมุมมองของไทลื้อคิดว่า คำว่า ป่าช้า เป็นคำที่มีความหมายถูกต้อง เพราะทุกคนไม่อยากตาย หรืออยากตายช้า ยังไม่อยากไปป่าจึงใช้คำว่าป่าช้า

 

ด้านสังคม

1.       ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

2.       มีกลุ่มองค์กรเยาวชน ผู้สูงอายุ มีการสืบสานภูมิปัญญาไทลื้อ ขับลื้อ

3.       ส่งเสริมอาชีพทอผ้า

4.       นับถือเจ้าหลวงดอยช้าง

ด้านพันธุ์พืช / สัตว์

1.       เลี้ยงสัตว์ วัว หมู ปลา

2.       ปลูกข้าวนา ข้าวโพด ไม้ผล

 

ด้านทรัพยากร

1.       มีป่าชุมชน                     

2.       มีแหล่งน้ำ ลำห้วย

3.       ของป่า เช่น เห็ด ต๋าวแผนต่อไป    

4.       ปลูกชาอู่หลง

5.       ปลูกพันธ์ข้าวเพิ่มเติม (เปลี่ยนทุก 3 ปี)

 

จุดเปลี่ยนของชุมชน

                ในปัจจุบันวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทลื้อมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ภาษาพูด การแต่งกายซึ่งผิดเพี้ยนไปจากเดิม เด็กรุ่นใหม่ขาดการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ซึ่งในอนาคตอาจจะไม่หลงเหลือสิ่งดีดีเหล่านี้ให้เห็นอีกก็เป็นได้

                และขณะนี้มีสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย จะก่อตั้งชมรมไทลื้อในจังหวัดน่าน โดยจะนำร่องที่บ้านปางส้าน อ.สองแคว ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เกิดการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของไทลื้อให้คงอยู่ต่อไป

 

สิ่งที่อยากให้เกิดการพัฒนา

1.       อยากสร้างบ้านแบบไทลื้อไว้เป็นตัวอย่างให้มีอุปกรณ์และการตกแต่งเหมือนประเพณีไทลื้อดั้งเดิม เช่น มีครกมองที่ใช้สำหรับตำข้าว

2.       อยากให้วัฒนธรรม การละเล่นของไทลื้อยังคงอยู่ เช่น การตีกลองสะบัดไชย การรำนกยุง รำดาบ ฟ้อนเชิง ซึ่งตอนนี้ยังขาดอุปกรณ์และเครื่องแต่งตัว

3.       รวบรวมชาวไทลื้อทั้งจังหวัดน่าน เพื่อเข้าชมรมไทลื้อแห่งประเทศไทย มีการพบปะกันของไทลื้อในจังหวัดน่าน มีการจัดเวทีเสวนาวิชาการไทลื้อ มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี มีความสำนึกในความเป็นชาติพันธุ์ ให้คนไทลื้อมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อยากเป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีเสวนาไทลื้อแห่งประเทศไทย

4.       มีศูนย์ฝึกอาชีพทอผ้าไทลื้อของกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านแต่ยังขาดงบประมาณในการดำเนินการ

ขอขอบคุณ

แกนนำ และพี่น้องชุมชนไทลื้อบ้านปางส้านทุกคน

แป้ง เก่ง และคนึงจิต จากศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ ที่ร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน

พี่จิน พี่เย็น พี่ดม พี่แอ๋ว และพี่ต่อ จากสสจ.น่าน ที่ให้คำปรึกษาตลอดการดำเนินงาน

พี่สุรัตน์ จากสถานีอนามัยเทศบาลตำบลยอด ที่คอยประสาน และอำนวยความสะดวกให้ในชุมชน

โครงการสมัชชาสุขภาพจังหวัดน่าน ที่ให้เอื้อให้เกิดการจัดกระบวนการเรื่องสุขภาพของชาติพันธุ์