"ความกลัวเป็นสิ่งที่เราผ่านมันได้ "

แลกเปลี่ยนเรียนรู้

กลุ่มอนาคต : สุขนิยม

นำเสนอในเวทีใหญ่โดย

คุณ กฤษณ์  รุยาพร : Asia Pacific Innovation Center Co., Ltd.     

         

          จริง ๆ ถ้าเรามองเรื่องรอยยิ้มในมุมที่เรามองถ้าเป็นอนาคตสิ่งหนึ่งที่ผมมอง  ถ้า 6 โมงเช้าวันจันทร์ตื่นขึ้นมาส่องกระจกมองเห็นตาเราลุกวาวมีความสุขในการจะไปทำงาน  และวันศุกร์เย็นจะเป็นวันที่เราร้องไห้ต้องจากคนที่รักที่ทำงานไป  และเช้าวันจันทร์อีกครั้งหนึ่งที่จะมาเกิดความสุขแบบนี้อีกครั้ง  อันนี้คือมุมมองง่าย ๆ ของความสุขที่เกิดในอนาคต  It’s time to work, it’s time to have fun  ถ้าเราทำตรงนั้นได้สิ่งหนึ่งที่เรามองความสุขมันมีสองมุมกระทบคือมุมจากภายนอกและมุมจากภายใน  มุมจากภายนอกคือ stakeholder ทั้งหลาย  เช่น ผู้ถือหุ้น ซึ่งมุมมองแห่งความสุขก็จะแตกต่างกันออกไปกับผู้ที่ปฏิบัติงาน  ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติงานก็จะมีสิ่งหนึ่งที่

กลุ่มเราเรียกคือความสุขใจ  มันเป็นคนละมิติกัน  ฉะนั้นพอมันเป็นคนละมิติบางครั้งเราก็ดึงความสุขให้เป็นความเครียดไป  พอเป็นความเครียดรอยยิ้มก็จะลบไป  ในมุมตรงนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราพูดถึง definition ใหม่ หลายคนในทีมแชร์กันว่าถ้าเราจะมองในมิติอนาคตที่ยังมาไม่ถึง  สมมติมีคนบอกว่าสึนามิมาแน่แต่ข้อดีอย่างน้อยเรามีเวลาตั้งหลัก  โอบามากล่าวรับตำแหน่งในอเมริกาเขาก็พูดว่าวิกฤตมาแน่  แต่มันก็ยังมีเวลาที่จะวิ่งจากฝั่งอเมริกามา  คำถามคือว่าเราจะมีรอยยิ้มแบบไหนที่จะตั้งรับกับสิ่งเหล่านี้ได้  และอีกอันที่พูดถึงในกระบวนการต่าง ๆ พูดถึงการ balancing กับเรื่องงาน work right  สมัยก่อนเราพูดว่า put the right man in the right job  ตอนนี้เราต้องเพิ่ม put the right man in the right heart  in the right job ด้วย  หมายว่าถ้าเขามี heart แล้วเขาจะเกิดภูมิต้านทาน  เขาจะทำในสิ่งที่เขารัก  ทำในสิ่งที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง  แล้วผลงานก็จะออกมาเอง 

          จะมีอีก 3 มิติที่มาเกี่ยวข้อง มิติแรกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขในองค์กร หลายคนพูดถึง leadership ขององค์กรว่า commitment ของ leadership จะไปกันได้กับความสุขในองค์กรหรือไม่  แล้วถ้าเกิดมิติของ leadership บอกว่า success มาก่อน  ความสุขก็จะเกิดได้น้อย  และก่อให้เกิดความเครียด  ปัจจัยของความสุขส่งให้ความเครียดจะไล่จี้ความสุขถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยเข้าก็จะกลายเป็นชักเข้าชักออก กลางเดือนความสุขมา ปลายเดือนความเครียดมา  การส่งสัญญาณแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญ  กลับมาตรงนี้ว่าตรง KPI ของความสุขหรือความสำเร็จคำถามคือเวลาเราตั้ง balance scorecard เรามองชัดไหมว่าปัจจัยแห่งความสุขนี้ส่งให้เกิดความสำเร็จในรูปแบบไหน  ถ้า leader ยังมองไม่ชัดส่วนใหญ่ความสุขจะเป็นงานฝ่าย มันเป็นวุ้น ๆ จับต้องไม่ได้  commitment ที่จะ drive ตรงนั้นก็จะเป็นลมเพลมพัด  แต่ถ้า leader ตีโจทย์นั้นแตก มีความคิดความเข้าใจว่าการต่อยอดความสุขของพนักงานที่จะ contribute ขึ้นมาในแง่ของ performance ยกตัวอย่างที่เราได้มีโอกาสได้คุยกัน  อย่าง Google ปัจจุบันถ้าจะสร้างสิ่งแวดล้อมของมุมมองของบรรยากาศของความสุขที่จะทำให้พนักงานลืมกลับบ้าน  หรือแม้แต่ 1 วันใน 5 วันให้พนักงานทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับบริษัทเลย  แต่สามารถจะใช้ resource ของบริษัทได้  ทำให้ความสุขใจมันเคลื่อนที่  และ Paradagm ที่มองเนี่ยเป็นแบบเดิมหรือใหม่  ความคิดคือ success drive 

          ขณะเดียวกันเราพูดถึง concept อีกอันหนึงถ้าเกิดจะ drive ความสุขในอนาคตจะมีนิยามเล็ก ๆ อันหนึ่งคือคำว่า smile ผมเองมีส่วนในการที่จะ search ย่อ ๆ ออกมา ผมแต่งในหนังสือเล่มใหม่  ถ้าใครสนใจอยากจะได้ลงชื่อไว้กับที่นี่ เดี๋ยวจะเอามาให้  ผมเชื่อว่า smile เป็นพื้นฐานของร่างกาย 

          ตัวแรกที่เราพูดถึงเรามี Awareness ซึ่งมีสองสาม level คือ level พนักงาน, ผู้บริหาร และองค์กร  บางองค์กรที่ผมไปช่วยจะพูดถึงด้าน charity ในแง่ของ heart beat หัวใจขององค์กรทำ heart beat ตรงนั้นตรงกับต่อมสนใจของพนักงานหรือไม่  ถ้ามันไม่ใช่ก็อยู่ที่การปรับตัว  บางองค์กรปรับตัวไม่ได้ก็จะกลายเป็นความเครียด  พอเป็นความเครียดก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันจะเริ่มน้อยลง 

          หลายองค์กรที่รวยเร็ว ยังงง ๆ กับชีวิต ตรงนี้มีหลายครั้งที่มีช่วงเวลาที่มีเวลากลับมาถามตัวเองว่าอะไรที่ทำให้ชั้นเก่ง  องค์กรก็น่าจะหยุดถามพนักงานเหมือนกันซึ่งสำคัญ  ตรงนี้ถ้า alignment กันได้จะเป็นสิ่งที่ดี  เพราะเราฟังหัวใจเขา  เขาจะรู้ว่าเราอยากได้อะไร  ถ้าตรงนี้จูนกันได้เกิดแรงขับเคลื่อนที่มีพลังมาก

          อันที่สอง  ทำยังไงให้เกิดการทวีคูณความสุขก็คือการ manage emotion ให้เป็นความสุขถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจตรงนี้เราสามารถที่จะ drive มุมมองใหม่ขึ้นมาได้  คือจะนำตัว S M I คือการวางเป้าหมาย แรงบันดาลใจ ถ้าองค์กรต้องการให้นักบุ๋นกลายเป็นบู๊ ความสนุกหายไปเลยเพราะเขาไม่ชอบ  ผู้บริหารก็เข้าใจ   ฉะนั้นวิถีทางของการเดินต้องตอบสนองความต่อมสนใจขององค์กร  และสร้างกระบวนการเติบโตได้อย่างดี  ทีมงานก็มีความสุขด้วยเพราะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก 

          ถ้าเราจะพูด put the right man with the right heart in the right job ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ  เพราะไม่เช่นนั้นเอาคนมายืนและทำงานตาม process ก็ไม่ต้องคิดมากอะไร   แต่ต้องการให้ทำด้วยสมองและหัวใจหลายครั้งตรงนี้เป็นแก่นสำคัญในการเลี้ยงคน  ช่วงแรกเราจะมีคำถามว่าทำอย่างไรให้คนรักองค์กร  ถามต่อว่าเรารักพนักงานเหมือนลูกคนนึงหรือไม่  ถ้าเรารักเราก็ต้องเข้าใจว่าลูกต้องการอะไร  จะต่อยอดกับเขาอย่างไรให้เติบโตได้ดีที่สุด  ทำยังไงจะเปิดใจกว้างรับฟังความคิดของทีมงาน  จะประสานความสุขร่วมกัน  เป็น concept ง่าย ๆ ที่ผมมองว่าสามารถเป็นตัวขับเคลื่อน  เราจะได้มุมของผู้นำ  มุมของคนที่อยู่รอบข้างที่จะต่อยอด

          จริง ๆ จะมีตัวอย่างขององค์กร 5 องค์กรในเมืองไทย  มี IBM, ฟาร์มโชคชัย, ยูนิลิเวอร์ ที่ทำให้ยูนิลิเวอร์ในเมืองไทยมี direct marketing approach เป็นต้น

          สุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ถ้าจะให้ภาพตรงนี้เกิดเป็นจริงได้  เงินก็เป็นส่วนหนึ่งจะ link กับเวลาและ performance  หลายครั้งที่เราสร้างกิจกรรมพยายามสร้างความสุขแต่มัน link ไม่ได้ การลงทุนมันหยุดตัวเอง วัดผลไม่ได้  สิ่งต่าง ๆ จะเป็นนามธรรม  มีครั้งหนึงที่แชร์ในทีมเราพยายามวัดผลของ leader กับ performance มันไปในทางเดียวกันหรือไม่  ถ้าเขา smile มากขึ้น performance ก็จะเพิ่มขึ้น  ถ้าตอนนั้นมันกลายเป็นความเชื่อขององค์กรถ้าเราเอา performance เข้าไปอยู่ใน balance scorecard ได้ในการขับเคลื่อนพื้นฐานก่อน  ก็จะเป็นบ่อเกิดของความสำเร็จได้  

          สุดท้ายที่หลายคนฝากไว้คือความกลัวที่จะทำให้เกิดความสุข  ตอนนี้ความกลัวเกิดเยอะมากเลย  แต่ผมเชื่อว่าถ้าเขาทำในสิ่งที่สะกิดต่อมสนใจเนี่ยะ หลายครั้งนักวิทยาศาสตร์หลายคนสนุกกับการทำ  เขาไม่ห่วงหรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง  เพราะวันนี้เป็นวันที่ชั้นมีความสุขกับชีวิตมาก  อันนี้คือส่วนหนึ่งที่ผมมองว่าสำคัญ  ถ้าเราสามารถ focus ไปที่ความสุขที่เขามีในปัจจุบันได้  ความกลัวเป็นสิ่งที่เราผ่านมันได้  นี่คือภาพเล็ก ๆ ของทีมเรา