ต้นเดือนกุมภาพันธ์.. ใบยางปลิดขั้วใบจากต้น ปลิวว่อน และลอยละลิ่วลงสู่พื้น

        ช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนและฤดูร้อนในภาคใต้ คือช่วงที่รอยต่อระหว่างใบและกิ่งก้านของยางพาราเริ่มจะคลอนแคลน  ปี 2552 นี้ ต้นเดือนกุมภาพันธ์.. ใบยางปลิดขั้วใบจากต้น ปลิวว่อน และลอยละลิ่วลงสู่พื้น  ชาวสวนยางบอกว่า "ปีนี้ร่วงเร็ว ไม่ทันตั้งตัวเราคิดในใจว่า เพราะ "climatic variability"  สภาพอากาศที่แปรปรวนไปจากเดิม  ทำให้ phenology ของยางพาราเปลี่ยนแปลงไป

        วันนี้ที่ต้องเขียนถึงสวนยาง  เพราะชีวิตจะต้องวนเวียนเข้าออกสวนยางเป็นเวลาอย่างน้อยสองปีนับจากนี้ไป  อนิจจัง.. ชีวิตไม่แน่ไม่นอน  จากที่เคยเป็นลูกหลานชาวนา  คุ้นตากับทุ่งกว้างว้างเวิ้ง  กลับต้องมาคลุกคลีกับสวนกับป่า  ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า เข้าไปแรกๆ หลง.. งง.. หาทิศหาทางไม่ถูก เพราะรอบด้านมีแต่ต้นยาง ต้นยาง แล้วก็ต้นยาง  แต่ตอนนี้เริ่มคุ้นเคย  หนีไม่ได้ เพราะต้องทำวิจัยเกี่ยวกับสวนยางและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

        สวนยางที่ทำการวิจัยครั้งนี้เป็นสวนยางพาราของชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่ไม่ไกลกันเลยกับรั้วหรูหราของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  ไม่ไกลกันเลยกับหมู่บ้านจัดสรรราคาแพงที่เป็นที่อยู่ของคนเมือง คนรุ่นใหม่ สังคมใหม่  แต่ชาวบ้านที่นี่ยังมีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ที่ยังสามารถเห็นถึงความเป็นชุมชนชนบทแบบเดิมอีกมากมาย มิตรภาพและรอยยิ้มของคนที่นี่ เหมือนมิตรภาพและรอยยิ้มของคนไทยชนบทห่างไกลในที่อื่นๆ  ซึ่งคงจะได้นำมาเล่าในตอนต่อๆไป

        ใบยางพาราสีน้ำตาลแกมส้มแดงที่ร่วงหล่นลงจากต้น หรือ Leaf Litter นั้น ส่วนหนึ่งของการวิจัยได้สุ่มดักไว้ในคอกที่มีพื้นที่หน้าตัดขนาด 1x1 เมตร โครงคอกทำด้วยท่อพีวีซี  ขณะตาข่ายที่ใช้รองรับใบยางพาราเป็นตาข่ายไนล่อนสีฟ้า (ตามรูป) สวนยางที่วิจัยทั้งหมดมี 6 สวน  ตั้งอยู่รายรอบหมู่บ้าน  ลักษณะพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาด  บางส่วนของพื้นที่เป็นทางน้ำไหลผ่าน ที่ชาวบ้านเรียกว่า     "เตราะ"  เพื่อให้ครอบคลุมลักษณะพื้นที่แบบนี้  จึงตั้งคอกไว้จำนวน 3 คอกต่อหนึ่งสวน  รวมทั้งหมดเป็น 18 คอก  กรรมวิธีกว่าจะได้เป็นคอกที่ติดตั้งเรียบร้อยอยู่ในสวนนั้น ก็ต้องอดตาหลับขับตานอนกันหลายต่อหลายวันเลยทีเดียว  แต่งานนี้มีผู้ช่วย  ที่คงจะต้องเก็บไว้ขอบคุณใน "กิตติกรรมประกาศ" ภายหลัง