"ปัญญาที่สำคัญก็คือปัญญาในการรู้เท่าทันตนเอง"

"มนุษย์ไม่ได้มีแต่ความโกรธเกลียดเท่านั้น เรายังมีเมตตา กรุณา และความเข้าใจด้วย ความสามารถในการให้อภัยจึงอยู่ในใจของเราทุกคน จะว่าไปการให้อภัยเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการปกป้องตนเอง มิใช่ปกป้องจากศัตรูภายนอก แต่ปกป้องจากศัตรูภายใน ได้แก่ความโกรธ เกลียด และอาฆาตพยาบาทนั่นเอง หากความโกรธ เกลียด และอาฆาตพยาบาทคือมีดกรีดใจ การให้อภัยก็คือยาสมานใจนั่นเอง ใจที่ไร้ยาสมานย่อมมีแผลเรื้อรัง ชีวิตที่ให้อภัยไม่เป็น ย่อมหาความสุขได้ยาก"

ข้อความข้างบนผมคัดมาจากบทความของพระไพศาล วิสาโล เรื่อง ชำระใจให้หายแค้น ใน นสพ.มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ก.พ.๕๒ ในบทความนั้นมีข้อความหลายตอนที่จับใจผมมาก โดยเฉพาะข้อความที่ว่า ชีวิตที่ให้อภัยไม่เป็น ย่อมหาความสุขได้ยาก

อีกข้อความหนึ่ง "เราจะสุขหรือทุกข์มิใช่เพราะมีใครมาทำให้ หากอยู่ที่ใจของเราเอง ไม่มีใครทำลายศักดิ์ศรีของเราได้นอกจากตัวเราเอง ถึงที่สุดแล้วเราต้องเลือกว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ระหว่างการหล่อเลี้ยงความโกรธเกลียดเอาไว้ หรือการบ่มเพาะเมตตาและกรุณา ผู้คนเป็นอันมากเลือกอย่างแรกจึงจมปลักอยู่ในความทุกข์ ส่วนผู้มีปัญญาเลือกอย่างหลังจึงเป็นสุขอยู่เสมอ"

ข้อความ "เราจะสุขหรือทุกข์มิใช่เพราะมีใครมาทำให้ หากอยู่ที่ใจของเราเอง" ทำให้ผมนึกถึงพุทธวจนะในบทแรกของพระธรรมบท ที่ว่า มโนบุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ซึ่งท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก แปลไว้ในหนังสือพุทธวจนะในธรรมบท ว่า ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง ใจเป็นใหญ่ สรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ

ด้วยเหตุนี้ หากเราพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจชั่ว ความทุกข์ก็เกิดกับเรา (เหมือนล้อเกวียนหมุนตามเท้าโค) หากเราพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจบริสุทธิ์ ความสุขก็เกิดขึ้นกับเรา (เหมือนเงาติดตามตน) 

ข้อความ "ผู้มีปัญญาเลือกอย่างหลังจึงเป็นสุขอยู่เสมอ" นั้นก็ทำให้นึกถึงอีกบทหนึ่ง คือบทที่ว่าด้วย "บัณฑิต" บทนั้นว่า

ชาวนาไขน้ำเข้านา

ช่างศรดัดลูกศร

ช้างไม้ถากไม้

บัณฑิตฝึกตนเอง

สรุปก็คือจะมีปัญญาก็ด้วยการฝึกตน

ปัญญาที่สำคัญก็คือปัญญาในการรู้เท่าทันตนเอง เมื่อเกิดความโกรธก็เห็นอารมณ์นั้นในตน รู้ว่ามันกัดกินใจเจ้าของเอง เป็นทุกข์ รู้จักให้อภัยแล้วก็จะพบกับความสุข อย่างที่พระไพศาลว่า

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๑๖ ก.พ. ๒๕๕๒