The Three Laws of Robotics

หนึ่งในหนังสือชุดที่ผมชื่นชอบและอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกมากที่สุดคือหนังสือชุดหุ่นยนต์ของไอแซก อาซิมอฟ หนึ่งใน All-time Greatest Maestro ของ science-fiction (sci-fi) writers ของโลก ไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) เขียนชุดนักสืบ 3 เล่ม คือ Cave of Steel, The Naked Sun และ Robots of Dawn แล้วก็เขียน series ของ "สถาบันสถาปนา หรือ Foundation series" สุดท้ายทั้งสอง series ที่เดิมเหมือนกับไม่เกี่ยวกับ ก็มาเรียงร้อยรวมกันเป็น series เดียว เป็นชุด 10 กว่าเล่ม (มีหนังสือเหตุการณ์ย่อยที่เกิดขึ้นระหว่าง ก่อน และหลัง series ที่เขียนโดยนักเขียนอีื่นที่ได้มาขออนุญาอาซิมอฟในการเพิ่มสีสันอีกหลายเล่ม) หุ่นยนต์ทุกตัวใน series ดังกล่าว มีกฏพื้่นฐานของหุ่นยนต์ 3 ข้อ ได้แก่

  1. A robot cannot injure a human or, through inaction, allow a human being come to harm.

  2. A robot must obey orders given by human beings except where such order becomes conflict with the First Law.

  3. A robot must protect its own existence as long as such protection does not conflict with the First or Second Law.

แปลเป็นไทย

  1. หุ่นยนต์จะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษย์ได้รับอันตราย
  2. หุ่นยนต์จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของมนุษย์ ยกเว้นการปฏิบัติตามคำสั่งทำให้ขัดกับกฏข้อที่หนึ่ง
  3. หุ่นยนต์จะต้องปกป้องตนเอง ตราบใดที่การทำเช่นนั้นไม่ขัดกับกฏข้อที่หนึ่งหรือข้อที่สอง

 

ที่นำเอาเรื่องนี้เข้ามาใน reflection หรือการสะท้อนความรู้สึกใน series นี้ มีเหตุผลจุกจิกหลายประการ อย่างแรกได้แก่ผมเอาหนังสืออ่านเล่นมาสองเล่ม คือ The Robots of Dawn และ Robots and Empire มาอ่านแก้เหงา และสองคือได้ chat กับวรวุฒิ (สหายผู้ร่วมมรรคา) และมีประเด็นเรื่องนี้ผุดขึ้นมาระหว่าง chat จนกระทั่งเกิดแรงบันดาลใจเอามาเป็น model หนึ่งในการสะท้อน (ขอซักตอนเถอะ)

เราเคยพูดใน Theory U หลายครั้งหลายตอน เกี่ยวกับการ connect to the source หรือการที่เราทำอะไรก็ตาม ยังคงไว้ซึ่งความตระหนักรู้ถึงการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับรากเหง้าที่มาความหมายที่เราได้กำเนิดมา ได้เติบโตมา และได้กระทำเพื่อ เรียกรวมๆสิ่งเหล่านี้ว่า "The Source" การที่มีอะไรยึดเหนี่ยวนี้ ในความรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีอะไรที่เป็น "หลัก" ไม่โยกคลอน คือ หมดกำลังเมื่อไร ท้อแท้เมื่อไร เรามองหาหลักนี้ ก็จะปรากฏหลักนี้เป็นแนวทางปฏิบัติให้ยังคงมั่น ทุ่มเท และเดินต่อไป ฟันฝ่าอุปสรรคต่อๆไปได้เสมอ

ในพฤติกรรมดังกล่าว ถ้าหากจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ เราอาจจะนำเอา "คุณภาพ" ที่ว่านี้ เป็นเครื่องมือ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นหลักประกัน ประดุจดั่งกฏข้อแรกของหุ่นยนต์ที่ว่าไม่มีทางที่เราจะหลุด เลื่อนไหล ไปจากหลักประกันที่ว่านี้ได้เลย

ได้หรือไม่?

ปรากฏว่าเมื่อนำเอาเรื่องนี้มาคิด เกิดความเสี่ยงเกิดขึ้น เนื่องมาจากคุณภาพหลายๆประการ มีความยากลำบากในการวัด ในการประเมิน ในการกำหนด เพราะเป็นเรื่องของนามธรรม อาทิ ความสุข ความทุกข์ ความดีใจ ความหวัง และเมื่อเราต้องการ (และต้อง) วัดมากๆเข้า เราก็หาสิ่งที่เรียกว่า surrogate parameters หรือ "ตัววัดทดแทน" มาใช้ หวังว่าสิ่งที่นำมาแทนและวัดได้นี้ มันสามารถที่จะสะท้อนคุณค่าเดิมของสิ่งที่เราอยากจะวัดแต่แรกอยู่ นำมาใช้ไปนานๆ เราก็เกิดความผูกพันกับตัววัดใหม่ที่ว่านี้

จนบางทีเราลืมไปว่า มันทดแทนอะไร ตั้งแต่แรกเริ่มที่คิดค้นตัววัดตัวนี้

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ มีหลายต่อหลายเหตุการณ์ รวมทั้งเหตุการณ์ที่ "แม่ต้อย เล่าให้ฟังในตอน comment กับเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของผม และเรื่องที่แม่ที่เป็นมะเร็ง ยอมไม่รับการรักษาเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ลูกในท้องพอคลอดออกมา เราก็ยังลังเลไม่ยอมให้แม่กับลูกได้อยู่ด้วยกัน ทั้งๆที่เวลาที่เหลืออยู่ระหว่างทั้งสองคนนั้นเหลือสั้นเต็มที

เพราะ "กฏเหล็ก" ที่เราเป็นคนตีตรา และไปๆมาๆตกกลายเป็นทาสของมันทีหลัง

เมื่อเอากฏสามข้อของหุ่นยนต์มาเทียบ เราก็จะเห็น pathophysiology ชัดขึ้นมากทีเดียว ในที่นี้ ถ้่า "มนุษย์" คือ การที่ได้ความรัก ความเมตตา ความสุข ความหวัง เป็นกฏข้อที่หนึ่ง ผู้ปฏิบัติงานของเรายึดข้อที่เท่าใดในการปฏิบัติงาน?

ถ้าไม่ยอมให้ญาติมาเยี่ยม เพราะกลัวแหกกฏที่วางเอาไว้ แสดงว่าเอากฏข้อที่สอง (คำสั่งที่ rigid) มาเหนือกว่ากฏข้อที่หนึ่ง

ถ้าไม่ยอมให้ญาติเยี่ยม เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกตำหนิ เพราะเสียคะแนน compliance ของ guideline เสียคะแนน TQA เสียคะแนนคุณภาพ เดี๋ยวนานจะตำหนิ แสดงว่าเอากฏข้อที่สาม (การปกป้องตัวเองจากการถูกตำหนิ หรือทำโทษ) มาเหนือกว่ากฏข้อที่หนึ่ง

ข้อสำคัญจากเรื่องที่แม่ต้อยเล่าให้ฟังว่า ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมคุณป้าได้ ก็เมื่อโชว์บัตรแสดงตัว จึงได้ข้อยกเว้น จากตอนแรกที่ไม่ให้เยี่ยมเพราะกฏห้าม เป็นการ shift จากการเอากฏข้อที่สอง (คำสั่งที่ rigid) มาใช้กฏข้อที่สาม (มีบัตรที่แสดง authority) แต่เป็นการ take over กฏข้อที่สอง!!! คือ สามเหนือกว่าสอง ไป

สุดท้าย เรา operate ส่วนใหญ่ที่มีปัญหา ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะเราเผอเรอ คิดว่ากฏข้อที่สอง (คำสั่ง กฏเกณฑ์ guideline) นั้นมีค่าเท่ากับกฏข้อที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม แต่เป็น the source ของกฏข้อต่อๆมา หรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องเผอเรอ แต่เป็นเรื่องของความกลัวของเรา กลัวจนต้องปกป้องตนเอง ไม่ว่ากฏ ไม่ว่าความดี ความงาม คืออะไร แต่ความกลัวบ่งชี้พฤติกรรมของเรา จนกระทั้่งกฏข้อที่หนึ่ง หรือที่สอง ก็ถูก take over ไปได้

ทำอย่างไร เราจึงจะ operate โดยที่เรามีสติ มีเครื่องยึดเหนี่ยวอยู่ที่กฏข้อที่หนึ่งเป็นฐานสำคัญที่สุด ไม่ปล่อยให้กฏข้อที่สอง หรือที่สาม มา take over ไปได้ง่าย?