(พุทธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน อ่านโดย ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยาก ดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่า “เป็นเรา เป็นของเรา” รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ
สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้ “โดยความตน เป็นของตน” ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้
เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ “เพียงสักว่า สักว่า” ไม่หลงไหล พัวพัน มัวเมา เมื่อนั้น จิตก็จะว่าง ว่างจากการยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบิกบานอยู่...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ ความยึดมั่น ถือมั่น เรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการละฉะนี้ เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์ คลายกังวล
“ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง และการสำรวมตนอยู่ในธรรม”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
“ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ” ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย
มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน
การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย
เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการหาปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ “ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว...”

เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้
เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว
ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเราเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขามัวแต่บ่นว่า “หนักและเหน็ดเหนื่อย” พร้อม ๆ กันนั้น เขาก็ได้แบกก้อนหิน วิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คนในโลกส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอก และหลอกลวง หาความจริงไม่ค่อยได้ แม้แต่ในการนับถือศาสนา
ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเหมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังตลอดเวลา
ภายในอาคารมหึมา ประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนต้นไม้ได้อย่างไร...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้ เป็นเรื่องประเสริฐแท้
การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่า เหมือนแย่งกันเข้าไปสู่กองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย
เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ กับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว “เมื่อมีความพอใจ ย่อมมีความสุขเท่ากัน” นี่เป็นข้อยืนยันว่า “ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ”
อย่างพวกเธอ อยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า
แน่นอนทีเดียว คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ไม่ใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุข สงบ เยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อน กระวนกระวาย...

ใช่ เราก็เพิ่งเห็นอย่างลึกซึ้งไม่นานมานี่ว่า ความทุกข์ที่เกิดในใจทั้งมวลมาจากความอยาก (ของตนเอง) พออยากมากๆก็ไปเป็นอุปทาน อีก นั่น
ล้วนเกิดจากการแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น นั่นเอง และเป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย อย่างท่านอาจารย์เสียจริงๆด้วย
จะทุกข์ จะสุข อยุ่ที่ใจ มิน่าเขาถึงมีคำว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ความสงบนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ
ต่อไปนี้ขอ ภาวนา เป็นชีวิตประจำวัน ตามดูรู้ความอยาก เมื่อเริ่มก่อตัว
จะได้เกิดปัญญา
จะได้ไม่บานปลายใหญ่โต (เหมือนขับรถตกเขาไปโน่น)
เพราะพอเกิดเป็นตัณหา อุปทานแล้ว ยากแสนยากที่จะ ยกรถขึ้นมาจากหุบเขานั้นได้
ขอบพระคุณท่าน
สาธุ...
คนเรามีทุกข์เพราะอยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากมีคนนั้น อยากได้คนนี้ นี่อย่างหนึ่ง
คนเรามีทุกข์อีกเพราะไม่อยากเป็นโน่น ไม่อยากเป็นนี่ ไม่อยากได้โน่น ไม่อยากได้นี่ ไม่อยากเจอคนนั้น ไม่อยากเจอหน้าคนนี้ นี้อีกอย่างหนึ่ง
และคนเรามีทุกข์ซ้ำอีกเพราะเมื่อมีสิ่งใดอยู่แล้ว ก็อยากผลักสิ่งนี้ออกไป อยากนำสิ่งโน้นออกไป ไม่อยากให้อยู่ใกล้ตัว อยู่ชิดใจ มีทุกข์ไซร้จากความอยากสามประการ
เมื่อคนเราติดข้องอยู่ด้วยความอยาก อยากมี ไม่อยากมี อยากผลักสิ่งโน้น อยากดันสิ่งนี้ ชีวิตของเรานี่ก็จะไม่รู้จัก "ความสงบ"
เมื่อไม่มีก็ต้องวิ่งหาให้มี เมื่อไม่อยากมีก็วิ่งหนีให้ไกลเสีย หรือเมื่อมีแล้วไม่พอใจ ก็ต้องหาที่หาทางเพื่อทิ้งไป ชีวิตเราไซร้จึงวุ่นไม่รู้จบ
อันตัณหา อุปาทาน และความทะยานอยากนี้แล ทำให้คนในสังคมนี้ "วุ่น" ไปกันมาก
ต่างคนต่างก็วิ่งเพื่อหาทุกข์ ต่างคนต่างก็จะวิ่งเพื่อหนีทุกข์ ต่างคนต่างก็รู้ว่าทุกข์อยู่แล้ว ก็ยังวิ่งเข้าหา ประเทียบดังว่า ทุกข์นั้นไม่ทุกข์จริง
ความรักนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความรักก็ต้องมีความหวัง และความหวังนั้นไม่เคยทำให้ใครสุขได้ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่หวัง เมื่อหวังแล้วก็ต้องพร้อมยอมรับถึงความผิดหวัง เมื่อคิดจะรักแล้วก็ต้องยอมรับความทุกข์
คนที่มีความรักก็ทุกข์อย่างคนที่มีความรัก
คนที่ไม่มีความรักก็ทุกข์อย่างคนที่ไม่มีความรัก
มีอย่างไรก็ทุกข์อย่างนั้น
ไม่มีอย่างไรก็ต้องทุกข์อย่างนั้น
ท่านทั้งหลายโปรดหลุดจากทุกข์ทั้งคู่นี้เถิด
ดำรงใจ ประพฤติตนให้อยู่เหนืออารมณ์ "อยาก" อันว่าด้วยตัณหาทั้งสามนี้เสีย แล้วท่านจะประสบพบความสุขขึ้นอีกมาก
ชีวิตนี้ ดวงจิตนี้ ร่างกายนี้ จะสงบได้อีกมาก เพราะไม่ต้องวิ่งวุ่นตามความอยาก อันจะพาเราเกิดในภพในชาติอย่างไม่รู้จบ...
ท่าน
ยากจริงๆนะ
วันนี้เห็นว่า ไอ้ ทั้งรู้สึกสุข ทั้งรู้สึกทุกข์
เป็นความไม่สงบที่เกิดขึ้น
แต่ทำไมใจมันยินดีเสียยิ่งๆ กับไอ้สุขแปรบที่แล่นเข้ามา อยากเอาไว้ อยากเกาะเก็บไว้
แต่ไอ้ทุกข์นี่อยากผลักร่ำไป ไม่เรียนรู้กับมันด้วยเสียอีก
การปฏิบัติธรรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร...!"
การปฏิบัติธรรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้ว่า "ทุกข์เป็นทุกข์"
การปฏิบัติธรรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้ว่า "สุขเป็นสุข"
ปัญหาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรานี้ก็คือ "ปัญหาที่ไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร...!"
เรามาปฏิบัติธรรมก็เพื่อมาทำให้เรารู้ว่า "ปัญหาคืออะไร..?"
เมื่อรู้แล้ว เห็นแล้ว ว่าสิ่งนี้คือปัญหา การเกิดคือปัญหา ความทุกข์คือปัญหา และความสุขก็คือปัญหา เราจะได้ตระหนักรู้ สำคัญรุ้ และมุ่งหมายที่จะเดินทางตามความรู้จริงอันเป็นความรู้แจ้งรู้เหตุแห่งปัญหาเพื่อที่จะดับปัญหานั้น
สุขและทุกข์มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์
หากรู้สุขและรู้ทุกข์อย่างเที่ยงแท้ชีวิตนี้ย่อมพบได้ซึ่งความสุขจริง
ความสุขแท้อันเป็นความสุขที่จริงนั้นคือ "ความสงบ..."