เมื่ออายุใกล้ครบบวชตามธรรมเนียมประเพณีก็ต้องเตรียมตัวท่องหนังสือ(สวดมนต์)เพราะรุ่นพี่ขู่ไว้ว่าถ้าท่องบทสวดมนต์ไม่ได้จะอายญาติโยมตอนโดนเณร “หาม”บนศาลา และช่วงนี้เองนอกจากท่องบทสวดมนต์แล้วยังได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวเกี่ยวพุทธศาสนามากขึ้นมีทั้งซื้อมาเอง ทั้งหาอ่านจากตู้เก็บหนังสือของวัด มีทั้งเรื่องจากนิยายอิงพุทธประวัติ เรื่องเล่าพุทธประวัติจากหนังสือราคาถูกเก่าเก็บ เรื่องจากพระไตรปิฏกฉบับภาษาไทยที่อ่านแบบไม่ปะติดปะต่อหยิบมาอ่านบ้างพลิกข้ามไปบ้าง เรื่องเก่าๆ ที่เคยรับรู้ประหนึ่งนิทานปรัมปราพออ่านและคิดทบทวนไม่ได้ทำให้ศรัทธาเพิ่มพูนแต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม แม้เสียงแห่งความศรัทธาที่ถูกปลูกฝังไว้เนิ่นนานจะก่นด่าว่า “ระวังถูกธรณีสูบเหอะเอ็งเอ๋ย” แต่กระนั้นความสงสัยก็ยังคงพอกพูนเพิ่มมากขึ้น อ่านไปก็สะดุดใจไปทีละเล็กละน้อย
...เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุมปรึกษากันแล้วเชิญพระโพธิสัตว์ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
...เมื่อครั้งเป็นโพธิสัตว์จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้ว ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ปรากฎแสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ถึงแม้ในนรกที่มืดมน ก็ปรากฎแสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือน.
...เจ้าชายสิทธัตถะประสูตรแล้วทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าวมีดอกบัวผุดรองรับ และทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราป็นเลิศที่สุดในโลกจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ”
...เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ
...เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จประพาสอุทยาน สี่วาระ โดยลำดับกัน ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง สี่คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ อันเทวดาแสร้งเนรมิตไว้ในระหว่างทาง
...ท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมช่วยเหลือชาวโลก
...ในสมัยที่เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า บัดนี้เมืองเวรัญชา มีภิกษาหารน้อย ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้ง่าย พื้นเบื้องล่างแห่งแผ่นดินผืนใหญ่นี้ สมบูรณ์ มีรสอันโอชา เหมือนน้ำผึ้งหวี่ที่ไม่มีตัวอ่อนฉะนั้น ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงพลิกแผ่นดิน ภิกษุทั้งหลายจักได้ฉันง้วนดิน
... “อานนท์”เพราะอบรมอิทธิบาทสี่มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้ว ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัปป์หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ ( "ดูกรภิกษุ! เราตถาคตจะยกอุปมาให้เธอฟัง เหมือนอย่างว่า ภูเขาศิลาลูกใหญ่ ยาว 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์ ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ ยังมีบุรุษผู้หนึ่งนำผ้าขาวบางเยื่อไม้มาแต่แคว้นกาสี แล้วเอาผ้านั้นปัดถูภูเขา 100 ปีต่อครั้งหนึ่งดังนี้ การที่ภูเขาศิลาใหญ่นั้น จะพึงถึงความหมดไป สิ้นไป เพราะความพยายามของบุรุษนั้นยังเร็วกว่า แต่เวลาที่เรียกว่า กัปหนึ่ง นั้น ยังไม่ถึงความหมดไป สิ้นไปเลย”)
ยิ่งอ่านก็รู้สึกเหมือนปวงเทวาชาวสวรรค์รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการตรัสรู้และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกสนับสนุนในการตรัสรู้โดยตลอดและไม่ว่าจะอย่างไรพระพุทธองค์ก็ต้องตรัสรู้เหมือนกับถูกกำหนดไว้แล้วแบบนี้การตรัสรู้จะพิเศษตรงไหน ส่วนเรื่องราวของพุทธประวัติที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฎิหารย์ต่างๆ ก็ขัดแย้งกับพฤติกรรมของภิกษุว่ายากหลายรูป ที่แสดงออกในสมัยพุทธกาลจนทำให้ต้องทรงบัญญัติข้อห้ามข้ออาบัติต่างๆ ก็ถ้าสมัยนั้นเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหารย์ขนาดนั้น ไฉนจึงมีภิกษุกล้าทำอะไรแผลงๆ หรือมีแม้กระทั่งภิกษุกล้ากล่าวล่วงเกินพระพุทธองค์เช่นคราวที่พระภิกษุชาวโกสัมพี แตกแยกกันเป็น 2 ฝ่าย แม้พระพุทธองค์ ทรงไกล่เกลี่ยก็ยังไม่ยอมหยุด
ไหนจะเรื่องง้วนดินที่หอมหวานไหนจะเรื่องกำเนิดโลก ไหนจะเรื่องชาติภพซึ่งขัดแย้งกับทฤษฏีวิวัฒนาการที่เคยอ่านรู้มาแบบงูๆ ปลาๆ ถ้าโลกเรามีเกิด-มีดับ มีเจริญ-มีเสื่อม สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป ทำไมเราไม่เคยขุดพบเจออารยธรรมที่เจริญสุดขีดในยุคหมื่นปี สองหมื่นปีที่แล้ว แล้วทำไมทุกๆ ชาติของพระพุทธองค์ทรงเกิดเป็นคนในชมพูทวีปทั้งสิ้น ไม่เคยเกิดในโรมัน ไม่เคยเกิดในจีน ในอาหรับ ในแดนของชนเผ่ามายา ไม่เคยเกิดเป็นชนเผ่าในแอฟริกาหรือไม่เคยเกิดในโลกที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชมพูทวีป
ทำไมหลายๆ เหตุการณ์ที่บรรยายไว้ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดในสามโลกตลอดจนหมื่นโลกธาตุแต่กลับไม่มีในบันทึกของชนเผ่าอื่นหรือในลัทธิอื่นในยุคเดียวกัน ถึงจะเขียนว่าเกิดเพราะเหตุอื่นด้วยไม่รู้จักพระพุทธองค์ก็ย่อมต้องมีปรากฎในบันทึกไว้บ้างเพราะเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ธรรมดา อย่างกรณีที่ทั้งสามโลกมองเห็นกัน แล้วคนในดินแดนต่างๆ ในยุคนั้นนอกชมพูทวีปไม่มีใครสักคนสมควรแก่การบรรลุธรรมเลยหรือพระองค์ถึงไม่เสด็จไปโปรดเพื่อเผยแผ่ธรรม ความสงสัยเริ่มฟุ้งซ่านไปถึงสวรรค์-นรกว่าทำไมสวรรค์ของไทยไม่เหมือนสวรรค์ของฝรั่งของจีนและสวรรค์ของประเทศอื่นๆ อีกมากมายแล้วสวรรค์ของใครเล่าที่จริง
พยายามจูงใจให้ตัวเองเชื่อด้วยการอ้างอิทธิปาฏิหารย์ที่มองเห็นในปัจจุบัน ก็รู้สึกว่าปาฏิหารย์เหมือนจะเกิดกับมนุษย์ที่มีความหวังและศรัทธาในทุกศาสนาทุกนิกาย บางคนเคยรอดตาย บางคนหายป่วย บ้างร่ำรวยขึ้น เพราะสิ่งที่แต่ละคนนับถือ และทุกๆ คนเหมือนสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ตัวเองนับถือ
อาจเพราะด้วยก่อนหน้านั้นเคยมีโอกาสเข้าไปร่วมการอบรมที่ลัทธิแห่งหนึ่งจัดขึ้นซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณยี่สิบกว่าคน วันแรกผู้ร่วมอบรมยังมองเห็นว่าแนวคิดที่แฝงมาของลัทธินั้นเป็นเรื่องตลกขำขัน วันที่สองคนหัวเราะน้อยลง พอถึงวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้าย กะประมาณว่าคนไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ รับฟังสิ่งที่วิทยากรของลัทธินั้นสื่อสารออกมาด้วยความตั้งใจ และไม่มีใครขำแนวคิดของลัทธินั้นอีกแล้ว ไม่รู้ว่าจบจากการอบรมครั้งนั้น มีคนกลายเป็นสาวกลัทธินั้นมากน้อยขนาดไหน แต่มานึกทบทวนที่ไม่เชื่อและไม่คล้อยตามอาจเป็นเพราะว่าฟังโดยไม่เปิดใจ ถ้าหากว่าฟังโดยเปิดใจก็อาจกลายเป็นสาวกลัทธินั้นเช่นกัน และตอนนี้ผมก็จะมีท่านผู้ให้กำเนิดลัทธินั้นเป็นศาสดาและตอนนี้คำสอนของศาสดาท่านนั้นก็ถูกที่สุด
จากตัวอย่างที่เคยเห็นมาพอตัวเองเกิดลังเลสงสัยในศาสนาก็เหมือนกับเราเกิดปัญญา คราวนี้เลยไม่แน่ใจว่าถ้าหากหวนกลับไปเปิดใจและศรัทธาเชื่อถือจะรู้ได้อย่างไรว่าได้เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เพราะโลกนี้ไม่มีเทศกาล “เปลี่ยนศาสนา” ให้ทุกคนทดลองเปลี่ยนศาสนาดังนั้นเราจะทำอย่างไรเมื่อเกิดสงสัยต่อศรัทธาดั้งเดิมของเรา ถ้าสงสัยจะตกนรกเลยไหม
เสียงในใจที่ไม่กล้าถามใครไม่กล้าพูดในตอนนั้นคือ
พระพุทธองค์ทรงเป็นศาสดาของสามโลกหรือทรงเป็นนักปรัชญาอัจฉริยะที่ฉลาดในการจูงใจคน
ยิ่งอ่าน ยิ่งคิด ยิ่งหาคำตอบก็ยิ่งสับสน บางครั้งง่วงบางครั้งงงกับศัพท์ทางศาสนา บางครั้งเต็มไปด้วยคำถาม บางครั้งพาลอยากโยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไม่ต้องคิดอะไรไม่ต้องมีศาสนาสิ้นเรื่องสิ้นราวไป ได้รู้จักคำว่านรกในใจครั้งแรกชัดๆ ก็ครั้งนั้นเอง เพราะหลับก็รุ่มร้อน ตื่นก็ร้อนรน ณ ห้วงเวลานั้นเพราะคำถามกับความกลัวบาปและความกลัวหลงผิดตีกันวุ่นวายในตัวเอง
ธรรมรักษา
เรื่องดีมาก
แต่อ่านยากไปนิดหนึ่ง
เพราะอักษรไม่เสมอกันลอง
ปรับเปลี่ยนดูนะ..อนุโมทนาสาธุ
วิธีใช้งานคลิกที่นี่http://gotoknow.org/blog/tutorial4u/166155