ซบลงตรงความเมื่อยล้า

หลังจากนั่งทำงานต่างๆนานากับภาระงานที่เรียกว่าล้นมือ ล้นความคิดจนเกิดอาการสนิมเกาะกินความคิดขึ้นมาอีกครา ดูเวลาเกือบจะเที่ยงคืน เอนตัวซบลงกับหมอนตรงความเมื่อยล้าของความคิด นอนนคิดทบทวนถึงบทบาทภาระหน้าที่ที่มีมากว่า ๗ ปี(ตั้งแต่เรียนปี ๒ ปริญญาตรี) กับการทำงานบนพื้นที่แห่งนี้ ที่วิถีคิดของผู้คนนอกพื้นที่มองว่ามันคือความหม่นหมอง ตลอดระยะเวลาร่วมค่อนชั่วโมง ตริตรองลองย้อนวิถีตัวเองในวันข้างหน้า กับ ห้วงเวลาการทำหน้าที่ครูสอนภาษาไทยใยพื้นที่สามจังหวัด (ชายแดน) ภาคใต้ การทำหน้าที่วิทยากรติวเอ็นท์ให้แก่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ตลอดระยะเวลาร่วม ๗ ปีที่ผ่านมา ไม่ต้องบอกว่าเหนื่อยล้า ไม่ต้องบอกว่าน้ำตาหลั่งไหลบ้างไหม๊ ไม่ต้องบอกต้องเจออะไรเพราะทุกพื้นที่ที่เดินทางไปไม่ต้องบอกว่าท้าทายและเสี่ยงเพียงใด ไม่ต้องบอกกี่ครั้งคราที่พ่อแม่พยายามพูดคุยให้กับคืนถิ่นฐานบ้านเกิด บททดสอบกับกรอบความคิดคือชีวิตที่นับได้ว่าคุ้มค่ากับห้วงเวลาที่นี่จริงหรือ...

          วันนี้ได้รับโทรศัพท์ติตด่อสมัครเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัย (เกือบ ๓ ปีที่คนสอนภาษาไทยที่สถาบันมีผู้สอนแค่คนเดียวแต่กลับเสมือนไม่มีใครเหลียวมองลองสานเสวนาทบทวนบทบาท ไม่รู้ผู้บริหารระดับสูงรับรู้มากน้อยเพียงใด เพราะความเป็นไปกับปัญหาซ้ำๆซากของคนสอนภาษาไทยที่เจอ ณ วันนี้กับเมื่อวานในสถาบันแห่งนี้ไม่มีแปรเปลี่ยนเลย) ความครุ่นคิดอยู่คนเดียวกับหลายๆเรื่องในการทำงานเสมือนการสร้างสนิมความคิดให้เพิ่มขึ้น คำถามกับการมาทำหน้าที่อาจารย์สอนภาษาไทยของผู้ติดต่อมาล่าสุดซึ่งเป็นคนพื้นที่ ถามผมต่างๆนานาเสมือนว่ากลัวอะไรหลายอย่างกับการทำหน้าที่ (นี่หรือวิถีคิดของคนที่นี่) แล้วเราหล่ะคนที่ไหน (คำถามเกิดขึ้นในใจ)

           ไม่อยากคิด ไม่อยากทบทวน ไม่อยากไตร่ตรอง แต่อยากมองไปข้างหน้าว่า...ถ้าวันนี้ผมหาอาจารย์สอนภาษาไทย ๒ ท่านมาสอนที่นี่ได้แล้ว ควรใช่ตัวเองน่าจะเหมาะไหม๊ที่จะไปจากที่นี่ (เพราะสอน ๒ ท่านก็ยังดีกว่าสอนคนเดียวอย่างที่ผ่านๆมา)

            การรอคอยของเด็กๆน้องๆเยาวชนในพื้นที่(แนวข้อสอบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่พยายามถ่ายทอดออกไป กับภารกิจที่มีในการเรียนรู้ภาษาไทยในสถาบันแห่งนี้ และชีวิตที่ต้องทบทวน

           บันทึกซบลงตรงความเมื่อยล้า...กับห้วงเวลาที่ต้องทบทวน