GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สืบสานปณิธานพุทธทาส สืบสานคุณค่าของปัญญาปฏิบัติ

หัวใจของปณิธานพุทธทาสคือ การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากเหตุปัจจัยแห่งทุกข์

สืบสานปณิธานพุทธทาส
สืบสานคุณค่าของปัญญาปฏิบัติ


วิจารณ์  พานิช
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
www.kmi.or.th
thaikm.gotoknow.org

          เข้าใจว่าคณะอนุกรรมการจัดทำหนังสืออนุสรณ์ 100 ปี ชาตกาล  พุทธทาสภิกขุ   เชิญให้ผมเขียนบทความลงในหนังสือ “สืบสานปณิธานพุทธทาส” เล่มนี้   ในฐานะที่เป็นหลานของท่านพุทธทาส  คือท่านมีศักดิ์เป็นลุง   ผมเรียกท่านในภาษาปักษ์ใต้ว่า “ลุงหลวง”   ในขณะที่ภาษากลางเรียกว่า “หลวงลุง”
          ที่จริงผมไม่ค่อยใกล้ชิดกับท่านพุทธทาส   ในฐานะหลานผมเป็นหลานห่าง ๆ   คือปู่ของผม (นายเสี้ยง  พานิช) เป็นน้องของบิดาของท่านพุทธทาส (นายเซื้ยง  พานิช)   ในภาษาพันธุศาสตร์ผมจึงมีพันธุกรรมร่วม (gene in common) กับท่านพุทธทาสเพียงร้อยละ 6.25 เท่านั้น   นั่นคือความใกล้ชิดทางพันธุกรรม   ในทางสังคม ปู่ของผมซึ่งเป็นชาวไชยาได้มาแต่งงานกับย่าซึ่งเป็นคนชุมพร   ปู่จึงกลายเป็นคนชุมพร   แต่เนื่องจากปู่ของผมเป็นคนฝักใฝ่ศาสนา   และเป็นผู้ให้คำแนะนำเรื่องการ “บวชเรียน” ในตอนต้นของท่านพุทธทาส   ท่านพุทธทาสจึงรัก “อาเสี้ยง” มาก   ไปมาหาสู่กันบ่อย   บ่อยในที่นี้หมายถึงพบกันทุกปี   แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมใกล้ชิดกับท่านในระดับที่คุยเรื่องลึก ๆ กัน   แม้จนผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่   และมีโอกาสไปกราบท่านเป็นครั้งคราว   ก็ไม่เคยได้คุยเรื่องปณิธานด้านการเผยแพร่ธรรมะกับท่าน
          ผมคิดว่าผมใกล้ชิดกับท่านพุทธทาสผ่านหนังสือของท่านมากที่สุด   ความเข้าใจปณิธาน  ความคิดของท่านที่ผมมี   เป็นความเข้าใจผ่านการตีความจากการอ่านหนังสือของท่านที่มีคนส่งมาให้   ญาติ ๆ ทางไชยามอบให้   หรือทางสวนโมกข์มอบให้เวลาไปกราบท่าน   ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ   จึงมีการซึมซับ “ปณิธานพุทธทาส” ผ่านความใกล้ชิดกับหนังสือมากที่สุด
          แต่มาคิดอีกทีหนึ่ง   ความใกล้ชิดกับท่านพุทธทาสของผมน่าจะมีอีกด้านหนึ่ง   นับเป็นด้านที่สี่   คือผ่านการปฏิบัติ   คำว่าการปฏิบัติในที่นี้ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในลักษณะของการทำสมาธิภาวนา   เพราะผมไม่ได้ปฏิบัติ   แต่เป็นการปฏิบัติในลักษณะของฆราวาสธรรมที่ทำให้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นมีความราบรื่น   ไม่เบียดเบียนสังคม   ไม่เบียดเบียนตนเอง   ทำประโยชน์ให้แก่สังคมให้มากกว่าที่ตนเอาจากสังคม   กล่าวคือพยายามฝึกปฏิบัติด้านลดความเห็นแก่ตัว ให้เบาบางลง
          หัวข้อ “สืบสานคุณค่าของปัญญาปฏิบัติ”   มาจากการที่ในช่วงเวลา 3 ปีเศษที่ผ่านมา   ผมทำงานด้านการส่งเสริมการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมอุดมปัญญา (Knowledge – based Society) ทำให้ผมเข้าใจเรื่อง “ปัญญาปฏิบัติ”,  “การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ”   และ “ความรู้ปฏิบัติ” ชัดเจนและลึกซึ้งขึ้นอย่างมากมาย   การมองความรู้ปฏิบัติเชื่อมโยงกับการ “สืบสานปณิธานพุทธทาส” ได้จากประสบการณ์ชีวิตช่วงดังกล่าวนี้
          ผมสงสัยเรื่อยมา   ว่าวิธีการใดหรือแนวทางใดที่ทำให้ท่านพุทธทาสเป็นอัจฉริยะ   สามารถค้นคว้าตีความพระธรรมในพระพุทธศาสนาออกมาได้ลุ่มลึกและกว้างขวาง   นำมาเผยแพร่ได้ไม่รู้จบ   จนแม้ท่านถึงแก่มรณภาพไปแล้วเราก็พบงานที่ท่านศึกษาไว้ยังไม่จบ
          จากการอ่านหนังสือประวัติของท่าน   ทำให้ผมทราบว่าการสอบ ปธ.4 ตก   เป็นเสมือน “ฟ้าประทาน”    คือช่วยสะกิดใจให้ท่านพิจารณาว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนบาลีของพระสงฆ์โดยทั่วไปในขณะนั้นคืออะไร   เป็นเป้าหมายเพื่อการหลุดพ้น   หรือเพื่อการมีสมณศักดิ์สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป อันเป็นเป้าหมายพอกพูนกิเลส    ทำให้ท่านตัดสินใจกลับบ้าน   ไปค้นคว้าโดยการอ่านพระไตรปิฎกประกอบกับการฝึกและทดลองปฏิบัติ
          เมื่อก่อนผมเข้าใจเพียงว่าท่านพุทธทาสได้ผ่านการทดลองปฏิบัติธรรมในลักษณะต่าง ๆ มากมาย   เพื่อฝึกทำความเข้าใจ “จิต” และร่างกายของตน    มีการทดลองฉันเฉพาะผลไม้เป็นเวลานาน   ทดลองอยู่คนเดียวเงียบ ๆ โดยไม่พบปะคนเป็นเวลานานเป็นเดือน  เป็นต้น   และพร้อมกันนั้นท่านก็ศึกษาด้านทฤษฎีหรือปริยัติ   โดยการอ่านพระไตรปิฎก   แต่ผมเข้าใจว่าท่านอ่านพระไตรปิฎกไม่เหมือนคนอื่นอ่าน   ผมเข้าใจว่าท่านอ่านแบบจับผิด หรือแบบสอบทาน    เพราะไม่ว่าตำราใด เมื่อเวลาผ่านไป หรือคัดลอกกันต่อ ๆ มา ก็จะมีความผิดเพี้ยนโดยการตกหล่น แต่งเติม ตีความ  มากบ้างน้อยบ้าง    ผมเข้าใจว่าท่านอ่านแบบสอบทานกับหลักฐานต่างแหล่ง และใช้วินิจฉัยของท่านทั้งโดยตรรกะและโดยประสบการณ์ของการปฏิบัติของตัวท่านเอง
          พุทธธรรมที่เผยแผ่โดยท่านพุทธทาสจึงมีความชัดเจน   อธิบายได้ลุ่มลึก   เชื่อมโยงกับชีวิตจริง   เพราะผ่านการไตร่ตรอง   การปฏิบัติและปัญญาที่เกิดจากการภาวนา
          ที่สำคัญ ธรรมะที่ท่านสั่งสอน เป็นสิ่งที่ตัวท่านเองถือปฏิบัติอย่างจริงจัง ในความหมายที่ลึกที่สุด  และพยายามค้นคว้าหาความหมายที่ลึกที่สุด   หาวิธีอธิบายความหมายที่ลึกที่สุดอย่างไม่หยุดหย่อน
          คนที่ได้สัมผัสกับท่านหลังจากท่านมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับแล้วอาจไม่รู้ว่า   การริเริ่มแนวทางปฏิบัติและเผยแพร่ธรรมะที่แหวกแนวไปจากกระแสหลัก   เป็นเรื่องที่ท่านพุทธทาสต้องอดทนและระมัดระวังเพียงใด   ผมมองว่านี่คือการปฏิบัติธรรมะที่หนักหน่วงยิ่ง   เป็น “มารผจญ” ที่ท่านพุทธทาสต้องรับมือเป็นระยะ ๆ   ทั้งจากชาวบ้าน (เคยถูกเรียกว่า “พระบ้า”)  วงการสงฆ์ทั่วไป   มหาเถรสมาคม   พ.ต.ต.อนันต์  เสนาขันธ์  เป็นต้น   การต้องเผชิญอุปสรรคเป็นการเรียนรู้อย่างดียิ่ง   ถือเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ   รวมทั้ง “วิวาทะ” ว่าด้วยจิตว่างระหว่างท่านพุทธทาสกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช   ยิ่งเป็นความท้าทายสติปัญญาของท่านพุทธทาส   และเป็นบทเรียนรู้ธรรมะด้านจิตว่าง – จิตวุ่น ที่ทรงคุณค่ายิ่งสำหรับคนทั่วไป
          การเผชิญความท้าทายหรืออุปสรรคเป็นประสบการณ์   ย่อมนำมาซึ่งความรู้จากประสบการณ์หรือการปฏิบัติ
          ผมกำลังเสนอว่า   คำว่า “การปฏิบัติ”  หรือ  “การบำเพ็ญความเพียร” ทางธรรมะ   ต้องทำหลายด้านในเวลาเดียวกัน   ไม่ใช่เพียงการบำเพ็ญสมาธิภาวนา   เราจะเห็นว่ามีพระที่เป็นเกจิด้านการทำสมาธิภาวนา   ตกเป็นเหยื่อกิเลสในกาม   ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบออกมาเป็นข่าวเป็นระยะ ๆ   เป็นอนุสติว่าสมาธิภาวนาไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพชอบ  
          การสืบสานปณิธานพุทธทาส   จึงน่าจะต้องสืบสานคุณค่าของปัญญาปฏิบัติหลายด้าน   และจะต้องตีความคำว่า “ภาวนามยปัญญา”   ว่าหมายถึงปัญญาปฏิบัติ   ซึ่งจะต้องเป็นการปฏิบัติในชีวิตจริงมากมายหลากหลายด้าน
          การตีความแบบนี้อาจจะผิด   แต่นี่คือการสืบสานปณิธานพุทธทาสที่กล้าแหวกแนว   กล้าคิด   กล้าลองทำ   โดยมีเป้าหมายอันเป็นกุศล   คือการลด – ละ กิเลส  หรือ ลด – ละ “ตัวกู ของกู”  เพื่อใช้ชีวิตทำประโยชน์แก่ผู้อื่น  แก่สังคม  ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
          ความกล้าแหวกแนวของท่านพุทธทาส   มีเรื่องที่จะนำมาเล่าได้มากมายแต่ผมมีความรู้จำกัด   จึงขอนำมาเล่าและตีความเพียงไม่กี่เรื่อง   พอให้ได้เห็นว่า   แนวทางหนึ่งของการสืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสคือการกล้าแหวกแนว  กล้าทดลอง   โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่   อยู่ที่การอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุขของมนุษยชาติและธรรมชาติ
          การสืบสานปณิธานท่านพุทธทาส   โดยการกล้าแหวกแนวที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ   การไม่ยึดติดรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างนิกาย   แล้วเอามายึดถือเป็นอารมณ์รังเกียจซึ่งกันและกัน   แต่มุ่งหาวิธีการเรียนรู้  ตีความ  เผยแผ่  สั่งสอน   ที่สามารถทำให้คนเข้าถึงหัวใจของธรรมะได้โดยง่าย   ของพุทธศาสนาแต่ละนิกาย   นำมาทำความเข้าใจ  ตีความ  และใช้ประโยชน์   เราจะเห็นว่าท่านพุทธทาสนำเอาวิธีการของมหายาน และเซ็น  มาใช้มากมาย   มีหลักฐานอยู่ในโรงมหรสพทางวิญญาณ
          ผมมีความรู้สึกว่าวงการพุทธศาสนาฝ่ายหินยานของเรา   ไม่ค่อยใช้ภาพปริศนาธรรมในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจธรรมะ   ภาพที่มีอยู่ก็มักเกี่ยวกับชาดกที่ตัว “ฮีโร่” คือพระโพธิสัตว์   ซึ่งเรามักเข้าใจว่าคือชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า   เราไม่ตีความว่าที่จริงก็คือพวกเราทุกคนนั่นเอง   แต่ในวงการมหายาน   มีภาพปริศนาธรรมที่ “ฮีโร่” เป็นบุคคลธรรมดา บางคนเป็นเด็ก บางคนฐานะยากจน บางคนได้ชื่อว่าปัญญาทึบ   แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้คนเหล่านั้นบรรลุธรรมได้     พุทธมหายาน และภาพปริศนาธรรมของวงการพุทธมหายาน   จึงสื่อธรรมะต่อสังคมแตกต่างจากการสื่อธรรมะต่อสังคมในบ้านเรา   ท่านพุทธทาสจึง “แหวกแนว” โดยการทดลองนำคำสอนและภาพปริศนาธรรมของพุทธมหายานมาอุดช่องโหว่ของการเผยแผ่พุทธธรรมในสังคมไทย   โดยทดลองใช้ทั้งในรูปของหนังสือคำสอน   ภาพปริศนาธรรมในโรงมหรสพทางวิญญาณ   และพิมพ์หนังสือภาพปริศนาธรรมออกเผยแพร่ด้วย    ผมเข้าใจว่า “ขบวนการแหวกแนว” ของท่านพุทธทาสคงจะมีที่มาที่ไป   มีการปรับแนว  ขยายแนว   มากมายซึ่งผมไม่มีความรู้ที่จะนำมาเล่าได้    น่าจะเป็นหัวข้อวิจัยศึกษาลงลึก   และศึกษาพลวัตทั้งที่เป็นพลวัตของท่านพุทธทาส ของสวนโมกข์ และของวงการพุทธศาสนาไทยและนานาชาติ    เรื่องนี้น่าจะเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้
          ผมมีความเชื่อว่า   ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการตีความและเผยแผ่ศาสนาของท่านไม่ได้มาจากสมองเดียว   คือไม่ได้มาจากการคิดคนเดียวของท่านพุทธทาส   แต่น่าจะมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างท่านกับ “ตัวละคร” สำคัญ ๆ อีกจำนวนหนึ่ง   ผ่าน “การทดลอง” ดำเนินการ    มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน   นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนา “ขบวนการสวนโมกข์”    ผมมองว่ายังมีการศึกษาท่านพุทธทาสในมุมมอง “พลวัตหลายหัว”   หรือ “กระบวนการจัดการความรู้”  ใน “ขบวนการสวนโมกข์” น้อยไป
          ผมมองว่า    ถ้ามีการศึกษา “ขบวนการสวนโมกข์” ให้เห็น “ความมีชีวิต” ของขบวนการในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่   เราน่าจะเอามาเป็นบทเรียนสร้าง “ความมีชีวิต” ของ “ขบวนการสวนโมกข์” สืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสได้
          เป็นการสืบสานด้วยปัญญา   ด้วยการตีความปรากฏการณ์ “ขบวนการสวนโมกข์” เอามาเป็นบทเรียนดำเนินการทดลองต่อ   ให้เหมาะสมต่อสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
          การสืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสไม่ควรสืบสานแบบแข็งทื่อตายตัว   ไม่ควรสืบสานแบบเน้นยึดถือคำสอนของท่านแบบตายตัว   แต่ควรเน้นที่หลักการและวิธีการเผยแพร่ของท่าน    แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมต่อสถานการณ์บ้านเมืองหรือสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
          การสืบสานปณิธานพุทธทาสในมุมมองของผม   ต้องเน้นที่การปฏิบัติในระดับตนเอง (บุคคล)  กลุ่ม  ชุมชน  หน่วยงาน  องค์กร   และสังคม   โดยที่เป็นการปฏิบัติแทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน   ชีวิตการทำงาน  ชีวิตครอบครัว ฯลฯ เป็นสำคัญ
          ผู้ที่ต้องการสืบสานในเชิงวิชาการ   ควรเน้นการศึกษาปฏิบัติการจริงของ “ขบวนการสวนโมกข์” ในสมัยที่ท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่   ศึกษาให้เลย what ไปเน้นที่ how และ why    ศึกษาให้เห็น “การจัดการความรู้”  หรือ  “การจัดการปัญญา”   ของปฏิบัติการสวนโมกข์   คือเน้นที่ศึกษาการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติของสวนโมกข์
          ผมมองว่าหัวใจของปณิธานพุทธทาสคือ   การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์
         
บทความข้างต้นได้ส่งให้ รศ. ดร. วีระ สมบูรณ์ รองประธานคณะกรรมการจัดทำหนังสือ อนุสรณ์ 100 ปี ชาตกาล  พุทธทาสภิกขุ   ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ใน บล็อก นี้ด้วย

วิจารณ์ พานิช

๑๖ เมย. ๔๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะฝังลึกธรรมะ
หมายเลขบันทึก: 24102
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

ได้ข่าวว่าจะมีนิทรรศการของท่านพุทธทาสที่ขอนแก่นเดือนกันยายน ในฐานะคนในพื้นที่และสนใจ พุทธทาสศึกษา มีอะไรยินดีให้ช่วยเหลือก็บอกนะครับเพื่อร่สมเผยแพร่ทำหน้าที่ของญาติธรรมของคนพุทธด้วยกัน