หากลองมองย้อนดูการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัด(ชายแดน)ภาคใต้ หลายคนอาจมองว่าทำไมมันไปไม่ถึงไหน ดูจากผลการจัดอันดับเป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันว่าพื้นที่แห่งนี้รั้งอันดับแบบไม่ทิ้งห่างกันคือ ๗๔ ๗๕ และ ๗๖ ของประเทศข้อมูลเหล่านี้เชื่อเหลือเกินว่าทุกคนรับรู้ในวงกว้างแต่หากหยั่งแลมองให้ลึกมากกว่าข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น คงน้อยคนนักที่จะรับรู้ได้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีที่ยืนระดับแนวหน้าทางการศึกษาเช่นเดียวกัน นั่นก็คือเมื่อเราแยกตามกลุ่มสาระต่างๆกลับพบว่าที่ ๑ ระดับประเทศในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ กลับเป็นของนราธิวาสเขต ๒ ถามว่าข้อมูลเหล่านี้เคยมีใครนำกลับมาขบคิดใคร่ครวญบ้างว่าทำไม และอะไรที่ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องทบทวนแนวทางการจัดการศึกษาเสียใหม่ ไม่กี่วันมานี้ผมได้พูดถึงประเด็นทางด้านภาษาในพื้นที่ http://gotoknow.org/blog/fuad1011/240227 ที่ต้องหันมาทบทวนแนวทางการจัดการศึกษาแบบ "พหุภาษา" มากกว่าการจัดการศึกษาแบบภาษาเดียว
ผมมองว่าการจัดการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัด(ชายแดน)ภาคใต้ จับจุดให้ดีเดินให้ชัด มันจะช่วยขจัดปัญหาบางมิติที่ผู้ใหญ่หลายท่าน(แกล้ง)มองไม่เห็นมันก็เป็นได้ (วัลลอฮฺอะลัม)กับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ เพราะบางครั้งหลายต่อหลายครั้งที่เราพยายามพูดว่าพื้นที่แห่งนี้มีความซับซ้อนในหลายเรื่องนั้น ถามว่าความซับซ้อนแต่ละเรื่องนั้นเราเคยใคร่ครวญพินิจพิเคราะห์มากน้อยเพียงใด และแต่ละความซับซ้อนถามว่ากุญแจที่น่าจะเป็นดอกสำคัญสำหรับความซับซ้อนที่พยายามจะพูดถึงกันคือ "การศึกษา" ไม่ใช่หรือครับ
หรือว่ามิตรสหายหลายท่านคิดเห็นเป็นอย่างอื่นครับ...ร่วมแลกเปลี่ยนกันดูครับ
พหุวัฒนธรรม - - - พหุภาษา
แนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อความเท่าเทียม ต้องเปิดใจให้กว้างยอมรับ ความหลากหลายที่มีอยู่
:)
@ พหุปัญญา เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ครับ
แวะมาอ่านมิติทางการศึกษาครับ
ขอบคุณครับ
ไม่ได้อยู่ 3 จว.ชายแดนภาคใต้นะคะ เเต่เห็นใจคนใต้ใน 3 จว.นี้มาก
เพื่อนคุยให้ฟังว่า เหตุการณ์แบบนี้มีมานาน จนคนใต้ชาชิน คงเป็นเพราะเหตุนี้ ผู้บริหาร ปท.ก็เลยชินชาไปด้วย เพื่อนอีกนั่นเเหละที่บอกว่า คนใต้ 3 จว.นี้เค้าต้องดูแลช่วยเหลือ และป้องกันตัวกันเองมานาน อิทธิพลก็เป็นเรื่องที่มีมานาน เด็ก ๆ ทำระเบิด ทำกระสุนกันเป็นทั้งนั้น
2 ปีที่เเล้ว เพื่อนคน 1 ของดิฉันท่านเป็น ผอ.รร.ที่ปัตตานี ก็โดนรุมฆ่าไปเเล้ว น่าเศร้าใจมากที่ต้องศูนย์เสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าไป คนเเล้วคนเล่า
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การศึกษาเพียงอย่างเดียวจะเป็นกุญแจแก้ได้หรือไม่ แต่ดิฉันคิดว่าคนที่อยู่ในพท. มานาน น่าจะมองทางออกได้ ว่ามันมีอะไรซ่อนเร้นอยู่รึเปล่า
เป็นกำลังใจค่ะ
คนหนึ่งที่รักคนใต้ค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
พี่เอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
คุณไทบ้านผำ
และ
อาจารย์แสงศรี
ยินดีที่ได้รู้จักและเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ว่าที่ ดร.anuroj48
เหตุการณ์เรื้อรัง ยาวนาน
ดูเป็นความเคยชิน
ที่รอคอยการเยียวยา...กระนั้นหรือ
การศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานของเมืองไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ระบบการสอบไล่ การวัดว่าได้เหรียญทองโอลิมปิก สาขานั้น สาขานี้ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ หรือการศึกษาของประเทศนั้น หากเป็นแค่การอัด การเร่ง ให้เก่ง โดยการกวดวิชา อ่านๆ เรียนๆ ไม่ต่างอะไรกับไก่ที่ฉีดสารเร่งโต ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามพัฒนาการตามวัยที่ควรจะเป็น และยังเป็นข้อข้องใจอีกประการที่ว่า คนไทยสร้างชื่อเสียงระเวทีระดับโลกด้านการศึกษา แต่ทำไมเมืองไทยไม่เจริญ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านของเรา อย่าง มาเลเซียร์ เคยลองนำหลักสูตรมาเทียบหรือไม่ว่า ใน 1 วัน เขาเรียนอะไรบ้าง เท่าที่ได้เห็นหลักสูตรของออสเตรเลีย เขาไม่ได้เรียนหนักเลย เรียนแค่ครึ่งวันที่ เป็นเนื้อหาที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วงบ่าย จะเป็นการเรียนตามความสนใจของผู้เรียน ใครชอบถ่ายภาพ ก้ไปห้องถ่ายภาพ เป็นต้น เครียดมั้ย?
แล้วเมืองไทยหละ ?? ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม อังกฤษ และอื่นๆอีกมากมาย เรียนไปแล้ว ผู้เรียนได้ค้นพบตัวเองหรือไม่ ? หรือเรียนแค่เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แค่นั้นเหรอ?
ล้มเหลว.......
หลืบความคิด
คนระเห.
ขอบคุณ
คุณ windy ความจริงมันไม่ใช่ความเคยชินครับ แต่มันเป็นความชินชาของผู้ใหญ่หรือป่าว อิอิ อันนี้ไม่แน่ใจ
ขอบใจมากเพื่อน ว่าที่มหาบัณฑิตจุฬา
คนระเห. ข้อมูลที่นายนำเสนอน่าสนใจมากเพื่อนเรียนจบแล้วอย่าลืมกลับมาพัฒนาพื้นที่ของนายนะเพื่อนรัก(เพื่ออัลลอฮฺ)
ผมคิดว่าผมคนหนึ่งที่ทำงานด้านการศึกษามานาน..
ผมเป็นคนมลายู สัญชาติไทย.. คือคนไทยสมบูรณ์แบบ
มีประสบการณ์ทางการศึกษาแปลกๆพอควร..
ผมว่า..คนไทยนี้เก่ง นักวิชาการก็เก่ง.. สอนได้กินใจและเป็นความจริง..
..แต่ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่การกระทำ การปฏิบัติ...
ผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก..ทั้งครูไทย ครูมลายู ไทยพุทธ มุสลิม..เหมือนกันนะครับ ..คือ บอกว่าสอนคนให้เขารู้ เรียนหนังสือให้ฉลาด ให้รู้มากขึ้น ให้มีชีวิตอย่างเป็นสุขทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น..(ประมาณนี้นะครับ)
แต่ พอเอาเข้าจริง...ไปคนละเรื่อง...
โรงเรียนที่ผมสอนอยู่ตอนแรกของการเป็นครู เพิ่งเปิด ม.ปลาย ข้าราชการระดับผู้ใหญ่มาถามผมหน้าที่ประชุมว่า เปิด ม.ปลาย สามารถทำให้เด็กเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยกี่คน?...งง ครับ
ที่ งง เพราะคำถามนี้ผมว่าไม่น่าจะเกิดจากคนมีการศึกษาเลย.. โดยเฉพาะไม่น่าจะเกิดจากคนของรัฐเลย...
ตอนที่ผมจบประถม..คนที่จะเรียนต่อต้องเดินทางเข้าจังหวัด..จึงทำให้หลายคนที่พลาดโอกาสการศึกษาในระดับที่สูงกว่า...
พอเขามาเปิดชั้นมัธยมในหมู่บ้าน... เกือบร้อยเปอร์เซนต์เลยที่เด็กประถมได้เรียนต่อระดับมัธยม.. เขาได้เรียนรู้มากขึ้น คุณภาพชีวิตจะได้ดีขึ้น...
แต่....สุดท้าย...ก็เป็นไปอย่างที่ข้าราชการคนนั้นถาม...
เด็กที่เรียนจบ ม.ปลาย เกือบร้อยเปอร์เซนต์..เช่นกัน จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อเรียนต่อระดับ ป.ตรี เพราะถูกปลูกฝังว่าเรียนจบแล้วมีงานทำ...++++
มีสักกี่คนที่คิดว่า...จะขอเรียนเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพให้เป็น.. อยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อเดินทางสู่ทางสันติในอนาคต
..ผมไม่แปลกใจเลยที่ผลการสอบ เอเนท โอเนท ของเด็กในสามจังหวัดบ้านเรา จะติดอันดับสุดท้าย..
..เพราะเกือบทุกคนไปสอบ.. หลายคนที่ไปไม่ได้มองตัวเองว่าเหมาะสมแค่ไหน.. บางทีตัวเองฉลาดมากๆในการเป็นช่าง แต่ดันไปสอบแข่งเข้ามหาวิทยาลัยทั้งที่ตัวเองมีพื้นฐานความรู้ทางวิชากการน้อยมาก
..เคยสอบถามครูแนะแนวของโรงเรียนว่า ทำไมให้เด็กพวกนี้ไปสอบด้วย..คำตอบที่ได้ ก็เข้าใจในจุดยืนของบรรดาครูทันที.. เขาว่า เขาแนะแล้วว่าไม่ควรสอบ..แต่พ่อแม่ของเด็กบางคนมาบอกเลยว่าทำไมแนะนำลูกเขาแบบนั้น ลูกเขาก็มีสิทธิที่จะสอบ..
อีกเยอะครับ..
... ที่ยกมานี้แค่ให้เห็นเป้าหมายของการเรียนของเด็กบ้านเรา ไม่ใช่เด็กเท่านั้นที่อยากได้อย่างนั้น เจ้าหน้าที่รัฐก็อยากให้เป็นแบบนั้นด้วย...สอนอีกอย่าง..แต่ปลูกฝังอีกอย่าง..
ยิ่งพูดยิ่งยาว..เอาไว้เป็นเรื่องๆ ค่อยพูดต่อ