สรณะอื่นของผมไม่มี

ได้ยินมาว่าถ้าคนจ่ายกล้าสู้ราคาทุกสิ่งในโลกซื้อได้ด้วยเงิน  จึงเคยตั้งคำถามเล่นๆ ว่าถ้ามีเจ้าลัทธิ ติงต๊องลัทธิหนึ่งเสนอเงินร้อยล้าน เพื่อแลกกับการเปลี่ยนไปนับถือลัทธิของท่าน พุทธศาสนิกจะตัดสินใจอย่างไร

1.      ถามบ้าๆ ไม่เห็นต้องคิดมาก (ตะคลุบหมับ)...แต่ว่าขอให้โอนเข้าบัญชีให้เรียบร้อยก่อนนะถึงจะเปลี่ยน

2.     รับมาก่อน...เหมือนตอนเลือกตั้งไง ใครแจกรับทุกคนแล้วก็บอกว่าจะเลือก แต่เลือกใครก็ไม่มีใครรู้ แล้วยิ่งศาสนานี่เป็นเรื่องของจิตใจเรานับถือด้วยใจไม่มีใครรู้หรอก

3.     ให้มาแจกจริงก่อนเหอะแค่แสนเดียวเปลี่ยนศาสนาเสร็จแล้วจะอุ้มไปส่งที่รถไม่ต้องให้ท่านเดินเองเลยเชียว

4.     ไม่สน(ถ้าเปลี่ยนเป็นหาน้องหน้าตาน่ารักมาอ่อยค่อยว่ากัน ^ ^)

เป็นแค่คำถามที่ถามเล่นๆ  คงไม่มีเจ้าลัทธิที่ไหนที่เอาเงินมาแจก  ถามเพราะว่าเดี๋ยวนี้เห็นบางท่านเค้าวัดความสำเร็จกันด้วยเงิน คนรวยถึงจะประสบความสำเร็จ หนักเข้าตอนหลังๆ  เริ่มมีประเด็นคำถามว่า นับถือพุทธแล้วยากจนหรือร่ำรวย

“โอ้...คิดไปได้”

การนับถือพระพุทธศาสนาไม่ใช่การค้าต่างตอบแทนนะครับท่าน

การนับถือพุทธศาสนาไม่ได้ทำให้ใครจนลงและการนับถือพุทธศาสนาไม่ได้ทำให้ใครรวยมากขึ้น

ดังนั้นใครจะร่ำรวยใครจะยากจนต้องไปสรุปเหตุมาก่อนว่าทำอย่างไรถึงได้ผลเช่นนั้น

ไม่ใช่เกิดอะไรขึ้นหันซ้ายหันขวาไม่เห็นอะไรก็ชี้มาที่หลักคำสอนของพุทธศาสนาเหมือนเรื่องความยากจนและความไม่เจริญรุ่งเรืองของประเทศแห่งหนึ่ง ที่บางท่านชี้มาโทษหลักคำสอนที่ว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนมี” ว่านี่แหละสาเหตุ

ทั้งที่ในความเป็นจริงคำสอนในพุทธศาสนานั้นมักมีเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ต้องนำมาเป็นใช้ทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับธรรมชาติที่หลากหลายของมนุษย์ ธรรมบางอย่างใช้สร้างสิ่งดี แต่ธรรมบางอย่างใช้ข่มสิ่งไม่ดี  คำสอนที่ว่าจงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่นั้นพระพุทธองค์ตรัสไว้ใน วิธีที่คนทั่วไปอาจลุถึงสภาพที่เป็นความสุข ซึ่ง“จงพอใจในสิ่งที่ตนมี” เป็นคำสอนที่โดดเด่นและถูกนำมากล่าวถึงบ่อยที่สุดเพราะทำให้เกิดความสงบไม่ดิ้นรนกระเสือกกระสนภายในใจ ช่วยระงับความทะยานอยาก ซึ่งไม่เคยหยุดพักและมักเดินทางไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเดินทางไปถึงอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อใจสงบแล้วทำตามคำสอน ในหมวดเดียวกันนี้อีกสักสองสามข้อ  อาทิ เช่น “จงทำความพอใจ ในการดูการฟัง เพื่อให้ได้มา ซึ่งวิชาความรู้ “   จงฝึกฝนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยและแบบแผนอันดี “หรือ “จงละเว้นความโลเลในการงาน” ซึ่งถ้าคนในบ้านในเมืองพากันทำตามก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าประเทศจะไม่เจริญหรือร่ำรวย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงข้อปฏิบัติทางพุทธศาสนาบางอย่างนั้นถ้าทำตามก็มีสิทธิที่เราจะร่ำรวยขึ้นมาแต่ว่าผมยังเข้าใจว่า เจริญทางโลก < > เจริญทางธรรม

เราอาจเพียรสร้างความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อมกันได้แต่ว่าทั้งสองอย่างนั้นไม่ได้เกื้อกูลกันโดยตรง

เป็นเรื่องธรรมดาถ้านับถือพุทธศาสนาแต่ไม่ฉลาดในการทำมาหากินก็ย่อมยากจนเข็ญใจและคนที่ไม่มีศาสนาแต่ฉลาดในการทำมาหากินก็ย่อมสามารถจะร่ำรวยเงินทอง เช่นเดียวกันกับคนที่นับถือพระพุทธศาสนาที่ขยันและฉลาดในการทำมาหากินก็ย่อมร่ำรวย โดยคนไม่มีศาสนาซึ่งไม่ฉลาดในการทำมาหากินก็ย่อมยากจนซ้ำซากอยู่เป็นธรรมดา

เป็นเหตุเป็นผล  ฉันใดฉันนั้น

ผมเองรู้ตัวว่าขี้เกียจตัวเป็นขนแถมยังไม่ฉลาดในเรื่องทำมาหากิน ก็เลยไม่ต้องแปลกใจที่ไม่ร่ำรวยกะเขาเสียที และไม่เคยพาลจับพระพุทธศาสนามาเป็นแพะ

รู้สึกว่า

        น่าเสียดายถ้าจะละเลยความศรัทธาเพราะอยากร่ำรวย

        น่าเสียดายที่จะตั้งเงื่อนไขว่าเราจะนับถือศาสนาที่ทำให้เราร่ำรวย

        เพราะโชคดีแล้วที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์

และโชคดียิ่งกว่าที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วพบกับพระพุทธศาสนา

ศาสนาที่เป็นทางสายเอกที่จะนำเราออกจากความเชื่อและความฝันแห่งชาติภพที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ

        สำหรับผมแล้วไม่ว่าชีวิตต่อไปจะลำบากยากแค้นหรือร่ำรวย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยหรือแข็งแรง ก็จะมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะอันประเสริฐไม่มีสรณะอื่นใด