"ราชการเขาให้ตัดสาง    โค่นต้นไม้ยืนตายและไม้เล็กอื่นๆไม่ให้รก"   แกนนำกลุ่มอนุรักษ์บ้านเปร็ดในอธิบายไปเรื่อยๆ  ขณะพวกเราเดินศึกษาป่าชายเลน

"ที่จริง ไม้ยอดด้วน ต้นไม้ยืนตาย เป็นที่อยู่อาศัยวางไข่ของนกของแมลง"

"โพรงไม้เป็นที่ขังของน้ำจืด  ทำให้สัตว์หลายชนิดมีชีวิตรอดในป่าชายเลนได้"

"ไม้เล็กใหญ่หลายชนิดออกดอกไม่พร้อมกัน  ทำให้ผึ้งมีดอกไม้ไว้กินน้ำหวานตลอดทั้งปี"

"เวลาตัดสางป่า  ใบไม้จำนวนมากถูกริดลงทับถมในดิน เกิดแกสที่รุนแรงเกินไปสำหรับสัตว์เล็กๆ  ใบไม้ทับถมลงมากอาจเป็นอาหารอย่างดีของสัตว์บางชนิดในช่วงหนึ่ง  แต่หลังสางป่าแล้ว เหลือใบไม้ร่วงลงดินในช่วงต่อมาน้อยลง    ช่วงนั้น  อาหารกลับไม่พอกิน"

เราชื่นชมกับภูมิปัญญา  นักศึกษาบางคนก็ชื่นชม  แต่บางคนก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา...

......

ชาวบ้านพาพวกเราเดินไปเรื่อยๆตามทางเดินป่าชายเลนที่ทำด้วยปูน  บางช่วงทำเป็นสะพานปูน  บางช่วงก็วางทางเดินปูนบนคันดินที่นายทุนมาขุดไว้สมัยบุกรุกป่า

"ราชการจะให้ซื้อเหล็กมาทำโครงปูน  แต่เราไม่เอา เพราะเหล็กไม่ทนกับน้ำเค็ม  ใช้ไม้ไผ่ทนทานกว่า"   เราฟังแล้วนึกถึงพี่เรืองที่นครศรีธรรมราช ที่บ่นอุบกับโครงการของจังหวัด  ทำอะไรสักอย่างในทะเล  แต่ใช้เหล็กแทนไม้ไผ่ภูมิปัญญา  ปัญหาเดียวกันความไม่คงทน

พวกเราเดินมาจนถึงปลายสะพาน  โผล่ออกจากป่าเกือบทึบ  ก็พบกับทะเลกว้างเวิ้งว้างดูกระจ่างตา   ทะเลสงบเงียบ  มีกระชังเลี้ยงหอยเป็นระยะๆ   เห็นเกาะช้างรางๆ  พระอาทิตย์ดวงกลมโตสีแดงอมส้มกำลังจะตกทะเล   เปลี่ยนความเหน็ดเหนื่อยให้เป็นสดชื่นได้ทันที

ที่สะดุดตาคือ  เต๋ายาง  ที่เรียงเป็นระยะๆ บนดินเลนชายฝั่ง  เต๋ายางเป็นการเอายางรถยนต์เก่าๆมาผูกไว้ 3-4  เส้น แล้วทิ้งไว้ตรงชายฝั่งเพื่อกันคลื่นกัดเซาะฝั่ง  

"ราชการจะใช้ เต๋าปูนซีเมนต์  เราไม่เอา เพราะถ้าน้ำท่วมถึง  เรือชาวบ้านที่วิ่งเลียบชายฝั่งจะมองไม่เห็นเต๋า  ถ้าชนเต๋าปูนก็ทำให้เรือแตกเสียหาย    เรารับผิดชอบเขาไม่ได้"  

ชาวบ้านผู้เรียนรู้จากประสบการณ์ปฏิบัติจริง ยังเข้าใจปัญหาและรอบคอบกว่าหน่วยงานราชการอยู่ดึ

........

ขากลับ  เราถามว่า  เด็กๆมัคคุเทศก์น้อย  ที่เคยนำชมป่า อธิบายจ้อยๆ  เอาสมุดติดมือมาเก็บข้อมูลด้วย  เด็กๆเหล่านี้คงโตขึ้นแล้ว  พวกเขาหายไปไหนกันหมด

"โอ้ย.. เห็นพวกเขาเรียนกันจนเครียด  การบ้านเป็นร้อยๆข้อ  ก็เลยไม่อยากจะกวนแล้ว..."

เมื่อเด็กๆหายไป  แล้วใครจะเป็นผู้รับการถ่ายทอด ชื่นชมภูมิปัญญาเหล่านี้...  กุ้งหอยปูปลาที่กลับมาชุกชุมในปัจจุบันก็ด้วยภูมิปัญญาเหล่านี้มิใช่หรือ...

ถ้าภูมิปัญญาหายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ความรู้ในระบบโรงเรียนไม่เคยจัดสิ่งเหล่านี้เข้าไปเป็นองค์ความรู้...

ในระบบกำลังกัดเซาะชาวบ้านอีกแล้ว..