ความเห็นล่าสุด


สวัสดีค่ะ

ได้รับเมล์แล้วนะคะ ขออนุญาตตอบผ่านบล็อก เรื่อง "การประกันรายได้เกษตรกร" ของพี่เองนะคะ (เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต)

ส่วนตัวคิดว่า เนื่องจากเป็นปัญหาเฉพาะ รัฐจำเป็นต้องใช้นโยบายชุดอื่นในการแก้ปัญหาค่ะ เช่น นโยบายสวัสดิการที่ไม่ได้มีเป้าหมายให้ขายข้าวได้ราคาแพง แต่ต้องสร้างหลักประกันด้านอื่นๆขึ้นมาทดแทนค่ะ

แต่ปัญหาพื้นฐานสำคัญที่สุด คงจะเป็น การยอมรับการเป็นพลเมือง ใช่ไหมคะ ตรงนี้ รัฐผูกขาดอำนาจในการให้ "ความเป็นพลเมือง" เลยยากหน่อย ต้องไปทำงานเรียกร้องกับรัฐ

ส่วนเรื่องสวัสดิการนั้น ยังมีภาคเอกชน ภาคประชาชนและชุมชน ที่น่าจะช่วยเป็นพลังได้ ไม่ต้องง้อรัฐมากนัก

แต่ทำอย่างไรให้ภาคประชาชนเห็นปัญหาร่วมกันและหันมาสนับสนุนทั้งสองเรื่องค่ะ

สวัสดีค่ะอาจารย์วสะ

ที่เขียนไปนั้นเป็นความเห็นของคนพุทธที่ได้มีโอกาสเข้าโบสถ์คริสต์ 4 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเด็ก เพื่อนชวนไปเยี่ยมชมโบสถ์อัสสัมชัญบางรัก ครั้งที่สองพาคณะจากติมอร์เลสเตไปสวดมนต์ที่โบสถ์ที่จันทบุรี ครั้งที่สาม ไปงานศพแบบคริสต์ที่พนัสนิคมแต่จัดที่บ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ เป็นโบสถ์ใกล้ รร.กรุงเทพคริสเตียนค่ะ

ครั้งที่สามกับครั้งที่สี่นั้น เป็นการจัดงานคนละรูปแบบกันเลยค่ะ เดาว่าคงขึ้นอยู่กับเจ้าภาพ ในขณะที่ของพุทธ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯจะมีรูปแบบคล้ายๆกัน โดยวัดเป็นคนกำหนด..

ความเห็นในเรื่องความคุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะเป็นข้อคิดเห็นที่น่าฟังค่ะ มันคงมีประเด็นนี้อยู่จริงๆสำหรับวัฒนธรรมของเรา แต่คิดอีกที คนพูดเก่งๆก็มีอยู่ไม่น้อยนะคะ ยิ่งพูดจากใจ หรือเตรียมการมาบ้างก็น่าจะพอพูดได้ เพียงแต่วัฒนธรรมของเราไม่นิยมให้คน "แสดงความรู้สึก" กระมังคะ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ

(แต่ทำไม เวลามาพูดอวยพรคู่แต่งงาน จึงทำได้ ยิ่งปัจจุบัน คู่หนุ่มสาวแต่งงาน ต้องมาฉายวิดีทัศน์เปิดเผยเบื้องหลังความสัมพันธ์..ยิ่งดูจะ "เข้าใจไม่ได้" ใหญ่ว่า .. ทำไปทำไม)

ธรรมเนียมการทำหนังสืองานศพก็เริ่มเปลี่ยนไป อาจซื้อหันังสือพระ หรืออื่นๆมามอบให้แทน แม้แต่ประวัติผู้วายชนม์สักหน้า บางครั้งก็ยังไม่เห็น ....

การจัดงานศพสะท้อนวิธีคิด ระบบคุณค่า ที่เปลี่ยนไปของสังคมไทยได้ดีค่ะ ...

อาจารย์อนิณ ..สวัสดีค่ะ

แสดงว่าอาจารย์ขยันติดตามข่าวคราวของคณะ ยกแต้มคณบดีให้เลยค่ะ..

พรุ่งนี้จะจัด symposium เรื่องการบริหารโลกาภิวัตน์ นายกฯ มาเปิดงานค่ะ เนื้อหาน่าสนใจค่ะ ..หวังว่าจะเป็นอีกงานที่ผ่านไปได้ด้วยดี ติดตามอ่านได้ทาง website คณะนะคะ

Take care ค่ะ

สวัสดีค่ะอาจารย์ตุ้ม

ยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์อุ๋ยเลยค่ะ แต่ก็เห็นหน้ากันผ่านจอทีวี Teleconference รังสิต/ท่าพระจันทร์

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

ปัทมาวดี

สวัสดีครับอนิณ

ดีใจที่เข้ามาทักทายนะ ทำไมต้อง "แอบอ่าน" ด้วยละน้อง..

เคยไปเนปาลและอินโดนีเซีย ก็เคยเจอ "ลูกไม้" (ภาษาใต้แปลว่า ลูกเล่น เล่ห์เหลี่ยม) ถูกขับรถวนเหมือนกัน

แท็กซี่ไทยคงมีเพราะก็เป็นข่าวอยู่บ้าง แต่คงเป็นส่วนน้อย ส่วนที่ฟิลิปปินส์นี้ Host ที่เชิญเราไปต้องเขียนเตือนไว้ในคู่มือเลย

ที่ญี่ปุ่นไว้ใจได้มาก แถมญี่ปุ่น comment ที่ประเทศไทยตั้งอัตราคาเข้าสถานที่ท่องเที่ยวแบบสองอัตรา คือ เก็บถูกสำหรับคนไทย เก็บแพงสำหรับต่างชาติว่า discriminate (สงสัยคนตั้งราคาจะเข้าใจทฤษฎี pricing มากเกินไป)

ถ้าว่างก็เข้ามา "แอบอ่าน"อีกได้นะ

คุณพิมพ์ดีด สวัสดีค่ะ

คือว่า...เวลาไปเจอเมืองที่คนไม่น่ารัก ก็จะรักเมืองไทยขึ้นอีก เพราะยังรู้สึกว่าคนไทยมีน้ำใจ

อีกเมืองที่คนน่ารักในแง่ที่ว่า ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ คือญี่ปุ่นค่ะ หลงทางเขาก็แทบเดินไปส่งถึงที่

เมืองที่คนดูใจดีอีกเมือง คือ เยอรมัน

อีกเมืองที่คนดูไม่สนใจคนอื่นแบบมะนาวไม่มีน้ำเท่าไหร่ คือ อเมริกา ค่ะ

..หรือเป็นเพราะเราคุ้นทั้งไทยและญี่ปุ่นก็ไม่รู้

สวัดดีค่ะอาจารย์ขจิต

ที่จริงก็ไม่ถึงกับหายไปนาน แต่ผลุบๆโผล่ๆนะคะ

ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ

สวัสดีค่ะคุณหน่อย

น่าเห็นใจคุณหมอค่ะ

คิดถึงโครงการต้นกล้าอาชีพ จับมาฝึกเพื่อช่วยงานอนามัยก็น่าจะดีนะคะ

จัดเวรจิตอาสา สะสมแต้มชั่วโมงทำงาน มาออมแทนเงินสัจจะได้ไหมคะ ส่วนผู้รับบริการช่วยบริจาครายละบาทเข้าบัญชีสัจจะให้กับผู้มีจิตอาสาเหล่านี้ ถือว่าขอบคุณในน้ำใจ

ลองเสนอน่ะค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหน่อย

ที่ไม่ได้บันทึกในรายงานคือ

ชอบชื่อกองบุญ และชื่นชมความตั้งใจจริงของทีมงานค่ะ

ที่ว่า พัฒนาระบบบัญชีนั้น คงไม่ต้องซับซ้อน เอาแค่ให้คนทำงานมีข้อมูล และใช้บอกเล่าให้สมาชิกเข้าใจสถานการณ์ของกองบุญค่ะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ ฝากสวัสดีคุณจืดด้วยค่ะ

สวัสดีค่ะชาญพล

กรณีโมคลานนี้ เป็น "กลุ่มแกนนำ" มากกว่า "กลุ่มผู้นำ" กลุ่มแกนนำหรือกรรมการที่พบ พูดคุย และสังเกตการทำงานนั้น ทำงานตามแนวระนาบมากกว่าแนวดิ่ง (คือไม่ได้ใช้อำนาจ) เป็นกรรมการที่ทำงานด้วยใจและความตั้งใจค่ะ น่าสนใจว่าอะไรทำให้ "คนดีๆมารวมตัวกัน" ได้

พื้นที่ที่มี "ผู้นำที่มีผลประโยชน์แอบแฝง" คงมีปัญหาในตัวเอง การอธิบายปัญหาที่เราเห็น ณ ช่วงเวลาหนึ่ง หรือสิ่งดีๆที่เราเห็น ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ต้องการความเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปของพื้นที่นั้น ...เหมือนกับที่ "ประวัติศาสตร์" สำคัญสำหรับการเข้าใจปัจจุบัน

ต้องอยู่หมู่บ้านให้นานขึ้นค่ะ

ดีใจที่เข้ามาแลกเปลี่ยนค่ะ

สวัสดีค่ะคุณรัชชพล

ดีใจที่ใช้ blog เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนความเห็น เป็นการเจอกันนอกห้องเรียน

ดีใจยิ่งกว่าที่รู้ว่า พวกเราได้พยายามเรียนรู้ ทำความเข้าใจจากสิ่งที่เป็นจริงและได้คิดพิเคราะห์

สิ่งที่อาจทำให้พวกเราสับสน ก็คือ ชาวบ้านบางพื้นที่จะเรียกการออม ว่า "ส่งสัจจะ"

กลุ่มออมทรัพย์ที่สนับสนุนโดยรัฐ ก็มีการออมที่เรียกว่า "สัจจะ" ทำนองเดียวกับกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ (แนวพระสุบิน) หรือ สัจจะออมทรัพย์ (แนวครูชบเดิม)

ฟังมาว่าในช่วงหนึ่ง รัฐสนับสนุนให้ครูชบเดินสายเพื่อส่งเสริมการตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์

การทำงานทางความคิด ผ่านการพูดคุยทำความเข้าใจย้ำแล้วย้ำอีก สำคัญมากถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเรื่องทางการเงิน เพื่อนนักวิจัยในทีมถามว่า เราคาดหวังให้องค์กรการเงินทำหน้าที่มากเกินไปหรือเปล่า..

น้องรัช เอย.. บางทีการเชิญมานั่งหันหน้าคุยกันเฉยๆก็ไม่ง่ายนัก หากิจกรรมทำร่วมกันก็น่าจะโอเคนะคะ แต่คนที่เป็นกรรมการต้องเข้าใจเป้าหมายการรวมกลุ่มที่ซ่อนอยู่ข้างหลังด้วย

"คนดี" ย่อมอยากเห็นผู้คนในหมู่บ้านอยู่กันด้วยความรักและเสียสละต่อกัน...ระวังอย่าให้กรรมการ "กีดกัน" คนที่คิดต่างเป็นใช้ได้ค่ะ

โรงรมยางนั้น บริหารจัดการยากกว่ากลุ่มออมทรัพย์มากค่ะ

ที่จริงเมื่อสองเดือนที่แล้วก็ไปเก็บข้อมูลเชิงสถาบันที่หาดใหญ่มาได้หลายโรงพอสมควร (ไปกับเพื่อนฝรั่ง) กำลังคิดอยู่ว่าจะลงไปคุยกับน้าประยงค์ที่นครฯด้วย

ประการแรก ต้องเข้าใจพฤติกรรมการตัดยาง การขายน้ำยางของชาวบ้านค่ะ ประการที่สอง ต้องเข้าใจตลาด

ชาวบ้านที่หาดใหญ่นิยมขายน้ำยาง แต่ทราบมาจากตลาดกลางหาดใหญ่ว่า ชาวบ้านนครฯชอบขายยางแผ่น   ตอนน้ำยางน้อย ชาวบ้านจะขายน้ำยาง แต่ถ้ามีน้ำยางมาก ชาวบ้านอาจทำยางแผ่นเอง ปริมาณน้ำยางที่เข้าโรงรมก็จะน้อยลง เป็นต้น

ราคาขึ้นลง ก็มีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้านว่าจะขายน้ำยางเป็นวัตถุดิบให้เราหรือเขาทำเองแล้วขายยางแผ่น

พฤติกรรมการผสมแป้ง ผสมน้ำในน้ำยางก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ถ้ายิ่งใช้แรงงานรับจ้างกรีดยาง ลูกจ้างเหล่านี้จะชอบผสมน้ำหรือแป้ง เพราะจะได้ส่วนแบ่งตามน้ำหนัก   แต่ถ้าเจ้าของสวนทำเอง ดูเหมือนปัญหาจะน้อยกว่า....

เวลาเข้าโรงรม ที่หาดใหญ่ไม่มีแรงงานต้องจ้างคนอีสาน หรือ คนลาว ที่เทพราชมีแรงงานหรือไม่ ดูแล้ว งานรมยางเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน และใช้น้ำมากอยู่ค่ะ รวมถึงเชื้อเพลิง

ทักษะในการใส่เชื้อเพลิงเพื่อคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปจนน้ำในน้ำยางเดือด ทำให้ยางแผ่นเต็มไปด้วยฟองอากาศปุปะ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคุม ประธานโรงรมเทพราชคนเก่าบอกว่า ผลผลิตเขาเสียหายหมดก็เพราะ เร่งไฟรมควันแรงเกินไปนี่แหละคะ

เรื่องตลาดก็เหมือนกัน ทำแล้วจะส่งตลาดกลางที่นครฯ หรือต้องส่งโรงงานรับซื้อยางแผ่น (ที่ไหน?)... ต้นทุนตรงนี้จะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญ .. ต้องสรุปบทเรียนความล้มเหลวของพื้นที่ในอดีตค่ะ

 

 

 

ขอบคุณน้องแหม่ม ที่ช่วยประสานงานและเป็นผู้ช่วยวิจัยที่แข็งขัน น้องแหม่มก็ทำงานเร็วทันใจค่ะ (ส่งรายงานแบบสอบถามตั้งแต่เมื่อวาน) ..สรุปว่า ตัวเองยังหลับอยู่ เพราะคิดว่า แอบหลับในวัดแล้วตื่นขึ้นมาเป็นวันที่ 14 และวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่ 15.. จะขึ้นไปแก้ใน blog นะคะ

เรียนอาจารย์ตุ้ม

วันที่ 5 มีค. ได้ทราบข่าวจาก พอช.เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้เข้า

คงต้องรออ่านประสบการณ์จากพื้นที่ของอาจารย์ตุ้ม เพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดให้พื้นที่อื่นๆต่อไปค่ะ

หวังว่าอาจารย์ตุ้มคงสบายดีนะคะ

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะคุณเหรียญชัย

คนจนมีมาก ทั้งจนจริง (รายได้ไม่พอหาปัจจัยสี่) และจนเปรียบเทียบค่ะ

เป้าหมายสุดท้ายของกองทุนหมู่บ้าน หากหยุดอยู่แค่..มีเงินให้สมาชิกกู้ และให้สมาชิกคืนเงินกู้ .. ก็คงไปไม่ถึงฝั่งฝันของการแก้ปัญหา

เป้าหมายสุดท้ายของสมาชิก หากหยุดอยู่แค่ พอให้มีเงินหมุนเวียน ..ก็คงไปไม่ถึงทางออก

มีเงิน..ใช้ทำอะไร.. มองสั้นเฉพาะหน้าหรือมองยาวไปอีกหน่อย..

วางแผนดีๆ..ช่วยกันคิดช่วยกันทำทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว..

ดีใจที่หลายกลุ่มช่วยสมาชิกมองหาทางออก ..

เป็นกำลังใจให้คนทำงานค่ะ

ได้รับเอกสารแล้วนะคะ ทุกอย่างพร้อมแล้วค่ะ ตั๋วรถไฟซื้อแล้วแต่ยังอยู่กับผู้ช่วยค่ะ

จะมีผู้เข้าร่วมสักกี่คนคะ คุณหน่อยเตรียม flip chart กับ ปากกาให้ด้วยนะคะ

จะเตรียมทำการบ้าน

แล้วเจอกันนะคะ :)

สวัสดีค่ะ

ตอนนี้ฝ่ายการนักศึกษาที่คณะฯเราแจกประกาศนียบัตรนักศึกษาค่ะ

โดยส่วนตัว คิดว่าการประกาศใน transcript หรือประกาศนียบัตร เป็นรางวัล

รางวัลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกติกา.. เป็นได้ทั้ง "ผลตอบแทน" (สำหรับการทำดี) และ "แรงจูงใจ" (ให้ทำดี)..

ตัวเองนั้น ให้ความสำคัญที่ต้นทาง คือ "แรงบันดาลใจ" ที่จะทำความดี การจัดค่ายตามรอยอาจารย์ป๋วยนั้น เป็นความพยายามในข้อนี้ค่ะ

แรงบันดาลใจ ความตั้งใจ แรงขับจากข้างใน จะสามารถสร้างผลที่หลากหลายทิศทางแต่ต่อเนื่อง ด้วยต้นทุนต่ำ (คือไม่ต้องแจกรางวัลอยู่ร่ำไป)

แท้จริงแล้ว คำถามต่ออาจาย์ชลถึงความสนใจในเรื่องที่ทำสัมมนา ป.ตรีนั้น กำลังถามถึง ความสนใจที่สะท้อนแรงบ้นดาลใจลึกๆ ที่นอกจากจะสามารถส่งแรงขับให้อาจารย์เขียนสัมมนาชิ้นนั้นแล้ว เชื่อว่าจะส่งผลให้อาจารย์ทำอะไรอีกหลายอย่างที่ต่อเนื่องและเกี่ยวข้องกับมัน...อาจจะทั้งเชิงลึก และเชิงกว้าง

แรงจูงใจนั้น ไม่สร้างพลังเท่าแรงบันดาลใจ

แต่ก็อาจจะสร้างแรงจูงใจได้ง่ายกว่าสร้างแรงบันดาลใจ

พระคริสต์ที่อยากเปลี่ยนสังคมของคนพื้นถิ่น ยังต้องควานหา "ความเชื่อดั้งเดิม" เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นแนวทางการพัฒนาแบบใช้ "วัฒนธรรมชุมชน" เป็นฐาน

ความเป็นธรรมศาสตร์อยู่ตรงไหน คุณค่าของเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์คืออะไร .. ต้องมาควานหากันใหม่ เพื่อสร้างแรงขับจากข้างในที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง..

รถวิ่งต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิง ส่วนรางวัล กติกานั้นเป็นน้ำมันหล่อลื่น...สำคัญแต่ยังไม่ใช่สิ่งเดียว.. มีทั้งเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นก็ดีค่ะ

คิดแบบนี้ละค่ะ..

เป็นการแลกเปลี่ยนผ่านบล็อกที่น่าสนใจมากสำหรับคนสามคนที่นั่งโต๊ะติดกัน :)

โดยส่วนตัวคิดว่า ประโยชน์ของวงแลกเปลียนเรียนรู้ จะเกิดขึ้นเมื่อ แต่ละคนมีข้อมูลประสบการณ์ และมุมมองที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นต่างระดับ หรือ ต่างมิติ แต่ถ้ารู้เท่าๆกัน มองเหมือนๆกัน การ ลปรร ก็อาจดูเหมือนไม่มีประโยชน์

ดังนั้น ในวงเรียนรู้วงหนึ่ง ผู้คนจึงอาจรู้สึกได้หลากหลาย... คุณภีมอาจรู้สึกเป็นประโยชน์ที่ได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่รู้ น้องแหม่มหรือชาวบ้านเองที่ "รู้อยู่แล้ว" อาจไม่รู้สึกสนุก (จนกว่าจะมีคนเปิดมุมมองใหม่)... นักวิจัยจากเมืองบางกอกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในพื้นที่ก็ตื่นเต้น แต่นักวิจัยท้องถิ่นอาจรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่น่าสนใจ... เช่นนี้เป็นต้น..

ความสนุกและประโยชน์ในวงเรียนรู้ คือ การพยายามตั้งใจฟังและค้นหาความรู้ใหม่ มุมมองใหม่ๆ จากคนอื่น

แม้แต่หนึ่งประโยค ก็ยังดี...และบางครั้งก็เป็นประโยคเดียวที่ทรงพลังด้วย.. (เจอบ่อยๆในเวทีชาวบ้าน)..

สวัสดีค่ะน้องรัช

ความสัมพันธ์.. ทำให้การแก้ปัญหากลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน..

บางคนบอกว่า นี่คือจุดอ่อนของทุนทางสังคม คือ หากเกิดเป็นความเกรงใจทำให้ตัดสินใจยาก ไม่ตรงไปตรงมา และมีโอกาสหลุดกติกาและเสียความเป็นธรรมได้เหมือนกัน

การยึดกติกาเป็นตัวตั้ง "ฟันธงไปตามกฎ" บางทีก็โหดสำหรับบุคคล แต่อาจจำเป็นต้องยึดส่วนรวมเอาไว้..

การยึดกติกาที่ตกลงกันไว้แล้วเกิดเป็นความแตกแยก ...จะแปลว่าอย่างไรดี คนไม่ดีหรือกติกาไม่เหมาะ ??

(ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนค่ะ)

ขออนุญาตก๊อบปี้ข้อมูลน้องแหม่มไว้ให้ทีมงานไว้อ่านเผื่อต่อยอดค่ะ

ความเห็นสุดท้ายน่าสนใจนะคะ...

"ในความเป็นจริงแล้วเวทีแบบนั้นก็มีมากมาย ส่วนตัวมองว่ามันไม่สนุก ไม่ท้าทายและไม่น่าจะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆที่เป็นประโยชน์ เรียบ นิ่ง และก็หายไป…."

น่าคิดต่อค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี