การพิจรณาสถานะของตัวบทหะดิษว่ารับได้หรือไม่นั้นเป็นสวนหนึ่งของรายวิชาหลักการพิสูจน์หะดิษถึงแม้นว่านักวิชาการหะดิษมีความขัดแย้งว่าการพิจรณาสถานะหะดิษจะอยู่ในคำนิยามของหลักการพิสูจน์หะดิษหรือไม่
ขั้นตอนของการพิรจณาตัวบทหะดิษนั้นมี 4 ขั้นตอนดังนี้
1. ศึกษาสายรายงานหะดิษว่ามีการขาดในบางช่วงหรือไม่เพราะการรายงานหะดิษคือการรับหะดิษจากคนไปยังอีกคนหนึ่งโดยไม่ขาดสายหากเกิดการอ้างอิงจากคนที่ไม่ใช่อาจารย์ที่เขาฟังหะดิษนั้นๆจากเขาถือว่าสายรายงานนั้นได้ขาดหรือไม่ติดต่อซึ่งหะดิษที่มีสายรายงานในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นหะดิษที่มีสายรายงานฎออีฟ (อ่อน) ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้จนกว่าจะมีอีกสายรายหนึ่งที่มีสถานะเดี่ยวกันหรือสูงกว่ามายกระดับสายรายงานดังกล่าว
วิธีการศึกษาสายรายงานเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องพึ่งหนังสือตะห์ซีบ อัลกามาล (تهذيب الكمال في أسماء الرجال للمزي) ซึ่งจะมีการระบุรายชื่ออาจารย์และลูกศิษย์ของแต่ละผู้รายงานหะดิษอย่างเห็นได้ชัด
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พูดถึงผู้รายงานหะดิษในหนังสือทั้งหก จะเรียบเรียงรายชื่อผู้รายงานตามอักษร อาลิฟ บาอฺ ตาอฺในแต่ละชื่อผู้รายงานจะมีการระบุรายชื่ออาจารย์และรายชื่อลูกศิษย์ตามอักษรเดี่ยวกันซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าสายรายงานที่กำลังศึกษาอยู่นั้นเป็นสายรายงานที่มีการติดต่อคือไม่ขาดสายหรือไม่
2. ศึกษาสถานะของผู้รายงานหะดิษ (รอวี) ว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือหรือไม่เป็นผู้นำเสนอหรือรายงานหะดิษที่เขารับฟังจากอาจารย์ได้อย่างถูกต้องไม่มีความผิดพลาดมากพอที่จะทำให้เขาเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือในการรายงานหะดิษ ซึ่งผู้รายงานหะดิษจำเป็นที่จะต้องมีสองคุณลักษณะพิเศษคือ
1. มีความอะดาละห์ (عدالة) (เป็นที่น่าเชื่อถือ)
การที่จะรู้ว่าผู้รายงานเป็นคนที่มีความอะดาละห์หรือไม่นั้น เราสามารถพิจรณาจากสามสิ่งดังนี้
1.1 หากผู้รายงานหะดิษเป็นที่รู้จักของนักวิชาการอิสลามว่าเป็นคนที่มีความรู้น่าเชื่อถืออามานะห์และเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการอิสลามก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความอะดาละห์
1.2 หากมีสองคนในบรรดานักวิชาการอิสลามให้การรับรองว่าเป็นคนที่มีความอะดาละห์ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความอะดาละห์
1.3 หากมีคนใดคนหนึ่งในบรรดานักวิชาการอิสลามให้การรับรองว่าเป็นผู้ที่มีความอะดาละห์ ในกรณีนี้นักวิชาการหะดิษมีความเห็นที่ต่างกันบางกลุ่มถือว่าการรับรองนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับแต่เสียงสวนใหญ่ของนักวิชาการอิสลามถือว่าเป็นผู้ที่มีความอะดาละห์
2. มีการฎอบิต (การรายงานหะดิษโดยไม่ผิดพลาด)
ฎอบิตคือการนำเสนอหรือรายงานหะดิษที่ได้รับฟังจากอาจารย์ได้อย่างถูกต้องหากมีความบกพร่องในการรายงานหะดิษเช่นมีความผิดพลาดในการรายงานหะดิษมากเกินก็ถือว่าผู้รายงานหะดิษที่ขาดคุณสมบัตินี้ทันที่ แต่ถ้าหากมีความผิดพลาดในการรายงานหะดิษซึ่งเทียบกับความถูกต้องแล้ว ความถูกต้องจะมีมากกว่าก็ยังถือว่าเป็นผู้รายงานหะดิษที่มีฎอบิตเพียงแต่การฎอบิตของเขานั้นถือว่าอ่อนและหะดิษของผู้รายงานคนนี้จะจำแนกอยู่ในสวนของหะดิษหาซัน
การฎอบิตนั้นมีสองลักษณะ คือการฎอบิตด้วยความจำกล่าวคือการนำเสนอหรือการรายงานหะดิษนั้นมาจากความจำและการฎอบิตด้วยหนังสือคือการนำเสนอหรือการรายงานหะดิษผ่านหนังสือที่เขาได้รับอนุญาตจากอาจารย์ให้รายงานได้โดยไม่มีการเพิ่มเติมหรือขาดหายในสวนของตัวบทหะดิษที่ได้รับอนุญาตหากมีการเปลียนแปลงในหนังสือจากสิ่งที่เขาได้รับฟังหรืออนุญาตจากอาจารย์ก็ถือว่าผู้รายงานคนนั้นไม่ฎอบิตในขั้นตอนที่สองนี้เราสามารถที่จะใช้หนังสือตักรีบ อัลตะห์ซีบ (تقريب التهذيب) เป็นตัวช่วยในทำความรู้จักถึงคุณสมบัติของผู้รายงานหะดิษว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ฎอบิตหรือไม่เชคอิบนฺหะยัรได้แบ่งสถานะของผู้รายงานหะดิษในหนังสือเล่มนี้ออกเป็น 12 ระดับดังนี้
1. บรรดาสาวกของท่านนบี ซึ่งหะดิษของพวกเขาถือว่าเป็นหะดิษที่ศอหิห์
2. ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือที่สุด โดยมีคุณลักษณะأوثق الناس، ثقة ثقة، ثقة حافظ และคำอื่นๆที่มีความหมายเดี่ยวกันหรือคล้ายกัน ซึ่งหะดิษของผู้รายงานกลุ่มนี้ถือว่าเป็นหะดิษที่ศอหิห์เหมือนกัน และอยู่ในระดับต้นๆ
3. ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยมีคุณสมบัติดังนี้ثقة، متقن، ثبت และคำอื่นๆที่มีความหมายเดี่ยวกันหรือคล้ายกัน ซึ่งหะดิษของกลุ่มนี้ถือว่าเป็นหะดิษที่ศอหิห์ แต่ความศอหิห์จะต่ำกว่ากลุ่มคนที่สอง
4. ผู้ที่ได้รับการยกย่องโดยให้คุณลักษณะดังนี้صدوق، لا بأس به، ليس به بأس ซึ่งนักวิชาการอิสลามปัจจุบันมีความเห็นที่ต่างกันบางกลุ่มถือว่าเป็นหะดิษที่ศอหิห์ และอีกบางกลุ่มถือว่าเป็นหะดิษที่หาซันแต่ถ้าหากพิจรณาจริงๆจะเห็นได้ว่าผู้รายงานกลุ่มนี้สวนมากจะอยู่ในศอหิห์อัลบุคอรีและศอหิห์มุสลิม
5. ผู้ที่มีคุณลักษณะดังนี้صدوق سيء الحفظ، صدوق يهم، صدوق له أوهام، صدوق يخطئ، صدوق تغير بأخرة ซึ่งนักวิชาการอิสลามปัจจุบันมีความเห็นที่ต่างกันระหว่างหาซันกับฎออีฟในความเป็นจริงแล้วผู้รายงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้รายงานที่มีความขัดแย้งในบรรดานักวิชาการอิสลามว่าเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ฎอบิตหรือไม่ซึ่งนักวิชาการอิสลามสวนมากมีความเห็นว่าหะดิษของกลุ่มนี้เป็นหะดิษหาซัน
6. ผู้ที่มีคุณลักษณะดั่งนี้مقبول، لين คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีหะดิษจำนวนน้อยมาก บางอุลามาอฺมีความเห็นว่าเป็นหะดิษฎออีฟ และบางสวนเห็นว่าเป็นหะดิษหาซัน
7. ผู้ที่มีคุณลักษณะمستور مجهول الحال، ซึ่งหะดิษของเขาถือว่าเป็นหะดิษฎออีฟ
8. ผู้ที่มีคุณลักษณะضعيف ซึ่งหะดิษของเขาถือว่าเป็นหะดิษฎออีฟ
9. ผู้ที่มีคุณลักษณะمجهول ซึ่งหะดิษของเขาถือว่าเป็นหะดิษฎออีฟหรือมัชหูล
10. ผู้ที่มีคุณลักษณะمتروك، متروك الحديث، واهي الحديث، ساقط ซึ่งหะดิษของกลุ่มนี้ถือว่าเป็นหะดิษฎออีฟยิดดัน (ضعيف جدا)
11. ผู้ที่มีคุณลักษณะ متهم بالكذب ซึ่งหะดิษของเขาถือว่าเป็นหะดิษมัตรูก (متروك)
12. ผู้ที่มีคุณลักษะ كذاب، وضاع ซึ่งหะดิษของกลุ่มนี้ถือว่าเป็นหะดิษเมาฎออฺ
เมื่อตรวจสอบสายรายงานว่าเป็นสายรายงานที่ไม่ขาด และผู้รายงานทุกคนมีคุณสมบัติที่อยู่ในระดับที่1-3 ก็สามารถบอกได้ว่าเป็นสายรายงานที่ศอหิห์การตรวจสอบผู้รายงานและการหุกูมหะดิษนั้นจำเป็นที่จะต้องยึดระดับผู้รายงานที่ต่ำที่สุด ถ้าหากในสายรายงานมีผู้รายงานที่ฎออีฟเพียงคนเดี่ยวและคนอื่นๆเป็นคนที่น่าเชื่อถือสายรายงานนั้นก็จะถือว่าเป็นสายรายงที่ฎออีฟ
ขั้นตอนที่หนึ่งกับขั้นตอนที่สองจะใช้ในการพิจรณาและศึกษาสายรายงานอย่างเดี่ยว สวนตัวบทหะดิษจะรับได้หรือไม่นั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านขั้นตอนที่สามและสี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ข้องข้างยากสำหรับนักศึกษา
3. ตรวจสอบตัวบทและสายรายงานหะดิษว่าไม่มีการชนกันกับตัวบทหรือสายรายงานอื่นที่มีสถานะดีกว่า
4. ตรวจสอบปัญหาหรือสาเหตุที่จะทำให้หะดิษเป็นหะดิษฎออีฟว่ามีหรือไม่ในบทหะดิษนั้นๆ
ขั้นตอนทั้งสองนี้จำเป็นที่จะต้องรวบรวมหะดิษทั้งหมดแล้วนำมาเปรียบเทียบระหว่างตัวบทและผู้รายงานว่ามีการรายงานที่ขัดกับผู้รายงานที่มีสถานะดีกว่าหรือไม่อย่างใดมีเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถรับหะดิษนั้นได้หรือไม่
ทางที่ดีที่สุดคือ ควรใช้หนังสือหะดิษที่มีการตรวจสอบและบรรยายอย่างละเอียดถึงปัญหาของหะดิษเป็นตัวช่วย หนังสือเหล่านี้มีนามว่า อิลัลكتب العلل
หลังจากการตรวจสอบสถานะหะดิษว่าเป็นหะดิษที่มีสายรายงานที่ศอหิห์และไม่มีปัญหาอื่นใดมาทำให้เป็นหะดิษฎออีฟก็สามารถพิจรณาได้ว่าเป็นหะดิษศอหิห์