7-2-52

ในวันที่23-25มค. ดิฉันมีโอกาสไปสวนสันติธรรมครั้งที่5โดยเราเดินทางวันศุกร์บ่ายและกลับวันอาทิตย์

ในการไปครั้งนี้เรามีโอกาสพบกับทีมที่มาจากบ้านอารีย์และชาวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่มานอนที่บางประกงและช่วงเช้าก็ไปรายงานหลวงพ่อโดยมีพี่เลี้ยงประมาณ10คนมาสอนให้ที่บางประกงค่ะ

การมาครั้งนี้ดิฉันรู้สึกมีสติในการดูจิตดูกายมากขึ้นและไม่ค่อยกลัวความมืดในเวลานอนแต่ก็ยังเปิดไฟนอนเพราะที่วัดไม่มีม่าน   มองออกไปก็เจอป่าและต้นไม้

ช่วงเช้าพบเพื่อนพระป๋องและคุณแม่              น้องมาซื้อที่พักให้แม่มาปฏิบัติธรรมที่วัด

ครั้งนี้หลวงพ่อเน้นให้คนจับหลักให้แม่นๆเพราะคนที่มามักจะเคยปฏิบัติมาก่อนและมีหลายอาจารย์โดยหลวงพ่อให้ทำเหมือนที่เคยทำ    แต่ให้หลักไว้คือ

คือควรถือศีล 5   ส่วนวิธีขึ้นกับใครเคยฝึกมาอย่างไรและมีจริตแบบใหนก็สามารถทำได้โดยไม่ได้กำหนดรูปแบบเพราะจริตคนไม่เหมือนกัน

ให้มีสติบ่อยๆโดยอาจดูกาย   ดูจิต   ดูเวทนา   ดูธรรม  

เมื่อมีสติ   นานๆและบ่อยๆเข้าก็จะเห็นถึงตัวเราไม่มีมีแต่รูปนามทำให้ไม่ยึดติดและทุกข์น้อยลง   

ส่วนกว่าที่ดิฉันจะรู้สึกตัวเราไม่มีมีแต่รูปนาม     คงอีกนานค่ะ   เพราะขณะนี้มีแต่ตัวเราของเรา และลูกของเรา   รถของเรา   บ้านของเรา  

แต่ความยึดถือตัวเราของเราเหมือนที่ท่านพุทธทาสพูดถึงก็น้อยลงบ้าง

อ่านและเห็นคนมาปฏิบัติธรรมแล้วที่นี่เน้นให้เราทำในชีวิตประจำวัน   จะคล้ายๆที่ท่านพุทธทาสสอนว่าการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม    ขอให้มีสติในชีวิตประจำวันที่เราทำงานน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ   ไม่ต้องไปรอเวลาไปอยู่วัดค่ะ

 ท่านเล่าถึงในหลวงที่ทำงานมากแต่ท่านจะแบ่งเวลาเป็นช่วงๆ    ช่วงที่ไม่ได้คิดเรื่องงานประมาณ5-10นาทีก็สามารถดูกายดูจิตให้มีสติได้     จึงเป็นไปได้ง่ายถ้าเราจะหัดรู้กายจิตในชีวิตประจำวันระหว่างที่ทำงานทำให้ดิฉันพอเข้าใจว่าทำไมท่านพุทธทาสจึงสอนว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม

ทีมบ้านอารีย์และชาวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถ่ายหลังจากอยู่ครบกำหนดโดยพักที่บางประกงค่ะ    ทีมนี้ดิฉันเห็นคุณสุเมธ วิศวะจากกฟผ.  มาเป็นพี่เลี้ยงให้แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหัวหน้าทีมหรือไม่ค่ะ

 

เพื่อนพระป๋องที่เรียนวิศวะที่จุฬาพาคุณแม่มาที่วัด            น้องกำลังดูหลวงพ่อช่วงที่หลวงพ่อสอนพระที่มาจากที่ต่างๆ

 

โยมพ่อไปช่วยดูระบบน้ำเพื่อใช้ในวัด

 

 แอบถ่ายโดยมีชาวการไฟฟ้าและบ้านอารีย์กำลังถ่ายกับหลวงพ่อ