ช่วงชีวิตที่ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตคือ ช่วงของการเป็นนักศึกษาพยาบาลโดยเฉพาะในช่วงการฝึก
ภาคปฏิบัติครูก็ดุ และเข้มงวด พี่ก็ไม่เป็นมิตรชีวิตเหมือนถูกคุกคามทุกครั้งที่ต้องขึ้น ward แต่ก็ทำอะไร
ไม่ได้เพราะตัดสินใจเข้ามาเรียนแล้ว ก็ได้แต่ทน ทน ทน จนจบ ในตอนนั้นฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะคิดหาทาง
แก้ไขปัญหา เพราะคิดว่ามันก็คงต้องเป็นแบบนี้ จนถึงวันที่ฉันสำเร็จการศึกษาออกมาเป็นอาจารย์พยาบาล
ทันทีทันใด ฉันได้ใช้วิธีการเช่นเดียวกับที่เคยได้รับเป็นเกราะกำบังตนเอง โดยการดุเสียงดังกับนักศึกษาเพื่อ
ที่พี่พยาบาลบน ward จะได้ไม่มายุ่ง โดยคิดว่าเป็นวิธีการที่ปกป้องทั้งตนเองและนักศึกษา
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อดิฉันคิดว่าฉันพร้อม ฉันได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งสิ่งที่ฝังใจฉันมาโดย
ตลอด ฉันเริ่มคิดหาหนทางที่จะทำให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานอย่างมีความสุข ฉันพบว่าการนิเทศใน ward ที่ฉัน
ไม่สันทัด เป็นการนิเทศที่ทำให้นักศึกษามีความสุข เพราะฉันได้เปลี่ยนบทบาทจากครูมาเป็นเพื่อน กับนักศึกษา
พึงข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน นั่นคือจุดเริ่มต้น ต่อมาฉันได้ใช้วิธีการนี้อีกแม้จะนิเทศใน ward
ที่ฉันเชี่ยวชาญ โดยทำตนเป็นเพื่อนที่ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับนักศึกษา ย้อนกลับไป สมมุติว่าตนเองเป็นคนที่
ไม่รู้อะไรเลย สมัยเป็นนักเรียนและวาดภาพครูที่ฉันต้องการ แล้วพยายามทำให้เกิดขึ้น โดยเน้นการสร้างข้อตกลงร่วมกัน ตั้งจุดมุ่งหมายร่วมกัน นิเทศนักศึกษาด้วยความเอื้ออาทร กัลยาณมิตรและเข้าใจให้กำลังใจ
โดยบอกว่านักศึกษาทำได้ดีมาก ดีขึ้นและพัฒนาขึ้น และปลอบใจโดยบอกว่าไม่เป็นไรนะ นักศึกษาบอกว่า
นักศึกษาชอบและมีความสุขกับการได้ขึ้น ward กับฉันและฉันก็ได้ใช้หลักการนี้เรื่อยมา มีบางครั้งที่ฉันเผลอ
ด้วยภาระงาน ความเร่งรีบ ความมีเวลาน้อยในการนิเทศ ฉันคาดหวังกับนักศึกษา ตั้งจุดมุ่งหมาย แต่ไม่มีเวลา
ให้ความเอื้ออาทร ผลการประเมินของนักศึกษา ทำให้ฉันเศร้าและซึมไปประมาณ 9 สัปดาห์ หลังจากนั้น
ทุกครั้งที่ฉันต้องนิเทศนักศึกษา ฉันต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าต้องให้นักศึกษาเรียนอย่างมีความสุข พร้อมได้ความรู้