เช้าขึ้นมาวันนี้เป็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ออกจากบ้านที่พักข้ามถนนเดินลัดเลาะไปจนถึงชายหาดตามที่เมื่อคืนเดินกลับมาเพราะว่าไม่ต้องการเดินริมถนนเหมือนเมื่อเช้าวันก่อน เมื่อคืนตอนเดินกลับเป็นช่วงน้ำลง เดินบนหาดทรายได้อย่างสบาย แต่เช้านี้น้ำขึ้นค่อนข้างมากต้องเดินชิดติดกับฝั่งเพื่อหนีน้ำ ไม่อยากให้รองเท้าเปียก เดินไปถึงตามเวลาที่นัดไว้ (7.45 น.) ทานอาหารเช้ากับสุตราและสารานี ระหว่างนั้นก็คุยกันมากมายหลายเรื่อง จนถึงเวลาเก้านาฬิกา ตอนที่กำลังลุกขึ้นไปเพื่อจะฝึกปฏิบัติ ประพนธ์พูดขึ้นว่า . . . นี่น่าจะเป็น “Talking Camp” มากกว่าที่จะเรียกว่า “Meditation Camp” สารานีหัวเราะชอบใจใหญ่

กาแฟยามเช้าของประพนธ์ สุนิตขณะเิดินมาทางชายหาด
เช้านี้เป็นการฝึก “Nataraj Meditation” มีสามขั้นตอน ขั้นตอนแรกสี่สิบนาที โดยฟังเพลงให้เสียงดนตรีเข้าไปยังร่างกาย ให้ดนตรีเป็นเหมือนคลื่นที่พัดพาเราไป แล้วก็เต้นรำไปตามนั้น โดยที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าต้องเต้นแบบนั้นแบบนี้ เต้นไปตามดนตรี ปล่อยตัวไหลไปเหมือนกับเป็นวุ้น ไม่มี “ตัวเรา” อยู่ตรงนั้น ปิดตาตลอดเวลา (มีผ้าคาดตาไว้) จากนั้นเมื่อดนตรีเปลี่ยนไป เข้าสู่ขั้นตอนที่สอง ให้ลงนั่งหรือนอนราบนิ่งเงียบเป็นเวลายี่สิบนาที ให้ดนตรีแทรกซึมเข้าไปในตัวอย่างต่อเนื่อง (เราเองนั้นจำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง) หลังจากนั้นดนตรีก็เริ่มใหม่เข้าขั้นตอนที่สาม ใช้เวลาห้านาที เต้นไปตามดนตรีที่มีความสนุกสนาน เป็นการเฉลิมฉลองและรู้สึกขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่าง จากนั้นก็หยุดพัก (10.15-11.15)
ระหว่างพักดื่มน้ำ สุตรามานั่งคุยด้วย สุตราตื่นเต้นมากที่เห็นว่าในระหว่างที่เต้นรำช่วงที่สามนั้น มีบางช่วงเรากับประพนธ์ทำท่าเหมือนกัน (โดยที่เราต่างก็ไม่รู้เพราะปิดตาอยู่) เราเองยังไม่ได้เข้าถึงการปฏิบัตินี้เพราะหัวยังคิดอะไรอยู่มากมาย หลังจากพักหนึ่งชั่วโมง ก็เข้าไปในห้องปฏิบัติ สุตราให้พวกเรานอนลง หลับตาฟังเทปและทำตามเสียงที่ได้ยิน เป็นการ Talking to your Body เทปเป็นเสียงผู้หญิงเหมือนกับเทปที่ให้ผ่อนคลายร่างกาย เราฟังๆ ไปก็นอนหลับไปในที่สุด จนได้ยินเสียงระฆังถึงรู้ว่าหมดเวลา (ใช้เวลาสี่สิบห้านาทีประมาณนั้น) ก็ถึงเวลาพักเที่ยง และพักยาวไปถึง 17.00 น. สุตราแนะนำว่าให้นั่งรถสองแถวเข้าไปที่หาดแม่น้ำเพราะมีร้านอาหารหลายร้านและเดินเที่ยวที่หาด
ครั้งแรกเราสองคนก็ว่าจะไปเหมือนกัน แต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเป็นเดินกลับบ้านพัก เดินไปตามชายหาด พอจะข้ามถนนก็เห็นรถเข็นขายส้มตำ ก็เลยไปซื้อส้มตำ ไก่ย่าง ปลาดุกย่าง มีรถเข็นขายผลไม้อยู่ข้างๆ ก็ได้สัปปะรด มะละกอ มะม่วงน้ำปลาหวาน ยังได้ลอดช่องสิงค์โปร์คนละแก้ว เอาของกลับมาบ้าน ต้มมาม่าคนละถ้วย วันนั้นอิ่มกันมาก อร่อยด้วย นอนเล่นพักอยู่ที่บ้านจนถึงสามโมงเย็นถึงกลับมาที่ศูนย์ เข้าไปในห้องปฏิบัตินอนเล่น อ่านหนังสือ เพื่อรอเวลาช่วงต่อไป สารานีเปิดดีวีดีเกี่ยวกับ OshoCenter ที่อินเดีย เป็นดีวีดีที่ดี ดูแล้วอยากจะไปที่นั่น คิดว่าคงจะได้ไปแน่ ต้องรอให้ประพนธ์มีเวลาว่างก่อน จากนั้นก็ดูคำบรรยายของ Osho เราจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเรื่องอะไร บางครั้งเราก็เบื่อเลยไปหยิบหนังสือของ Osho ที่เป็นการสัมภาษณ์ Osho ในปี 1970 เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เนื้อหาเกี่ยวกับ Meditation อ่านยังไม่จบก็ถึงเวลาฝึกปฏิบัติซึ่งเริ่ม 17.15 น. สุตราชวนให้ทานข้าวเย็นที่บ้านกับพวกเธอ เพราะหลังจากนั้นจะมี Meditation อีกครั้งหนึ่ง
ตัวสุตราจะไปเตรียมเรื่องอาหาร สารานีเป็นคนมาดูแลเรื่องการฝึกปฏิบัติ ตอน 17.15 น. เป็นการฝึก Kundalini Meditation (เป็นการฝึกครั้งที่สอง เมื่อวานก็ฝึกตอนนี้) วันนี้ก็ทำได้ดีกว่าเมื่อวาน โดยเฉพาะตอนที่หยุดนิ่ง จะรู้สึกตัวว่าวันนี้ในหัวเงียบสงบไม่มีอะไรมาวิ่งพล่านเหมือนกับเมื่อวานนี้ วันนี้ตลกตอนที่นั่งแล้วเปลี่ยนเป็นนอนลงนั้น เราฟังดนตรีผิดนั่งไม่นานก็นอน พอได้ยินเสียงเปลี่ยนก็นึกว่าเสร็จแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะตอนกำลังจะลุกเห็นสารานีกำลังจะนอนลง เราก็เลยนอนต่อ จนได้ยินเสียงระฆังอีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้ว (18.30) ก็พักเพราะอาหารเย็นจะพร้อมตอนหนึ่งทุ่ม เราเองนั่งไม่ค่อยติดเดินเข้าเดินออก เข้าไปในครัวดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วยัง จึงรู้ว่าแก๊สเกิดหมดขึ้นมา ต้องใช้เตาไฟฟ้าแทน ซึ่งใช้เวลานานที่จะต้มน้ำให้เดือด สุตราทำสปาเก็ตตี้ให้ทาน เพราะเมื่อคืนได้ยินว่าประพนธ์ชอบ กว่าจะได้ทานก็สองทุ่ม

อาหารมื้อเย็นของวันนี้ มีแขกชาวอิตาลีชื่อ Praby มาร่วมด้วย

เตรียมฝึกรอบดึก ตอนสามทุ่ม
เมื่อเสร็จแล้ว ตอนสามทุ่มเริ่มทำ Meditation ที่ชื่อว่า Gourishankar หมายถึงยอดเขาเอฟเวอเรส โดยนั่งล้อมรอบเทียนแท่งใหญ่เล่มหนึ่ง Gourishankar มีสี่ขั้นตอน ขั้นตอนแรก ใช้เวลาสิบห้านาที นั่งตัวตรง หลับตา หายใจเข้าทางจมูกอย่างลึกๆ จนถึงท้องแล้วกลั้นไว้นานเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยๆ หายใจออกทางปากอย่างช้าๆ ทำให้ปอดว่างเปล่าแล้วกลั้นไว้เท่าที่จะทำไปได้ จากนั้นก็เริ่มหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ใหม่อีกครั้งทำเช่นนี้จนเสียงเพลงเปลี่ยนไปเป็นขั้นตอนที่สอง ใช้เวลาสิบห้านาที ให้ลืมตา มองเปลวไฟจากเทียน (อย่าเพ่งมอง) แค่มองเฉยๆ เท่านั้น (ตอนนี้เรารู้สึกง่วงนอนมาก บางครั้งก็เกือบวูบเหมือนกัน ต้องคอยฝึนให้ลืมตามองดูเปลวไฟบ้าง คอยเตือนตนเองว่าอย่าจ้องดูบ้าง จนเสียงเพลงเปลี่ยนเป็นขั้นตอนที่สาม ใช้เวลาสิบห้านาที ให้หลับตานิ่งไว้ อยู่กับตัวเองเงียบๆ (เราเองก็ยังคิดอะไรบ้างเหมือนกัน ไม่ได้สงบตลอดเวลา แต่รู้สึกถึงบรรยาศที่สงบรอบๆ ) จนกระทั่งเสียงเพลงเปลี่ยนเป็นขั้นตอนที่สี่ ใช้เวลาสิบนาที เราเอนลงนอนราบ รู้สึกถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รู้สึกถึงความผ่อนคลายของร่างกาย รู้สึกขอบคุณร่างกาย (เราเองก็หลับไปบ้างเป็นบางช่วง) จนได้ยินเสียงระฆัง ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นลืมตา แล้วก็ช่วยเก็บข้าวของเข้าบ้าน แล้วก็ลากลับบ้านเพราะตอนนั้นก็สี่ทุ่มครึ่งแล้ว วันนี้พวกเราเลือกเดินกลับบ้านทางถนน เพราะระยะทางใกล้กว่า อยากถึงบ้านเร็วๆ เดินแบบจ้ำอ้าวเลยล่ะ พอถึงบ้านได้ก็ดีใจที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเอาแรงที่จะไปฝึกหัดต่อในวันพรุ่งนี้
บันทึกของวัีนนี้ ภรรยาผมเขียนไว้ละเอียดดีแล้ว ผมจึงขอไม่เขียนก็แล้วกัน . . . ความขี้เกียจเริ่มเข้ามาเยือน!!
มีหลายอย่างคล้ายๆ กับทางธิเบต หรือที่ทางสถาบันขวัญเมือง (อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู) สอนครับ
ขอบคุณเรื่องเล่าดีๆ ค่ะ ทำให้นึกถึงประสบการณ์ที่เข้ารับการอบรมเป็นกระบวนกรจากเสมสิกขาลัย
ไปๆ มาๆ ผมว่า "เทคนิค" ทั้งหลาย มีส่วนคล้ายกันมากครับ
อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า
ท่าน OSHO ศึกษาเทคนิคการปฏิบัติภาวนาจากแต่ละศาสนา แต่ละลัทธิ แล้วเอามาทำเพลงต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้ฝึกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะสมาธิได้ง่าย และบางเทคนิคท่านก็ออกแบบขึ้นมาใหม่เพิ่มด้วย มีตั้ง 112 เทคนิคแน่ะค่ะ
Gourishankar ฝึกตอนค่ำ ชวนให้เผลอหลับได้จริงๆ แหละค่ะ ดูท่า น่าสบายมากเลย
112 เทคนิคน่าจะหมายถึงเทคนิคจากคัมภีร์วิชญาณไภรวตันตระหรือ the book of secret มังครับ มีแปลเป็นไทยด้วยครับ แต่เขาไม่ได้เขียนว่าของ Osho แต่ใช้ชื่อเดิมคือ ศรีรัชนี ที่พิมพ์เป็นไทยทำมาหลายปีแล้วออกมาเป็นเล่มย่อยๆ ได้สามเล่มแล้ว ยังไม่จบเลยครับ ส่วนเล่มภาษาอังกฤษถ้าของเดิมเขาจะแยกเป็นห้าเล่ม แต่ตอนหลังพิมพ์ใหม่เอามารวมเป็นเล่มเดียวหนาปึ๊ก