โครงการ Digital KM ซึ่งเป็นแหล่งทุนสำคัญของ UsableLabs ได้ผ่านงวดที่หนึ่งไปแล้วในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ โดยเราได้สรุปผลการดำเนินงานประจำงวดและเชิญผู้ตรวจสอบบัญชีของ สสส. มาตรวจสอบตามระเบียบของ สสส. ซึ่งได้ผลเป็นที่น่ายินดีว่าเรามีประเด็นที่ต้องปรับปรุงและแก้ไขค่อนข้างน้อยทั้งๆ ที่นี่เป็นครั้งแรกที่เรารับทุนในลักษณะเช่นนี้ครับ

หนึ่งในประเด็นที่ผู้ตรวจสอบบัญชีถามมาได้แก่รายการค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนของนักศึกษาปริญญาโทสองคนได้แก่กล้ากับมะปราง โดยเราจัดรายการนี้ไว้ในค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบ GotoKnow.org ครับ

ผู้ตรวจสอบบัญชีได้ขอให้ผมอธิบายว่าค่าใช้จ่ายนี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบของ GotoKnow.org อย่างไร ผมจึงถือโอกาสนี้เขียนบันทึกนี้เพื่อเล่าถึงนโยบายและแนวคิดของ UsableLabs ครับ

จนถึงวันนี้ UsableLabs ยังเป็นหน่วยงานไม่มีตัวตน เรายังไม่ได้เสนอโครงการตั้งเป็นหน่วยวิจัยของมหาวิทยาลัย เรายังไม่ได้จดทะเบียนตั้งมูลนิธิ เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเราบอกว่าเราทำงานก่อน ให้งานออกมาก่อน แล้วหน่วยงานจะเป็นอะไรค่อยว่ากันทีหลังครับ

ทันทีที่เรามีเวลา UsableLabs จะเป็นสองอย่างครับ เราจะเป็น "หน่วยวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาสังคม" ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหลังจากนั้นอีกหลายปีต่อไปเราจะเป็น "มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาสังคม"

จะสังเกตว่าสิ่งที่เราจะเป็นนั้นมีคำสำคัญอยู่สองคำที่น่าสนใจ คำนั้นคือ "วิจัยและพัฒนา"

"วิจัยและพัฒนา" หมายถึง "วิจัย" นำ "พัฒนา" ครับ

"วิจัย" คือการคิดเป็นระบบ มองให้ลึกให้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจน แก้ปัญหาโดยการวิเคราะห์ให้เห็นผล คิดอย่างรัดกุมโดยมีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึงที่มาที่ไปของผลนั้น

ส่วน "พัฒนา" คือการนำผลที่วิเคราะห์วิจัยดีแล้วไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถใช้งานได้จริงเกิดประโยชน์ต่อสังคม

คนทำงานที่ UsableLabs ต้องวิจัยและพัฒนา หมายความว่าต้องคิดเป็นระบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่แท้จริง

ทุกคนที่ทำงานกับเรามีตำแหน่งแรกคือ "นักวิจัย" และมีตำแหน่งอื่นๆ ต่อท้าย อย่างกล้าคือ "Researcher/Software Engineer" อย่างมะปรางคือ "Researcher/Usability Engineer" ส่วนผมเองเป็น "Researcher/Director"

ตำแหน่งเช่นนี้มีแง่มุมสองอย่าง อย่างแรกคือทุกคนเป็น "นักวิจัย" ดังนั้นทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นหัวหน้าใคร จึงต้องให้มุมที่สองคือ "เหตุและผล" เป็นเครื่องมือในการชี้นำในการทำงานที่ถูกต้อง

และเพื่อจะได้เป็น "นักวิจัย" สมกับตำแหน่งในการทำงานนั้น ทุกคนควรได้ผ่านการฝึกฝนในการวิจัยอย่างเป็นระบบด้วยครับ

ด้วยเหตุนี้เองสวัสดิการของ UsableLabs คือ เราสนับสนุนให้เรียนปริญญาโทแผนที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ โดยเทอมไหนลงทะเบียนวิชาวิทยานิพนธ์เราจะจ่ายค่าเทอมให้ โดยหากคนไหนลงเรียนแผน ก.1 (ทำวิทยานิพนธ์ทั้งสองปี) เรายินดีจ่ายค่าปรับพื้นฐานให้ด้วย

ในยุคปัจจุบันที่ปริญญาโทแผน ข. (ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์) เป็นที่นิยมและแผน ก. (ต้องทำวิทยานิพนธ์) หานักศึกษาเรียนได้ยากยิ่งนั้น วิธีนี้ทำให้เราสามารถสร้างได้ทั้งงานและคนครับ

เราได้ผลงานที่เกิดจากการทำวิทยานิพนธ์ ในขณะเดียวกันเราได้สร้างคนให้เป็นนักวิจัยที่จะเติบโตกลายเป็นกำลังสำคัญที่จะหาตัวยากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

หากยากแค่ไหนมาลองดูตัวเลขกันดูนะครับ

กล้าและมะปรางเป็นสองในสี่คนของนักศึกษาปริญญาโทที่เลือกทำวิทยานิพนธ์ของภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ และเป็นสองคนแรกในรอบสิบห้าปีตั้งแต่มีหลักสูตรปริญญาโทที่เลือกแผน ก.1 (ทำวิทยานิพนธ์ทั้งสองปี) ในขณะที่เพื่อนพี่น้องปริญญาโทของเขาที่เรียนอยู่ในเวลาเดียวกันเกือบสองร้อยคนเลือกแผน ข. ทั้งหมด

ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะจ่ายเงินให้เขาสองคนเป็นสองเท่าของค่าลงทะเบียนด้วยซ้ำ!!

โจทย์วิทยานิพนธ์ของกล้าคือเพิ่มส่วน "ถ้าคุณชอบบันทึกนี้ขอแนะนำให้อ่านบันทึกต่อไปนี้" ในส่วนท้ายของแต่ละบันทึกโดยระบบจะต้องคำนวนด้วย model ที่กล้าคิดเพื่อค้นหาบันทึกที่ใกล้เคียงกับบันทึกที่ผู้ใช้กำลังอ่านอยู่ออกมาแสดง นั่นคือการทำระบบ Recommender System นั่นเอง

เรื่องนี้ท้าทายครับ เพราะเกี่ยวพันกับหลายเรื่องโดยเฉพาะ Information Retrieval และ Natural Language Processing ที่เป็นภาษาไทย

ทันทีที่กล้าทำส่วนนี้ได้ใน GotoKnow.org เราจะขยายออกไปให้ได้ generalized model ที่สามารถใช้กับ Portal.in.th ได้ด้วย และในที่สุดก็จะทดลองกับ contents จากเว็บไทยทั้งหมด

นึกภาพ Google News นะครับ นั่นล่ะคือสิ่งที่กล้ากำลังทำอยู่ในภาคภาษาไทยครับ

ส่วนโจทย์ของมะปรางยิ่งสั้นกว่ากล้า โจทย์นั้นคือ "ทำอย่างไรผู้อ่านของ GotoKnow.org ถึงจะกลายเป็นผู้เขียนมากขึ้น"

โจทย์นี้เป็นโจทย์ของ Online Community ซึ่งเป็นสาขาย่อยใน Information Systems ในฐานะ Social Science ที่เริ่มทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่ Online Community กำลังกลายเป็นกลไกหลักของสังคมมนุษยชาติอย่างที่เราได้เห็นกันนี้

โจทย์ทั้งสองโจทย์คือการพยายามหาหนทางในการพัฒนา GotoKnow.org ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและในเชิงชุมชน

แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการตอบอย่าง "นักวิจัย" เช่นนี้จะไม่ได้มีประโยชน์ต่อ GotoKnow.org อย่างเดียว แต่จะมีผลต่อสังคมในภาพรวมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผลลัพธ์ที่ผมจะยินดีที่สุดคือผลลัพธ์ในการสร้างคนครับ

UsableLabs ไม่ใช่องค์กรที่หวังผลกำไรทางการเงิน แต่เราหวังผลกำไรที่ "คน"

โจทย์ทั้งสองโจทย์ของกล้าและมะปรางนี้ตอบได้จนไปถึงระดับปริญญาเอกครับ

การลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่ามากถ้าในที่สุดแล้วอีกห้าหกปีจากนี้เราจะมีบุคลากรที่มีความรู้ในการวิจัยระดับปริญญาเอกที่พร้อมทำงานและถ่ายทอดเพื่อสร้างคนต่อๆ กันไปอีกไม่สิ้นสุด

ผมบอกกล้ากับมะปรางแล้วว่า "ห้ามลาออก ยกเว้นลาไปเรียนปริญญาเอก" และผมหาทุนไว้ให้แล้วด้วย

ไม่ได้กดดันเลย แค่สร้างความเครียดให้เขาสองคนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้น (ฮา)

การทำงานให้เป็นเรียน และการเรียนให้เป็นงานนั้น ผมเชื่อว่าเป็นกลไกที่ดีอย่างยิ่งในวิชาชีพด้าน Information Systems ที่ต้องเกี่ยวพันกับ "ผู้ใช้" มากกว่า "เครื่อง"

สิ่งที่ UsableLabs ทำให้ "เรียนเป็นงานและงานเป็นเรียน" นั้นเป็น R2R (Routines to Research) อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเราคาดหวังจะให้กลายเป็นต้นแบบของโครงการต่างๆ ที่รับทุนจาก สสส. โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ครับ

แน่นอนว่าการทดลองรูปแบบนี้ก่อนของเราย่อมไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่เราก็จะปรับปรุงและทดลองต่อไปเพื่อให้ได้ best practices ที่สามารถใช้และถ่ายทอดกันต่อไปได้ในโครงการต่างๆ ในอนาคต

ดังนั้นโปรดติดตามกล้าและมะปรางกันต่อไปครับ