ฟังข่าวเรื่องตกงานว่างงานยุคนี้แล้ว หวลคิดไปเมื่อครั้งเป็นเด็กบ้านนอก ผมอยู่กับความเรียบง่ายโดยที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นไปเองตามสภาพแวดล้อมของสังคมในยุคนั้น เสาร์-อาทิตย์ปิดโรงเรียน ครูไม่ได้ให้การบ้าน และเราก็ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชาเป็นบ้าเป็นหลัง มีเวลาที่จะนำชีวิตไปกระโดดโลดเต้นตามท้องไร่ท้องนาอย่างสนุก ขี่ควายไปอาบน้ำ ไปปักเบ็ด ไปตกปลา หากบจำศีลในหน้าแล้ง และจับอึ่งอ่างไข่เต็มท้องที่มาร้องระเริงฝน ก่นกะปู แหย่ไข่มดแดง ตีผึ้งเอาน้ำหวาน เบิกบานกับดอกไม้ป่า ดอกเห็ดที่ขึ้นมาเป็นบรรณาการจากสวรรค์ ไม่รู้จักทีวี ไม่มีเกมส์คอมพิวเตอร์ นอนข้างยายฟังเรื่องปะรำปะรา แอบมองนางฟ้าที่ส่งสายตากระพริบอยู่โค้งฟ้า บางคืนมีผีพุ่งไต้ ผ่านมาทางช้างเผือก ยายเล่าเรื่องดาวลูกไก่ ..ตอนที่แม่ไก่ถูกจับไปเชือด น้ำตาไหลมือไขว้ไปกอดนมยาย ..หลับไปทั้งน้ำตาตอนไหนก็ไม่รู้
เสียงไก่ปลุกเซ็งแซ่ตั้งแต่เช้ามืด งัวเงียไปล้างหน้า เสียงยายเรียก ไอ้นายๆมาทางนี้ ยายเขี่ยมันเทศหมกไฟหอมฉุยไว้รอ บางวันก็มีไข่ไก่หมก ทุกเช้าจะมีน้ำข้าวอุ่นใส่เกลือพอปะแหล่มๆดื่มแทนกาแฟหรือโอวัลติน แค่นี้ก็อิ่มเอมเต็มขีดอนามัยแล้วละ ช่วยยายเด็ดขั่วพริกมะเขือพวงโยนใส่ลงกะทะ ยายคั่วไปเรื่อยๆ สักพักส่งกลิ่นโชยมา ยายยกเทลงครก ตำโปกๆ..ใส่โน่นใส่นี่ ใส่กะปอมที่ผมคล้องตอนเดินไปอาบน้ำบ่อที่ทุ่งนา ขากลับถือบ่วงมาด้วย ตะวันบ่ายแดดอ่อน กะปอมจะขึ้นมาอาบแดด ผิวปากหวิวๆเบาๆกะปอมจะหลับตาผงกหัวงึกๆ ก็เอาบ้วงคล้องคอกระตุกเอามาปิ้งให้ยาย แค่นี้ก็ได้เมนูมาตรฐานสำหรือมื้อเช้าแล้ว ส่วนโปรตีนมีมาเรื่อย ..บางวันเจ้ามอมมันคาบกระต่าย ไก่ป่า นกมาวางไว้ ซึ่งผมก็จนปัญญาจะอธิบายว่ามันล่ามาอย่างไร
มีครั้งหนึ่งผมขับรถแทรกเตอร์ไถที่จะปลูกข้าวฟ่าง ขับไถวนเข้ารอบใน แคบเข้า แคบเข้า เห็นเจ้ากระต่ายป่าตัวหนึ่งตกใจวิ่งละล้าละลัง จึงกระโดดลงรถตระครุบหวังจะจับเป็น ก้อนขี้ไถเป็นอุปสรรคทำให้วิ่งไม่สะดวก ต่างจากกระต่ายที่เต้นไวหลบไปหลบมา เล่นเอาเถิดเอาล่อจนผมหมดแรงเสียก่อน เคยคว้าโดนปลายหาง หวุดหวิดจะจับได้เหมือนกัน
อยู่ในป่าดงพงพีก็มีเรื่องตื่นเต้นเสมอ บางวันงูเหลือมตัวใหญ่มารัดแม่ไก่อยู่ในเล้า ได้ยินแต่เสียงร้องอ๊อกๆ สงสัยเจ้าหลามแอบเลื้อยมาตอนที่หมาออกไปล่าเหยื่อก่อนรุ่งสาง พวกคนงานช่วยกันลากออกมา ตัวยาวหลายเมตร ตอนที่เขาย่างงูผมไปไหนก็จำไม่ได้ แต่ตอนเนื้องูเป็นท่อนอยู่ในชามนี่กลับมาทันได้ร่วมวง มีอยู่ปีหนึ่งยามโพล้เพล้ ..จวนจะมืดเต็มที อาผมมองเห็นหมาขึ้นไปยืนอยู่บนกองถั่วลิสง นึกสังสัยว่าเป็นหมาใครนะ มาป่า หรือหมาจิ้งจอก เพราะถ้าเป็นหมาเรามันจะไม่ไปอยู่อย่างนั้น แก้สังสัย..กดโป้ง ดังก้องสะท้านป่า ตื่นเช้าไปดู โอ้ยโย้..เป็นเสือปลามากินไก่..
เรื่องอาหารการกินของคนอีสาน มีเมนูเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ผักป่า ผักยืนต้น เถาวัลย์ ดอกใบไม้ หลายสิบชนิดเป็นอาหารหมุนเวียนไม่มีขาดตกบกพร่อง แม้แต่จักกะจั่นที่ร้องระงม ยังไปจับมาจิ้มแจ่วเคี้ยวกรุ๊บๆอร่อยเหาะ
ส่วนของหวาน จะเป็นพวกมันหมกไฟ ข้าวโพดปิ้ง นานๆจะขูดมะพร้าวทำขนมสักที แต่ก็ไม่ได้ติดใจเรื่องของหวานเหมือนเด็กสมัยนี้ ช่วงแล้งผึ้งเยอะมาก เอาลูกผึ้งอ่อนมาปิ้งจิ้มกับน้ำหวาน นับเป็นของหวานที่หวานไปถึงใส่ถึงพุง ผลไม้มีไม่กี่ชนิด มะม่วง มะพร้าว กล้วย อ้อย น้อยหน่า จำได้ว่ามีแค่นี้แหละ แต่ก็ดูมันพอเพียงอย่างสมบูรณ์พูนผล
จริงๆแล้วถ้าเราช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมคืนมา ธรรมชาติก็จะมีบรรณาการมามอบให้เรา น้ำหมอกน้ำค้าง ความชุ่มชื้น ดอกไม้ป่า ดอกเห็ด หน่อไม้ พริกป่า มะเขือ ปลีกล้วย ฝักและดอกเพกา ยอดและลูกมะกอก ทั้งอาหารและอารมณ์ปกติสุขจะอี๋อ๋อมาด้วยกัน ไม่มีใครตกงาน และไม่มีใครว่างงาน เรียนให้รู้ที่จะอยู่อย่างพอเพียงอย่างแท้จริง ใจนิ่ง กายสงบ จะพบว่า..ความสุขใดเกินความสงบไม่มี
:: เรื่องที่เล่ามานี้ ลองซ้อมทบทวนเรื่องเก่าที่จะเอามาเล่าตอนนอนชมดาวให้คนกรุงภาคกลาง มีรอกอด ครูปู ครูขจิต สาวๆจากค่ายปูนซีเมนต์ ..เล่าให้น้าอึ่งอ๊อบคนเหนือ ..เล่าให้สาวตาคนเมืองใต้ และคณะอาจารย์แป๋วซึ่งมาทำมาหากินถิ่นอีสาน ได้รู้ว่าอีสานนั้นไม่ได้โง่จนเจ็บกระดองใจอะไรหรอก เป็นแต่พวกพัฒนาบ้าๆบอๆมาชวนให้เข้ารกเข้าพง วิถีชีวิตของอีสานมันถึงเดี๊ยงไปถึงเพียงนี้..
อรุณสวัสดิ์วันครูค่ะพ่อครูขา:)
"""
เด็กบ้านนอก มาอ่านเรื่องนี้ ชอบจังค่ะ
เรียนให้รู้ที่จะอยู่อย่างพอเพียงอย่างแท้จริง ใจนิ่ง กายสงบ จะพบว่า..ความสุขใดเกินความสงบไม่มี
ขอบคุณค่ะ สุข สงบ พบคนให้กอดค่ะพ่อครูขา:)
...
สวัสดีครับ พ่อครู
รักให้เป็น..อย่าเป็นเหยื่อของความรัก
รักให้หนัก..อย่าให้รักมาหนักอก..
รักนาน ๆ อย่าให้กาลทำช้ำชก
รักให้ตก..ผลึกรัก..รักให้เป็น..
ตั้งใจนะนอน(กรน)นับดาว และเฝ้าพระจันทร์เกือบเต็มดวง
ฟังเรื่องราว "การดำเนินไปแห่งชีวิต" ของคนหลาย ๆ คน
หาก "เรา" หาโอกาสที่จะได้ย้อนมองชีวิต ไม่ติดกับปัจจุบัน ฝันอนาคตอย่างพอเพียง ทุกอย่างย่อมมีหนทางของมัน
อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสมองหาตัวเอง
........
คนตกงานจะมีวิธีการใดที่จะช่วยให้เราอยู่ได้อย่างมีสุขในสภาวการณ์เช่นนี้
เพียงแต่...เราไม่เคยฟังตัวเองเลย เราฟังแต่คนอื่นพูด ฟังแต่สิ่งที่อยากจะได้ ฟังแต่สิ่งที่อยากจะมี
มันก็พูดยากนะ .... เมื่อ "เรา" ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
........
เช้าวันนี้อ่านหนังสือ เขาบอกว่า ปัญหารุมเร้าดังกระสุน "เรา" คิดว่าเราจัดการได้กับทุกสิ่ง เหมือนพระเอกแมททริกซ์ ไม่ว่ากระสุนจะมาทางไหน ก้รู่เท่าทัน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ต่อให้เนียนเท่าไร ใจก็อาจจะพังได้ ......
"คิดไม่ออก..ให้ไปทำบุญ" 55555 เหมือนกับว่าจะเอาวัด เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง จริง ๆ แล้วมันคือ กุศลโลบายในการให้เราได้ "หยุดนิ่ง" มองเห็นตัวเอง มองสิ่งที่เกิดขึ้น มองหาอนาคต เราก็อาจจะมีสติมากขึ้นได้
.........
เอ.....
"ขึ้นอยู่กับใจ"
จริง ๆ เน๊าะ
สวัสดีค่ะพ่อครูบาที่เคารพ
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะพีพ่อครู
หนูเองก็ชอบบรรยากาศแบบนี้มาก มาก ค่ะ
บิน ข้ามทะเล เดินข้ามเขา วิ่ง ลัดเลาะเกาะ มายืน นั่ง และ นอนยันค่ะพ่อครูว่า
....
ตั้งแต่สัมผัสมา อีหล่าคิดว่า ไม่ว่ามื้อนี้ มื้ออื่น หรือมื้อไหนๆ คนอิสานบ้านเฮา ใจดี และ เต็มไปด้วย มิตรไมตรี อีหลักอีเหลือ ขนัด อย่างแรงนะเจ๊า เด้อค่า
....
มื้อแลง มื้อค่ำนี้ พ่อครูจะกินแกงหอยขมป้าพี่ครูปูอีกรึคะ
เอา ผัก ใบ ยอดมัน มาให้พ่อ แกงต้มส้ม ใส่ฉิ้งฉ้าง (ปลาเล็ก) อร่อยเหาะค่ะ
....
อิ่ม และ รำ อร่อย เหาะ มื้อเย็น มื้อค่ำ เด้อพ่อเด้อค่า :)
ครูฯครับ ผมมาเสริมหน่อย
ได้รู้ว่าอีสานนั้นไม่ได้โง่จนเจ็บกระดองใจอะไรหรอก เป็นแต่พวกพัฒนาบ้าๆบอๆมาชวนให้เข้ารกเข้าพง วิถีชีวิตของอีสานมันถึงเดี๊ยงไปถึงเพียงนี้..
ไม่เพียงเท่านั้น ไอ้เศรษฐกิจพังทลาย พวกมันทำกันเองทั้งนั้น
แล้วใครแก้ คนไอ้บ้านนอกอย่างเราก็ต้องมาร่วมกันแก้ ให้พวกมันเสวย ลากอนาคตประเทศชาติไปปุ้ยี้ปุ้ยำกันอย่างสนุก
ยังไม่พอ ยังหาผลประโยชน์ทั้งในประเทศ นอกประเทศ ในสภานอกสภาอีก
ยังไม่พอ เสียผลประโยชน์ก็ยังทวงกันเอาคืน
เห็นพวกเราเป็นอะไรไปครับ
เฮ้อออออออออออออออออออ .............!!!!!
ป๋าเราดุจัง
ขออนุญาตเรียกว่าคุนพ่อครูบาด้วยคนนะคะ
มีเวลาและโอกาสอยากไปหาพ่อครูจังเลยคะ
น่าเสียดายที่มาอ่านเจอบันทึกนี้ช้าไปหน่อย
หนูก้อเด็กบ้านนอกเหมือนกันคะ
เด็กๆก้อเคยหากะปอมเหมือนกัน
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยคะ
นึกถึงชีวิตตัวเองตอนเด็กๆๆ
เขียนไม่เก่งนะคะ
จะพยายามฝึกเขียนบ่อยยๆคะ