ช่วงต้นของการเดินทาง 10 วันแรก เป็นการเข้าร่วม National Youth Summit ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการอภิปรายกลุ่มเป็นกิจกรรมหลัก เหมือนการอยู่หอพักนักกีฬารวมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต นอกจากนี้เยาวชนทุกชาติได้มีโอกาสขึ้นเวทีแสดงวัฒนธรรมของประเทศตนเองเฉพาะพระพักตร์เจ้าหญิงซึ่งเสด็จมาทรงเปิดการประชุมด้วย น่าเสียดายที่ไม่สามารถบันทึกภาพมาให้ชมได้ แต่ขอบอกว่าเจ้าหญิงทรงสง่างามและตรัสภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วมาก ถือเป็นเกียรติอย่างสูงแก่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทุกคนจริงๆ
โปรแกรมในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกว่ามากก็ไม่ใช่ จะว่างหน่อยก็ไม่เชิง แค่แปดโมงเช้าเป๊ะๆถึงห้าโมงเย็นทุกวัน(เท่านั้น!) แถมยังต้องมาเตรียมเนื้อหาการอภิปราย,เขียนเรียงความในหัวข้อนั้นๆส่งด้วย ทำให้เยาวชนส่วนมากไม่มีโอกาสได้ชมความศิวิไลซ์ของโตเกียว ทั้งๆ ที่พักอยู่หลายวัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนประเทศไทย เนื่องจากเรามีน้องหลายคนเคยเดินทางมาญี่ปุ่นมาก่อนและอีกคนที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ทำให้เราสามารถออกทัวร์โตเกียวได้แทบทุกวัน สถานที่น่าสนใจได้แก่ วัดอาซะคุสะ (ทุกคนต้องมาถ่ายรูปกับโคมยักษ์สีแดงที่หน้าวัด ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง), ปราสาทฮิเมจิ, ศาลเจ้าเมจิในย่านฮาราจูกุ, ตลาดประมูลปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก(และต้องไปตั้งแต่ตีห้าทีเดียว) เป็นต้น เรื่องราวการออกทัวร์ทั้งวันทั้งคืนทุกเมื่อที่ว่างนี้เป็นสิ่งแรกๆที่เยาวชนชาติอื่นได้ทึ่งกับเยาวชนจากประเทศไทย นอกเหนือจากความสามารถในการบริหารเงินเยนอย่างดียิ่ง ทำให้เราจ่ายค่ารถไฟใต้ดินที่แพงเหลือเกินในการเดินทางไปกลับเป็นสิบรอบ ยังเหลือเงินก้นถุงมาซื้อข้าว/มาม่าลดราคามากินประทังชีวิตได้

เนื้อหาการอภิปรายวิชาการนั้น ถือว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เยาวชนท้องถิ่นที่จะเข้าร่วมอภิปรายกับเรานั้นต้องผ่านทั้งข้อเขียน สัมภาษณ์ อัตราการแข่งขันสูงถึง 50ต่อ1ทีเดียว การอภิปรายจะแบ่งตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ในกลุ่มรัฐศาสตร์ (International Relations) อภิปรายเรื่อง Freeflow of people ในประเทศกลุ่มอาเซียนและญี่ปุ่น โดยเน้นผลกระทบด้านบวกและด้านลบ เพื่อหาทางพัฒนาในกรอบของความเป็นเยาวชน ระหว่างการแลกเปลี่ยนทำให้ได้เรียนรู้มุมมองของประเทศอื่นๆในเรื่องนี้ด้วย เช่น คนญี่ปุ่นที่ดูเย็นชา ไม่สุงสิงกับชาวต่างชาตินั้นเนื่องจากเค้าไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร และเมื่อชาวต่างชาติไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมก็ไม่สบายใจแต่ไม่กล้าบอก เนื่องจากเกรงจะเสียมารยาทนั่นเอง นักศึกษาชาวญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ และหลายมหาวิทยาลัยได้มีการตั้งชมรมเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาญี่ปุ่นขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติ เป็นต้น ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนนักศึกษาต่างประเทศในญี่ปุ่นเป็นนักศึกษาจากประเทศบรูไนมากที่สุด !! โดยการเรียนการสอนในประเทศบรูไนเองเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว ทำให้นักศึกษามีทางเลือกการศึกษาน้อยและต้องเดินทางไปศึกษาต่างประเทศ ด้านการท่องเที่ยวนั้น-ประเทศอาเซียนมีนักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดเช่นกัน .. ตัวอย่างคร่าวๆ คงพอหอมปากหอมคอ เพราะช่วงอภิปรายนี้ใช้เวลาเพียง 3 วัน แต่ก็เป็นการอภิปรายที่ได้ทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์/ความคิดเห็นและได้ข้อมูลจริงๆ
ภาคต่อไปค่อยล่องเรือไปเทียบท่าประเทศบรูไนกันจริงๆ นะคะ