“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา”.(3)

ประเด็นทางสังคมกับเงื่อนไขในการแสวงหาพื้นที่ทางศาสนา

ในสภาพสังคมที่มีพลวัฒน์เชิงสังคมอย่างสูงโลกทัศน์เชื่อมต่อจากสังคมหนึ่งสู่สังคมหนึ่งแนวคิดเชิงโครงสร้าง(Structure) “ลูกชายต้องได้บวชแนวคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงกระบวนการสิทธิ์ทางกฎหมายหรือทางศาสนาสิทธิ์แห่งความเป็นมนุษย์รวมไปถึงแนวคิดทันสมัยใหม่ (Modern) “ทั่วโลกยอมรับแล้วได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการถูกใช้เพื่อเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์เพื่อแย้งและหาคำอธิบายต่อบัญญัติเดิมแนวคิดเรื่องความขัดแย้ง (Conflict) ก็ถูกนำมาอธิบายในปรากฏการณ์ทางสังคมที่ว่าบัณเฑาะก์ไม่ใช่กะเทยอาจรวมไปถึงไม่ใช่ตุ๊ดแต๋วดังนั้นเมื่อไม่ใช่ก็บวชได้แนวคิดเหล่านี้กำลังถามหาความเป็นไปได้ต่อบัญญัติเดิมที่กำหนดไว้ในทางศาสนาซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามต่อกลุ่มความเชื่อทางศาสนาซึ่งเป็นชาวพุทธแต่มีเพศลักษณ์หรือความชื่นชอบทางเพศรสที่ต่างไปจากรูปแบบและคติความเชื่อเดิม

เมื่อประเด็นทางสังคมในส่วนของกลุ่มที่แสวงหาพื้นที่กับแนวทางเดิมกำลังถูกตั้งคำถามกันมากขึ้นรวมไปถึงการไม่สามารถปรับตัวรองรับต่อการปรับตัวของระบบต่างที่ปรากฏในสังคมได้ขององค์กรทางศาสนาจึงทำให้หลายฝ่ายห่วงใยต่อสภาพการดังกล่าวพร้อมกันนั้นประเด็นปัญหาต่อการบวชในสังคมไทยของกลุ่มชายเพศที่สามซึ่งอาจปรากฏภาพยังไม่ชัดเสียทีเดียวแต่กำลังจะเป็นที่ถกเถียงกันในอนาคตหรือไม่ว่าห้ามทำไมทำไมต้องห้ามแล้วถ้าห้ามจะมีทางออกอย่างไร ? รวมไปถึงในกรณีที่บวชเข้ามาอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวคึกโครมว่าทำไมคณะสงฆ์รับกลุ่มบุคคลเหล่านี้เข้ามาบวชควรต้องมีทางออกหรือคำตอบอย่างไร ?ในส่วนของความเป็นมนุษย์ควรหรือไม่ที่เขาเหล่านี้ในฐานะเป็นมนุษย์ที่จะสามารถพัฒนาได้ตามโลกทัศน์ทางพระพุทธศาสนาและจะผลักไสเขาออกไปประหนึ่งเป็นส่วนเกินขององค์กรทางศาสนากระนั้นและในเวลาเดียวกันถ้าไม่ผลักไสแต่ก็ยังคงยืนกรานที่จะรักษาบัญญัติเดิมไว้

ทำอย่างไรถึงจะหาคำอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างพื้นที่เฉพาะต่อกลุ่มชายเพศที่สามกับพื้นที่ทางศาสนาได้มากขึ้นมีพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ถูกนำมาตีความอธิบายเสริมประเด็นต่อสิทธการบวชของสตรีที่ว่าพระอานนท์ทูลถามว่า : พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้อุบัติขึ้นในโลกเพื่อประโยชน์แก่ผู้ชายเท่านั้นหรือ ? พระพุทธเจ้า: มิใช่เลยพระองค์ทรงยังประโยชน์เช่นเดียวกับวิถีความหลุดพ้นนั้นเปิดรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

หากมองถึงข้อเท็จจริงในเมื่อพระพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเพศในการบรรลุธรรมหรือเข้าถึงการปฏิบัติธรรมจึงเป็นเหตุผลหนึ่งต่อการที่จะอธิบายว่าพระพุทธศาสนายอมรับต่อศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ในฐานะที่จะพัฒนาเพื่อเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดทางธรรมได้ไม่ได้จำกัดด้วยเงื่อนของเพศภาวะแต่ประการใด

ดังกรณีมีเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลของพระภิกษุที่ชื่อพระวักกลิที่มีศรัทธาจริตในรูปร่างของพระพุทธเจ้าออกบวชเพราะต้องการจะชมพระบารมีของพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดและสามารถติดตามพระพุทธองค์ไปทุกแห่งเมื่อบวชก็ไม่ได้ใส่ใจปฏิบัติและศึกษาพระธรรมวินัยพระพุทธเจ้าต้องตรัสเตือนสติว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา  แต่พระวักกลิยังไม่สำนึกและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่อย่างใดจนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงตำหนิและเป็นเหตุให้พระวักกลิน้อยใจคิดฆ่าตัวตายซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านมองว่าท่านเป็นกลุ่มชายเพศวิถีรวมไปถึงทัศนะในงานเสวนาประสาผู้หญิงเรื่องหญิงรักหญิงกับการปฏิบัติธรรมซึ่งได้นำข้อมูลในส่วนนี้มาอธิบายถึงความเป็นเพศสภาพต่อเงื่อนไขทางศาสนาที่ว่า

...ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่หลงรัก

พระพุทธเจ้ามากไปไหนก็คอยเฝ้าดูเฝ้าตามพระองค์เสมอพระ

พุทธองค์ทรงทราบก็เตือนพระรูปนี้ว่าแล้วท่านจะมาบวชไปทำไม

เมื่อท่านมาติดกับรูปถึงเพียงนี้พระรูปนั้นก็น้อยใจจะไปโดดหน้าผา

ตายพระพุทธองค์จึงแสดงนิมิตและธรรมะในที่สุดพระรูปนั้นก็บรรลุธรรม

มีคนบางคนตีความว่าพระรูปนั้นถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือเกย์นั่นเอง

และที่น่าสนใจคือพระรูปนี้ก็สามารถบรรลุธรรมได้

ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่ว่าเมื่อมีการเทียบพระรูปดังกล่าวเป็นเกย์ก็หมายความว่าพระรูปดังกล่าวบวชได้ดังนั้นประเด็นกลุ่มชายเพศวิถีอาจมีคำอธิบายต่อพื้นที่การบวชได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ในสาระดังกล่าวยังมีช่องในการอธิบายพระรูปนี้ก็สามารถบรรลุธรรมได้ดังนั้นจึงทำให้พื้นที่ของการอธิบายความโดยเจตนาเพื่อสื่อความได้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นประหนึ่งทำให้ประเด็นของกลุ่มเพศวิถีต่อการบวชมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ผู้เขียนไม่แน่ใจเสียทีเดียวซึ่งคำอธิบายเหล่านี้อาจไปเสริมในส่วนที่ว่าเพศไม่ได้เป็นข้อจำกัดต่อศักยภาพของมนุษย์ที่จะพัฒนาในด้านต่างซึ่งอาจรวมไปถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อถึงธรรมตามกระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนาด้วย