ประเด็นทางสังคมกับเงื่อนไขในการแสวงหาพื้นที่ทางศาสนา
ในสภาพสังคมที่มี “พลวัฒน์เชิงสังคม” อย่างสูง“โลกทัศน์” เชื่อมต่อจากสังคมหนึ่งสู่สังคมหนึ่งแนวคิดเชิงโครงสร้าง(Structure) “ลูกชายต้องได้บวช” แนวคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงกระบวนการสิทธิ์ทางกฎหมายหรือทางศาสนาสิทธิ์แห่งความเป็นมนุษย์รวมไปถึงแนวคิดทันสมัยใหม่ (Modern) “ทั่วโลกยอมรับแล้ว”ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการถูกใช้เพื่อเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์เพื่อแย้งและหาคำอธิบายต่อ “บัญญัติเดิม”แนวคิดเรื่องความขัดแย้ง (Conflict) ก็ถูกนำมาอธิบายในปรากฏการณ์ทางสังคมที่ว่า“บัณเฑาะก์ไม่ใช่กะเทย” อาจรวมไปถึงไม่ใช่ตุ๊ดแต๋วดังนั้นเมื่อไม่ใช่ก็บวชได้แนวคิดเหล่านี้กำลังถามหาความเป็นไปได้ต่อ “บัญญัติ” เดิมที่ “กำหนด”ไว้ในทางศาสนาซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามต่อกลุ่มความเชื่อทางศาสนาซึ่งเป็นชาวพุทธแต่มีเพศลักษณ์หรือความชื่นชอบทางเพศรสที่ต่างไปจากรูปแบบและคติความเชื่อเดิม
เมื่อประเด็นทางสังคมในส่วนของกลุ่มที่แสวงหาพื้นที่กับแนวทางเดิมกำลังถูกตั้งคำถามกันมากขึ้นรวมไปถึงการไม่สามารถปรับตัวรองรับต่อการปรับตัวของระบบต่างๆที่ปรากฏในสังคมได้ขององค์กรทางศาสนาจึงทำให้หลายฝ่ายห่วงใยต่อสภาพการดังกล่าวพร้อมกันนั้นประเด็นปัญหาต่อการบวชในสังคมไทยของกลุ่มชายเพศที่สามซึ่งอาจปรากฏภาพยังไม่ชัดเสียทีเดียวแต่กำลังจะเป็นที่ถกเถียงกันในอนาคตหรือไม่ว่าห้ามทำไมทำไมต้องห้ามแล้วถ้าห้ามจะมีทางออกอย่างไร ? รวมไปถึงในกรณีที่บวชเข้ามาอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวคึกโครมว่าทำไมคณะสงฆ์รับกลุ่มบุคคลเหล่านี้เข้ามาบวชควรต้องมีทางออกหรือคำตอบอย่างไร ?ในส่วนของความเป็นมนุษย์ควรหรือไม่ที่เขาเหล่านี้ในฐานะเป็นมนุษย์ที่จะสามารถพัฒนาได้ตามโลกทัศน์ทางพระพุทธศาสนาและจะผลักไสเขาออกไปประหนึ่งเป็นส่วนเกินขององค์กรทางศาสนากระนั้นและในเวลาเดียวกันถ้าไม่ผลักไสแต่ก็ยังคงยืนกรานที่จะรักษาบัญญัติเดิมไว้
ทำอย่างไรถึงจะหาคำอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างพื้นที่เฉพาะต่อกลุ่มชายเพศที่สามกับพื้นที่ทางศาสนาได้มากขึ้นมีพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ถูกนำมาตีความอธิบายเสริมประเด็นต่อสิทธการบวชของสตรีที่ว่าพระอานนท์ทูลถามว่า : พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้อุบัติขึ้นในโลกเพื่อประโยชน์แก่ผู้ชายเท่านั้นหรือ ? พระพุทธเจ้า: มิใช่เลยพระองค์ทรงยังประโยชน์เช่นเดียวกับวิถีความหลุดพ้นนั้นเปิดรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
หากมองถึงข้อเท็จจริงในเมื่อพระพุทธศาสนาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเพศในการบรรลุธรรมหรือเข้าถึงการปฏิบัติธรรมจึงเป็นเหตุผลหนึ่งต่อการที่จะอธิบายว่าพระพุทธศาสนายอมรับต่อศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ในฐานะที่จะพัฒนาเพื่อเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดทางธรรมได้ไม่ได้จำกัดด้วยเงื่อนของ “เพศภาวะ”แต่ประการใด
ดังกรณีมีเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลของพระภิกษุที่ชื่อพระวักกลิที่มีศรัทธาจริตในรูปร่างของพระพุทธเจ้าออกบวชเพราะต้องการจะชมพระบารมีของพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดและสามารถติดตามพระพุทธองค์ไปทุกแห่งเมื่อบวชก็ไม่ได้ใส่ใจปฏิบัติและศึกษาพระธรรมวินัยพระพุทธเจ้าต้องตรัสเตือนสติว่า“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา” แต่พระวักกลิยังไม่ “สำนึก” และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่อย่างใดจนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรง“ตำหนิ” และเป็นเหตุให้พระวักกลิ“น้อยใจคิดฆ่าตัวตาย” ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านมองว่าท่านเป็น “กลุ่มชายเพศวิถี” รวมไปถึงทัศนะในงานเสวนาประสาผู้หญิงเรื่อง “หญิงรักหญิงกับการปฏิบัติธรรม” ซึ่งได้นำข้อมูลในส่วนนี้มาอธิบายถึงความเป็น “เพศสภาพ” ต่อเงื่อนไขทางศาสนาที่ว่า
...ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่หลงรัก
พระพุทธเจ้ามากไปไหนก็คอยเฝ้าดูเฝ้าตามพระองค์เสมอๆพระ
พุทธองค์ทรงทราบก็เตือนพระรูปนี้ว่าแล้วท่านจะมาบวชไปทำไม
เมื่อท่านมาติดกับรูปถึงเพียงนี้พระรูปนั้นก็น้อยใจจะไปโดดหน้าผา
ตายพระพุทธองค์จึงแสดงนิมิตและธรรมะในที่สุดพระรูปนั้นก็บรรลุธรรม
มีคนบางคนตีความว่าพระรูปนั้นถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือเกย์นั่นเอง
และที่น่าสนใจคือพระรูปนี้ก็สามารถบรรลุธรรมได้
ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่ว่าเมื่อมีการเทียบพระรูปดังกล่าวเป็น “เกย์” ก็หมายความว่าพระรูปดังกล่าว “บวชได้” ดังนั้นประเด็นกลุ่มชายเพศวิถีอาจมีคำอธิบายต่อพื้นที่การบวชได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ในสาระดังกล่าวยังมีช่องในการอธิบาย “พระรูปนี้ก็สามารถบรรลุธรรมได้” ดังนั้นจึงทำให้ “พื้นที่” ของการอธิบายความโดยเจตนาเพื่อสื่อความได้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นประหนึ่งทำให้ประเด็นของกลุ่ม “เพศวิถี” ต่อการบวชมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ผู้เขียนไม่แน่ใจเสียทีเดียวซึ่งคำอธิบายเหล่านี้อาจไปเสริมในส่วนที่ว่า“เพศ” ไม่ได้เป็นข้อ“จำกัด” ต่อศักยภาพของมนุษย์ที่จะพัฒนาในด้านต่างๆซึ่งอาจรวมไปถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อถึงธรรมตามกระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนาด้วย