ในเมื่อสังคมไทยมีพื้นที่กับเพศที่สามมากขึ้นดังกรณีการแสวงหาสิทธิผ่านกฏหมายของกลุ่มเพศที่สามได้พยายามให้กฎหมายที่เคยรองรับ “เพศ” มีเพียงแค่๒ให้บรรจุคำที่มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเป็นการยอมรับความ “หลายหลากทางเพศ” ด้วยผู้เขียนเชื่อว่าในโอกาสข้างหน้ากระบวนการสิทธิต่อ “ชายเพศวิถี” จะออกมาเรียกสิทธิ์ความเป็น“เพศที่สามต่อสาธารณะ” มากขึ้นอันเนื่องด้วยเหตุผลของโลกย่อส่วน (Glocal)กรณีของศาลฎีกาแคนาดาตัดสินให้เกย์แต่งงานกันได้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งนับเป็นคำพิพากษาก้าวสำคัญที่อนุญาตให้รัฐสภาแห่งสหพันธ์ออกกฎหมายให้ชาวเกย์ทั่วประเทศแต่งงานกันได้ด้วยผลของคำตัดสินนี้จึงเป็น“โลกทัศน์” ใหม่ของกลุ่ม“เพศวิถี” ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและนำไปใช้เพื่อเป็นประเด็นในการแสวงหา“พื้นที่” พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าทั่วโลกยอมรับแล้วแม้กระทั่งเบลเยียม & เนเธอร์แลนด์ (WR) ก็มีกฎหมายดังกล่าวเช่นกันรวมไปถึงกรณีของไทยที่มีการเสนอกฎหมายเพื่อให้สิทธิ์ของกลุ่มเพศที่สามใช้คำนำหน้าชื่อเป็นนางหรือนางสาวได้ถึงแม้จะยังไม่มีผลเป็นกฎหมายก็ตามดูประหนึ่งเหมือนเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ“ ขออยู่ด้วยคน” กับแนวคิดของสังคมแบบเสรีนิยมเพื่อหาพื้นที่“ตัวตน” ในฐานะชนกลุ่มหนึ่งในสังคมโดยใช้บริบทของโครงสร้างทางสังคมตามกระบวนการสิทธิ์และหน้าที่ที่จะพึงได้และกระทำได้
ประเด็นของ“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา” แต่เดิมจะดูอึมครึมและอยู่ในฐานะยอมรับชะตากรรมต่อธรรมชาติของตนเองพร้อมทั้งสยบยอมอยู่กลายๆแต่ได้มีเหตุการณ์ที่รัฐสภาอเมริกันออกกฎหมายให้“บาทหลวง” สามารถเป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศได้นั่นหมายความว่าพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ความเชื่อและมุมมองทางศาสนาได้เปิดกว้างมากขึ้นเพราะแม้แต่ศาสนาคริสต์ซึ่งถือว่าเพศที่สามหรือกะเทย“เป็นบุคคลที่พระเจ้าสาป”จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์เอาอย่างเหตุการณ์หนึ่งและการเรียกร้องเกิดขึ้นซึ่งอาจสอดคล้องกับแนวคิดของอุลริชเบ็ค(Ulrich Beck,1944) 11 เชื่อว่าการทำความเข้าใจมนุษย์จะต้องเข้าใจจากท้องถิ่นและสากลซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีการสัมพันธ์ซึ่งกันและกันต่างมีอิทธิพลต่อกันทั้งในเชิงข้ามพรมแดนและภายในพรมแดนหรือที่รู้จักในนามglocal หรือท้องถิ่นในโลกาภิวัตน์พื้นที่ประสบการณ์ของปัจเจกบุคคลไม่อาจแบ่งเป็นท้องถิ่นหรือรัฐชาติได้หากเอาแนวคิดของนิตเช่(Friedrich Nietzsche ๑๘๔๔- ๑๙๐๐) มาอธิบายเสริมต่อความเป็นปัจเจก(ของกลุ่มเพศที่สามต่อการแสวงหาพื้นที่ทางศาสนา) นิตเซ่มองว่าปัจเจกคือผู้ที่สร้างตรวจสอบเปรียบเทียบวิจารณ์และเชื่อมประสานสิ่งที่แตกต่างระหว่างเหตุผลและศีลธรรม
นอกจากนี้ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตเชิงเรียกร้องใน“สิทธิมนุษยชน” สิทธิ์ทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องเสรีภาพกับการนับถือศาสนารวมไปถึงการแสดงออกทางศาสนาที่ถูกนำมาเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกันและต่อไปก็จะกลายเป็น“สตรี-บวช” “บวช-กะเทย” กลุ่มชายไม่แท้ที่พึงพอใจเพศสภาพต่างจากความเป็นเพศชายกับคตินิยมของวัฒนธรรมประเพณีไทยที่“ลูกผู้ชายต้องบวชทดแทนคุณบิดามารดา” มีทัศนะต่อไปว่า“พื้นที่” ของ“กลุ่มเพศที่สาม” ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงตามหลักการและข้อบัญญัติทางวินัยอันเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานต่อการบวชจะถูกอธิบายหรือตีความอย่างไรเกี่ยวกับบุคคลกลุ่มนี้และควรมีฐานข้อมูลเพื่อเป็นคำตอบกับกลุ่มชายเพศวิถีในช่วงเวลาต่อไปอย่างไร? ในฐานะที่เป็นชาวพุทธด้วยกันจะต้องมีคำตอบกับทัศนะของอนาคตเช่นใด ? ต่อประเด็นวาทะกรรมของ “สังฆะ” ที่มีเพศที่นอกเหนือจากเพศชายในสังคมไทย ? เพื่อมิให้เกิด “กะเทยพิพาท” เหมือนกรณี “ภิกษุณีพิพาท” ที่ปรากฏเป็นวิวาทะอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันและยังไม่มีคำตอบจากคณะสงฆ์กระแสหลักในเชิงท่าทีที่จะเป็นทางออกร่วมกันในฐานะผู้นับถือศาสนาพุทธร่วมกันอย่างที่หลายฝ่ายมุ่งมองและคาดหวังให้เป็น