วันนี้เรามี “ทางเลือก” ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งน้อยมาก เราใช้วิธีการเดิมๆ ที่บางครั้งผมก็มองว่าได้กลิ่นอายฝรั่งมากเกินไป ไม่เหมาะกับคนไทย หรือไม่ก็เป็นวิธีการที่แข็งๆ ไม่ตอบสนองกับปัญหาเอาเสียเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดจากหลากหลายปัจจัย บางครั้งก็ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน บางครั้งก็ด้วยเหตุผลที่เบาบาง แต่ เส้นกั้นระหว่างความอดทนและจิตสำนึกของผู้คนน้อยลงไป ประเด็นไหนๆก็สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่โตได้ ไม่ยากนัก...

ได้มีโอกาสสนทนากับ นักวิชาการของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เราพูดคุยกันถึงประเด็นการศึกษาที่จะสนับสนุนการพัฒนาการจัดการความขัดแย้งในสังคม ซึ่งวันนี้เรามี “ทางเลือก” ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งน้อยมาก เราใช้วิธีการเดิมๆ ที่บางครั้งผมก็มองว่าได้กลิ่นอายฝรั่งมากเกินไป ไม่เหมาะกับคนไทย หรือไม่ก็เป็นวิธีการที่แข็งๆ ไม่ตอบสนองกับปัญหาเอาเสียเลย

ประเด็นที่เราคุยมีอยู่ว่า เราตั้งคำถามว่า สังคมไทยมีกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างไร? มุ่งลงไปในชนบท ในชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พวกเขาเหล่านั้น มีกระบวนการจัดการปัญหา ข้อขัดแย้งอย่างไร ? ประเด็นคำถามนี้ ผมมองว่า จะสามารถให้เราเข้าถึงวิธีการที่ชุมชนได้ใช้จัดการตนเอง เพื่อให้สังคมเล็กๆของพวกเขาปกติสุข เรียกง่ายๆว่า องค์ความรู้ด้านการจัดการความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์มีอย่างไรบ้าง?

ได้คำถาม เราก็คุยกันต่อถึง เป้าหมาย  ...ผมนำเสนอ ๒ กลุ่ม ชาติพันธุ์ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู  และ กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ทางภาคเหนือ..

ถามว่าทำไมเลือก ๒ กลุ่มชาติพันธุ์ ในขณะที่ทางภาคเหนือของเรามีกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย ...เรื่องนี้มีคำตอบครับ

กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู เป็นกลุ่มชนเผ่าที่ผมเคยทำงานอย่างใกล้ชิดมาก่อน และ ในชุมชนของชาวลีซูเองก็มีปัญหาความขัดแย้งมากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ๆ  และก็มีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้โดยกระบวนการของชนเผ่าเอง และที่ภาคเหนือยังมีเครือขายกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูที่เข้มแข็งพอสมควร ฐานข้อมูลทางวิชาการที่ทาง IMPECT. (INTER MOUNTAIN PEOPLES EDUCATION AND CULTURE IN THAILAND) ได้ศึกษาเบื้องต้นและเชิงลึกไว้ เป็นข้อมูลที่พร้อมสำหรับนักวิจัยที่จะเข้าไปเรียนรู้และต่อยอดได้

กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า  เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมากเป็นอันดับที่ ๔ ของประเทศไทย (ในข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย) และข้อที่น่าสนใจก็คือ มีเครือข่าย ที่เรียกตัวเองว่า “สมาคมอาข่าแห่งประเทศไทย” ที่เข้มแข็ง เช่นเดียวกับกลุ่มลีซู มีฐานข้อมูลทางวิชาการที่พร้อมจะต่อยอดได้ จากการลงพื้นที่เบื้องต้นเราพบว่า มีหมู่บ้านอาข่ากว่า ๕๐  เปอร์เซ็นต์ที่ยังมีการใช้จารีตดั้งเดิม และมีกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับชุมชนผ่านสภาผู้อาวุโส เป็นลักษณะของการไกล่เกลี่ย โดยผู้ไกล่เกลี่ยที่ถูกตั้งขึ้นมาโดยธรรมชาติ

 Chiangrai33

ที่สำคัญทั้งสองกลุ่มชาติพันธุ์ ผมมีโอกาสได้รู้จัก คุณนิวัฒน์ ตามี่ หนุ่มใหญ่ชนเผ่าลีซู ที่ทำงานเคี่ยวกรำงานพัฒนาสังคม เป็นผู้ประสานงานในพื้นที่ คอยให้คำปรึกษาในการทำงานศึกษาในครั้งนี้ และ กลุ่มอาข่า ก็มีพี่อาทู่ หรือคุณไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก เป็นผู้อำนวยการสมาคมอาข่าแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาและแนะนำพร้อมประสานงานให้...

Dscf4204

คุณนิวัฒน์ ตามี่ ด้านซ้ายมือสุด ติดกับผม

การเดินทางไปเก็บข้อมูลรอบแรก มีเรื่องราวที่น่าสนใจและประทับใจมาก เราวางแผนกันเป็นอย่างดีสำหรับการเดินทาง ใช้เวลา สองถึงสามวันในการเก็บข้อมูลไปเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย) และเดินทางไปพบกลุ่มเป้าหมาย

อาจารย์นักวิจัยด้านสันติวิธีสองท่านจากสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า (อ.ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ,อ.ชลัท ประเทืองรัตนา)และผมในฐานะที่ปรึกษาโครงการศึกษาฯ เราเดินทางจาก กทม.โดยเครื่องบิน ถึงเชียงใหม่ เพื่อพบ คุณนิวัฒน์ ตามี่ จากนั้น ก็เช่ารถ(ขับเอง) เป็น Jazz สีขาวป้ายแดง จากเชียงใหม่ถึงเชียงราย (โชคดีครับ ที่บริษัทรถเช่า ให้คืนรถได้ที่สนามบินเชียงรายในวันกลับ)  เราจึงมีพาหนะใช้ตลอดทุกเส้นทาง นอนเชียงใหม่ ๑ คืน นอนเชียงราย ๑ คืน (รวมแล้ว เราทำงาน ๓ วัน ๒ คืน)  จากนั้นก็ขึ้นเครื่องกลับ กทม. ที่เชียงราย

ในเวลาที่เราวางแผนการทำงานนี้ ...สามารถไปเจอกับกลุ่มเป้าหมายได้ รวมถึง เดินทางไปในพื้นที่ได้ด้วย ถือว่าใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ามาก

Dscf42163

พี่อาทู่  คุณไกรสิทธิ์ สิทธิโชดก ผู้อำนวยการสมาคมอาข่าแห่งประเทศไทย

สิ่งที่น่าสนใจคือการพูดคุยระหว่างทีมงานศึกษาวิจัย กับ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นทั้งผู้ให้ข้อมูลและผู้ประสานงาน เราพบว่า ทั้งสองกลุ่มชาติพันธุ์ มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งในชุมชนที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน (อาจเพราะความคล้ายกันทางทางชาติพันธุ์) ที่ทั้งสองกลุ่มมาจากทิเบต ใช้ภาษากลุ่มเดียวกันคือ ทิเบต – โลโล

Chiangrai11

เบื้องต้นขอสรุปกระบวนการจัดการความขัดแย้งของ ๒ กลุ่มชาติพันธุ์ (ลีซู – อาข่า) ที่คล้ายคลึงกันดังนี้

·         สิ่งที่กำกับความประพฤติของคนในชุมชนในกลุ่มที่นับถือพุทธ- ผี คือ การเชื่อในสิ่งลี้ลับ การให้ยำเกรงและความศรัทธาต่อผีและ เทวดา

·         มี ผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ระดับชุมชนที่คอยเจรจาไกล่เกลี่ย ข้อขัดแย้งเล็กน้อย ให้ยอมความ และให้เสร็จสิ้น ยุติความขัดแย้ง (พบได้ในทั้งสองกลุ่ม ลีซู – อาข่า)

·         มีสภาผู้อาวุโส ที่ประกอบด้วย หมอผี(ลีซู –อาข่า),หมอเมอผะ(หมอเมืองลีซู),ผู้เฒ่าชาย หญิง,ผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรม วัฒนธรรมในชุมชน,ผู้เชี่ยวชาญอาชีพ (ตีเหล็ก,จักสาน,เกษตร) ที่คอยเป็นสภาอันศักดิ์สิทธิ์ในชุมชนสำหรับการตัดสินปัญหาระดับชุมชนให้เรียบร้อย และสร้างความสมานฉันท์

·         มีกลุ่มการเมืองสมัยใหม่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน,อบต. ,ผรส.,ชรบ.,ที่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาที่ถูกคัดเลือกเป็นผู้นำทางการ กลุ่มนี้มีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ลีซู ยอมรับนำสภาผู้อาวุโสเข้าไปในบทบาทการตัดสินข้อพิพาท ร่วมกันกับกลุ่มการเมืองสมัยใหม่ แต่กลุ่มอาข่าพบปัญหาการละทิ้งจารีตเดิมทำให้การยอมรับสภาผู้อาวุโสน้อยลงไป หรือถูกลดบทบาทลงไป

·         การใช้รูปแบบการตัดสินคดีความโดยตำรวจ และศาล  พบได้ในกรณีข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถตัดสินปัญหาโดยชุมชนได้

อย่างไรก็ตาม ...การเดินทางเพื่อเรียนรู้และเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นเพียงครั้งแรกเท่านั้นครับ  แต่เราก็ได้พบเรื่องราวที่น่าสนใจ บางส่าวนก็จะได้นำมาเขียนในโครงร่างงานวิจัยเพื่ออ้างอิง รวมไปถึงทำกรอบการศึกษาให้ชัดมากขึ้น

P1040512

Chiangrai12

ในร้านกาแฟที่เชียงราย...  ผมและอาจารย์ที่เป็นนักวิจัย  ได้ถกกันพอสมควร ถึง ผลของงานศึกษา วิจัย ว่าจะนำไปใช้กับสังคมใหญ่ได้หรือไม่อย่างไร? (ผมชอบบรรยากาศการ Discuss แบบนี้มากครับ)  บรรยากาศสบายๆในร้านกาแฟ กับประเด็นพูดคุยที่เข้มพอที่จะคุยกันนานๆ

ผมมองว่า การศึกษานี้เป็นทางเลือกในการแสวงหา รูปแบบการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย ผลลัพธ์ที่ได้ตรงๆคือ การฟื้นองค์ความรู้เดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะ “การจัดการความขัดแย้ง” ซึ่งในความคิดผมน่าสนใจมาก ประเด็นต่อมาผมมองว่า สังคมไทยก็จะได้เรียนรู้กับผลการศึกษานี้ และมีการประยุกต์ใช้กระบวนการบางอย่างได้  ...

เพื่ออะไร? ก็เพื่อตอบโจทย์ที่ผมเกริ่นมาข้างต้นว่า  สังคมไทยเรามีทางเลือกในการจัดการความขัดแย้งน้อยมาก บางครั้ง เครื่องมือ – กระบวนการเองก็แปลกแยกไปจากสังคมไทยมากเกินไป การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ บานปลายและปัญหาลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

การเก็บข้อมูลที่ภาคเหนือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกเท่านั้นเองครับ เราวางแผนการทำงานไว้ ๖ เดือนเพื่อศึกษาเชิงประเด็นให้ลึกรวมถึงเข้าพื้นที่ มีเรื่องราวที่น่าสนใจที่เป็นองค์ความรู้ดีๆของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองกลุ่มมากมาย ผมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังเรื่อยๆครับ